บัลแกเรีย บทกวีของประวัติศาสตร์และรสชาติชีวิต

Mission Completed Balkans – ตอนที่ 1

การเดินทางของผมในทริปครั้งนั้นมีความหมายพิเศษ เพราะมันคือจุดหมายที่เรียกว่า Mission Completed หลังจากเก็บครบ 12 ประเทศในภูมิภาคบอลข่าน (Balkans) ซึ่งกินอาณาบริเวณตั้งแต่ชายฝั่งทะเลเอเดรียติกไปจนถึงชายแดนตุรกี แต่ละประเทศเต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน ทั้งสงคราม การล่มสลายของจักรวรรดิ และการก่อร่างสร้างชาติสมัยใหม่ การได้เยือนที่นี่ไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยว แต่คือการเดินทางเพื่อเรียนรู้ความจริงของมนุษยชาติ และค้นหาความหมายภายในใจตนเองไปพร้อมกัน เมื่อผมเหยียบครบทั้ง 12 ประเทศ ตั้งแต่แอลเบเนีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา บัลแกเรีย โครเอเชีย กรีซ โคโซโว มอนเตเนโกร นอร์ทมาซิโดเนีย โรมาเนีย เซอร์เบีย สโลวีเนีย จนถึงตุรกี (ไม่เรียงตามลำดับก่อนหลัง) ก็รู้สึกเสมือนกับว่าได้ปิดฉากหนึ่งบทใหญ่ของชีวิตการเดินทางที่ยาวนาน แต่ในเวลาเดียวกันก็เหมือนประตูอีกบานหนึ่งเปิดขึ้นเพื่อให้เราได้มองโลกและมองใจลึกยิ่งกว่าเดิม

ในบรรดา 12 ประเทศนั้น Explore World Explore Mind วันนี้จะขอพาไป บัลแกเรีย (Bulgaria) ประเทศที่หลายคนอาจไม่ได้คิดถึงเป็นลำดับแรก ๆ ของการท่องเที่ยว แต่กลับซ่อนเสน่ห์ลึกซึ้งเอาไว้ ทั้งด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และโดยเฉพาะเรื่องอาหาร ซึ่งขึ้นชื่อไปทั่วโลกอย่าง “โยเกิร์ตบัลแกเรีย” ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

.
.

ถ้าติดตามกันตั้งแต่ ep. แรก ๆ ผมมักพูดเสมอว่า พิพิธภัณฑ์คือสถานที่ที่คุณต้องไปเยือน เพราะมันคือสถานที่ที่รวบรวมประวัติศาสตร์ชาติ และสะท้อนว่าชาตินั้น ๆ ให้ความสำคัญกับรากเหง้าตนเองเพียงใด ที่บัลแกเรียเองก็เช่น …

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติของบัลแกเรีย (National Historical Museum) ตั้งอยู่ในย่านโบยานาเชิงเขาวิโตชา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโซเฟีย เมื่อรถที่เรียกจากแอพลิเคชันเลี้ยวผ่านแนวสนขึ้นสู่ที่ราบเนิน อาคารคอนกรีตทรงเหลี่ยมขนาดมหึมาวางตัวสง่าก็ปรากฏ ด้านหนึ่งเปิดรับวิวตัวเมือง อีกด้านทอดระเบียงสู่สันเขาวิโตชา เป็นภาพที่ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ธรรมดาแต่คือเวทีที่รัฐเคยใช้ประกาศอำนาจ อาคารหลังนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของ “ทำเนียบรัฐบาลโบยานา (Boyana Residence)” หรือที่เรียก “บ้านเลขที่ 1” ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ ก่อนรัฐจะย้ายพิพิธภัณฑ์มาใช้ในปี 2000

ภายในยังคงเค้าโครงห้องโถงรับรองและทางเดินกว้างแบบสังคมนิยมปลายศตวรรษที่ 20 และยังมีบันทึกว่าห้องโถงแห่งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ประชุมที่นำไปสู่การสิ้นอำนาจของโตดอร์ ฌีฟคอฟ เมื่อ 10 พฤศจิกายน 1989 ด้วย ความเป็น “อดีตเรสซิเดนซ์การเมือง” นี้ทำให้ตัวอาคารเองกลายเป็นวัตถุจัดแสดงชิ้นยักษ์ที่เล่าเรื่องศตวรรษที่ 20 ของบัลแกเรียควบคู่กับวัตถุในตู้แก้วไปพร้อมกัน (ทำเลและภูมิทัศน์เชิงวิโตชา, อดีตทำเนียบ/เรสซิเดนซ์ และเหตุการณ์ 1989 มีบันทึกไว้หลายแหล่ง รวมทั้งฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์, TripAdvisor และสื่อสาธารณะของบัลแกเรีย)

.

แม้ “เปลือก” จะยิ่งใหญ่แบบรัฐนิยม แต่ “แก่น” ของพิพิธภัณฑ์คือคลังเรื่องเล่าของชาติที่ไล่ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ถึงปัจจุบัน มากกว่า 650,000 ชิ้น แต่จัดแสดงหมุนเวียนอยู่ราว 10% เท่านั้น ผู้เยี่ยมชมจึงได้เห็นองค์ประกอบของตัวแทนสิ่งจัดแสดงที่คัดแล้วอย่างเข้มข้น โครงนิทรรศการหลักแบ่งเป็นห้องใหญ่ ๆ ตามเส้นเวลาประวัติศาสตร์ ได้แก่

(1) พรี–ฮิสทอรี (ก่อนคริสตกาลยาวนานนับพันปี)
(2) ทราเคียโบราณ (Ancient Thrace)
(3) จักรวรรดิบัลแกเรียที่ 1 และที่ 2 ในยุคกลาง (ศตวรรษที่ 7–14)
(4) ดินแดนบัลแกเรียใต้จักรวรรดิออตโตมันและยุคฟื้นฟูชาติ (ศตวรรษที่ 15–19)
(5) รัฐบัลแกเรียสมัยใหม่หลัง ค.ศ. 1878 จนถึงร่วมสมัย

.

โครงสร้างแบบห้องยุคสมัยนี้ทำให้การเดินชมเหมือนเปลี่ยนฉากละคร จากหิน กระดูกและภาชนะยุคหินใหม่ ไปสู่ทองคำทราเซียน งานเคลือบลงยาสีไบแซนไทน์ จนถึงภาพถ่าย เครื่องแบบ คำสั่งรัฐในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งสะท้อนการกำเนิด – ล่มสลาย – เกิดใหม่ของชาติบนคาบสมุทรบอลข่านอย่างเป็นระบบ

.
.

ณ “ห้องทราเคีย” สายตาผู้เยี่ยมชมจะถูกดูดเข้าหากลุ่มวัตถุทอง เงินที่ทั้งงามและละเอียดลึกซึ้งทางความหมาย นี่คือมรดกจากชนเผ่าทราเซียนผู้เคยครอบครองผืนดินนี้ก่อนยุคกรีกโรมัน ไฮไลต์ที่พิพิธภัณฑ์นี้มักหยิบขึ้นจัดแสดงคือชุด “สมบัติทองคำพันาเกียวริชเต (Panagyurishte Treasure)” ภาชนะทองคำ 9 ชิ้น น้ำหนักรวมราว 6.16 กก. จากรอยต่อคริสต์ศตวรรษที่ 4–3 ซึ่งเชื่อมโยงกับราชสำนักทราเซียน (ชุดต้นฉบับประจำอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานโบราณคดีภูมิภาค เมืองพลอฟดิฟ และออกทัวร์จัดแสดงเป็นระยะ) ข้างกันนั้นยังพบงานเงินลงทองจากกรุโรโกเซน (Rogozen Treasure) ที่นักโบราณคดีเรียกว่าการค้นพบแห่งศตวรรษ ชุดภาชนะโลหะกว่า 160 ชิ้น ที่ช่วยคลี่ภาพเครือข่ายการค้า พิธีกรรมของทราเซียนในบริเวณนี้ได้เด่นชัด วัตถุเหล่านี้ไม่ได้งามแต่รูป หากยังเป็นหลักฐานทางสังคม การเมืองของยุคก่อนชาติรัฐ และอธิบายว่า เหตุใดดินแดนบัลแกเรียจึงเป็น “คอคอดวัฒนธรรม” ระหว่างทะเลดำ–บอลข่าน–เมดิเตอร์เรเนียนมาตลอดหลายพันปี

.

เดินลึกไปอีกหน่อย เราจะเจอซุ้มจัดแสดงที่พาผ่านจาก “ทองคำทราเซียน” เข้าสู่ “กฎหมาย–อักษร–รัฐ” หนึ่งในชิ้นที่ผมหยุดยาวคือ “จารึกคำประกาศแห่งไดอนีโซโปลิส (Decree of Dionysopolis)” เศษแผ่นหินอ่อนสลักอักษรกรีกจากราว 48 ปีก่อนคริสตกาล ที่บันทึกพระเดชพระคุณต่อทูตเมืองไดอนีโซโปลิส (บัลชิคปัจจุบัน) หลักฐานชิ้นเล็ก ๆ นี้ทำหน้าที่เสมือน “ใบสูติบัตร” ทางการเมืองของเมืองท่าบนชายฝั่งทะเลดำ ยืนยันว่านี่คือพื้นที่ที่อักษร กฎหมาย และการทูตข้ามวัฒนธรรมเดินทางสวนทางสงครามมาตลอดประวัติศาสตร์

ความจริงข้อนี้ทำให้เราเห็นอีกมุมของพิพิธภัณฑ์ว่า ไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “แสดง” อดีต แต่ยัง “ค้ำจุน” อดีตที่บอบบางที่สุดให้ยืนหยัดอยู่ร่วมกับปัจจุบันได้ด้วย

.

โดยรวมแล้ว การเดินในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเราถูกนำพาไหลไปตามแม่น้ำยันตราและร่องเขาวิโตชาของประวัติศาสตร์บัลแกเรีย กระแสหนึ่งไหลจาก “ก่อนชาติ” ผ่าน “จักรวรรดิ” สู่ “รัฐสมัยใหม่” อีกกระแสไหลจาก “ชิ้นเล็ก” สู่ “เรื่องใหญ่” จากเศษทอง–เศษหิน สู่ความหมายเรื่องอัตลักษณ์และเสรีภาพ

การจัดวาทำให้เราเห็นแนวคิดหนึ่งอย่างชัดเจน คลังวัตถุ 650,000 ชิ้นจะไม่มีความหมาย หากไม่ถูกเรียงร้อยให้เล่า “ความทรงจำร่วม” ที่คนรุ่นหลังเข้าไปยืนอยู่ข้างในได้ และนั่นคือสิ่งที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทำได้งดงามตั้งแต่โถงแรกที่แสงจากวิโตชาทาบลงบนพื้นหินเย็น ๆ จนถึงตู้สุดท้ายที่ปิดเรื่องด้วยภาพปัจจุบันของชาติที่ยังคงเขียนต่ออยู่ทุกวัน

.
.

จริง ๆ เรื่องราวในพิพิธภัณ์ยังมีอีกมาก แต่ขอบรรยายแต่เพียงเท่านี้ แต่ยังคงไม่ไปไหนไกล เพราะเมื่อเดินชมจนเหนื่อย ผมจึงออกมาหาที่นั่งพักด้านนอก หยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่มดับกระหาย แล้วสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับร้านขายของว่างเล็ก ๆ ข้างพิพิธภัณฑ์ ที่นั่นเองผมได้ลองโยเกิร์ตบัลแกเรียแท้ ๆ รสชาติไม่หวานจัด ไม่เลี่ยน แต่มีความเปรี้ยวละมุนเข้มข้นที่ต่างจากโยเกิร์ตยี่ห้อคุ้นเคยในซูเปอร์มาร์เก็ตบ้านเรา (แต่ในซุปเปอร์ ฯ ขายของนำเข้า มีโยเกิร์ตให้เลือกเยอะมากจนผมคาดว่าคงมีสักยี่ห้อสองยี่ห้อที่ให้ความรู้สึกเช่นนี้) ความสดชื่นที่แล่นผ่านคอในวันอากาศร้อนจัด เหมือนกับเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่กำลังจะพาผมเข้าสู่เรื่องเล่าที่มากกว่าแค่รสชาติของอาหาร

โยเกิร์ตบัลแกเรีย ไม่ได้เป็นเพียงของกินเล่น แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชาวบัลแกเรียที่สืบทอดกันมายาวนาน มีหลักฐานว่าคนแถบคาบสมุทรบอลข่านรู้จักวิธีการหมักนมเป็นโยเกิร์ตตั้งแต่สมัยโบราณหลายพันปีที่แล้ว มีตำนานเล่าว่าชาวเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนใช้ถุงหนังสัตว์บรรจุนมไว้บนหลังอูฐหรือม้า เมื่อนมถูกความร้อนจากแสงแดดและแรงสั่นสะเทือนจากการเดินทาง นมก็เกิดการหมักจนกลายเป็นโยเกิร์ตโดยธรรมชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญนั้น กลายเป็นอาหารที่ทั้งอร่อยและเก็บได้นานขึ้น และยังช่วยบำรุงสุขภาพ

.

แต่สิ่งที่ทำให้บัลแกเรียโด่งดังไปทั่วโลกจริง ๆ คือการค้นพบจุลินทรีย์เล็กจิ๋วที่มีบทบาทสำคัญในโยเกิร์ต นั่นคือ Lactobacillus bulgaricus นักวิทยาศาสตร์ชาวบัลแกเรีย ดร.สตาเมน กริกอรอฟ (Stamen Grigorov) เป็นผู้ค้นพบจุลินทรีย์สายพันธุ์นี้ในปี ค.ศ. 1905 ขณะยังเป็นนักศึกษาแพทย์ จุลินทรีย์นี้เป็นตัวการหลักที่ทำให้โยเกิร์ตมีรสชาติเปรี้ยวเฉพาะตัวและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มันช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ เสริมภูมิคุ้มกัน และถูกยกย่องว่าช่วยให้ชาวบัลแกเรียมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว

หลายการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงการบริโภคโยเกิร์ตเป็นประจำกับ “ความลับแห่งความอายุยืน” มีสถิติที่น่าสนใจว่า ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นักโภชนาการรัสเซียชื่ออิลยา เมชนิคอฟ (Élie Metchnikoff) เจ้าของรางวัลโนเบล สังเกตว่าชาวบัลแกเรียจำนวนมากมีอายุยืนกว่า 100 ปี เขาจึงตั้งสมมติฐานว่าเป็นเพราะการกินโยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์ชนิดนี้ และต่อมาแนวคิดนี้ก็จุดประกายให้โยเกิร์ตกลายเป็นอาหารสุขภาพระดับโลก

.
.

และความจริงของโยเกิร์ตก็สอนเราบางอย่าง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกิดจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอไป บางครั้งเพียงจุลินทรีย์เล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ก็สามารถสร้างผลกระทบมหาศาลต่อสุขภาพของมนุษยชาติได้ ชีวิตเราก็ไม่ต่างกัน ความสุข ความสงบ หรือความสำเร็จ ไม่ได้เกิดจากการกระทำครั้งเดียวที่ยิ่งใหญ่ แต่เกิดจากการสั่งสมเล็ก ๆ ในทุกวัน เหมือนการกินโยเกิร์ตที่ต้องทำเป็นประจำ ไม่ใช่หวังผลจากการกินเพียงครั้งเดียว

และหากมองลึกไปกว่านั้น โยเกิร์ตยังเป็นผลผลิตของการผสมผสานระหว่าง ธรรมชาติและภูมิปัญญาอย่างงดงาม นมที่ได้มาจากธรรมชาติบริสุทธิ์ เมื่อมาบรรจบกับจุลินทรีย์ที่ถูกค้นพบและควบคุมด้วยปัญญาของมนุษย์ ก็กลายเป็นอาหารที่มีคุณค่ามหาศาล ชีวิตเราก็เช่นเดียวกัน หากเรามี “ธรรมชาติภายในใจ” ที่บริสุทธิ์ และเสริมด้วย “ปัญญา” ที่ฝึกฝน ก็จะสามารถสร้างคุณค่าแท้จริงให้กับโลกและกับตัวเองได้เช่นกัน

.
.

เรื่องเล่าจากบลแกเรียยังไม่จบ เพราะผมจะพาทุกคนออกสำรวจสถานที่สำคัญ ๆ อีกอย่างน้อย 2 แห่ง กับอีก 1 ธุรกิจที่น่าสนใจ อย่างไรฝากติดตามกันในสัปดาห์หน้าด้วยนะครับ

.
.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *