ความยั่งยืน กับมูลค่าหุ้น เมื่อ ESG เปลี่ยนเป็นกลยุทธ์ ที่สร้างคุณค่าและกำไรให้องค์กร

ในโลกธุรกิจปัจจุบัน คำว่า “ความยั่งยืน” (Sustainability) ไม่ได้ถูกมองเพียงเป็นเครื่องมือเสริมภาพลักษณ์อีกต่อไป หากแต่ได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการเติบโต ผลประกอบการ และความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ขณะที่นักลงทุน ผู้บริโภค และภาครัฐต่างจับตามองว่าองค์กรจะตอบสนองต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมและความท้าทายทางสังคมอย่างไร ความยั่งยืนจึงถูกยกระดับให้เป็น “ตัวแปรสำคัญ” ที่สะท้อนออกมาในมูลค่าหุ้นและความเชื่อมั่นของตลาดทุน

.

งาน Sustainability LIVE: Climate Week NYC 2025 จึงกลายเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้นำระดับโลกมาพูดคุยถึงประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดเรื่องหนึ่งของยุคสมัย “Sustainability & Shareholder Value” หรือการที่องค์กรสามารถนำกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนมาผสานเข้ากับเป้าหมายทางธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด

สิ่งที่ทำให้เวทีนี้น่าจับตามากยิ่งขึ้นคือการมีตัวแทนจากบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น Hilton, Smurfit Westrock, Culligan International, Mercer และ Novisto ซึ่งล้วนแต่เป็นองค์กรที่ไม่ได้เพียงพูดถึงความยั่งยืน แต่ลงมือทำจริง และสามารถสะท้อนผลลัพธ์เป็นตัวเลขและเรื่องราวที่จับต้องได้ พวกเขามารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และกลยุทธ์ที่พิสูจน์แล้วว่า “สิ่งที่ถูกต้องต่อโลก ก็คือสิ่งที่ถูกต้องต่อธุรกิจ”

.

บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจว่า ทำไมความยั่งยืนถึงไม่ใช่ภาระ แต่กลับเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ของการสร้างมูลค่าหุ้น และหากคุณคือเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร นักลงทุน หรือผู้สนใจการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ บทความนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ว่าการลงทุนด้าน ESG และความยั่งยืน ไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองต่อแรงกดดันภายนอก แต่คือ “กลยุทธ์เชิงรุก” ที่สามารถเพิ่มผลกำไร ลดความเสี่ยง และสร้างความไว้วางใจในระยะยาว ทำให้คุณเข้าใจชัดเจนขึ้นว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่ออนาคตของธุรกิจ และทำไมคุณไม่ควรมองข้าม

.
.

ความเชื่อมโยงระหว่างความยั่งยืนกับคุณค่าทางธุรกิจ

หนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญมาจากรายงานฉบับล่าสุดของ Morgan Stanley ชื่อ “Sustainable Signals: Corporates 2025” ซึ่งสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้าน sustainability จากบริษัททั้งในภาครัฐและเอกชนทั่วโลก พบว่า 88% ของบริษัท มองว่าความยั่งยืนเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าในระยะยาว ไม่ใช่แค่การจัดการความเสี่ยงหรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบเท่านั้น นอกจากนี้กว่า 80% กล่าวว่า พวกเขาสามารถวัดผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน sustainability ได้ เช่นเดียวกับการลงทุนด้านอื่น ๆ

ประเด็นที่สำคัญอีกอย่างคือ การที่องค์กรสามารถลดการใช้พลังงานและลดขยะ ซึ่งนำไปสู่ประสิทธิภาพโดยรวมที่ดีขึ้น และการปรับตัวให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางสังคมในระยะยาว เช่น การตอบสนองต่อกฎระเบียบสากล ความคาดหวังของผู้บริโภค และการสร้างความไว้วางใจในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders) สิ่งเหล่านี้เป็นกรอบที่ World Economic Forum ได้ชี้ว่า องค์กรที่จับเอาความยั่งยืนมารวมกับคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อมจะได้รับประโยชน์ในรูปแบบของความน่าเชื่อถือ (trust) และบรรยากาศทางกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

.
.

เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่แค่วาทกรรม

หลายบริษัทเริ่มแสดงให้เห็นว่าแนวคิดนี้ไม่ได้อยู่บนหัวข้อในการประชุมเฉยๆ แต่ถูกผนวกเข้ากับกลยุทธ์ขององค์กรจริง

Hilton ในรายงาน Travel With Purpose ระบุว่าแนวทาง “เดินทางอย่างมีจุดมุ่งหมาย” (Travel with Purpose) มีผลดีทั้งต่อพนักงาน โรงแรม ชุมชน และธุรกิจของตัวเอง กล่าวคือ ความยั่งยืนไม่ได้ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสร้างคุณค่าหลายด้านพร้อมกัน

.

Smurfit Westrock ในรายงานความยั่งยืนปี 2024 พูดว่า “เราเชื่อว่าธุรกิจที่ยั่งยืนคือธุรกิจที่ดี” ซึ่งบริษัทสนับสนุนคำกล่าวนี้ด้วยการจัดทำรายงานมายาวนานจากบริษัทดั้งเดิม (“legacy companies”) ที่สะท้อนถึงความต่อเนื่องและการตรวจสอบผลการดำเนินงานด้าน ESG อย่างสม่ำเสมอ

.

Culligan International กล่าวว่าในปี 2024 พวกเขา “พิสูจน์ว่า สิ่งที่ถูกต้องต่อโลกนั้น ย่อมถูกต้องต่อธุรกิจของเรา” ซึ่งสะท้อนทั้งค่านิยมภายในองค์กร (mission) และความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน ซึ่งไม่ใช่แค่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงการสร้างคุณค่ายั่งยืนให้กับลูกค้า พนักงาน ชุมชน

.

Mercer ในนโยบายความยั่งยืนปี 2025 ยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นความเสี่ยงระบบ (systemic risk) และการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกเป็นหนึ่งในแนวทางที่น่าจะสอดคล้องกับผลลัพธ์ทางการเงินที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่มีการกระจายความเสี่ยง (diversified investors) เช่น กองทุนต่างๆ

.

Novisto เป็นบริษัทที่พัฒนา “ซอฟต์แวร์จัดการเรื่องความยั่งยืน” (sustainability management software) จุดประสงค์หลักคือช่วยให้ธุรกิจสร้างคุณค่าจากกลยุทธ์ ESG, ข้อมูล และการรายงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการจัดการข้อมูล (data) และการรายงานที่เชื่อถือได้กลายเป็นแกนกลางของการสร้างคุณค่าจาก ESG

.
.

ทำไมความยั่งยืนถึงช่วยสร้างมูลค่า

จากการรวบรวมข้อมูลและการศึกษาหลายฉบับ พบว่าความยั่งยืนสามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้นได้ผ่านหลายช่องทาง

เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร
การลดใช้พลังงาน ลดของเสีย และนำทรัพยากรมาใช้ซ้ำ (recycling) ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานระยะยาว

– ลดความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ
บริษัทที่สามารถรับมือกับภัยธรรมชาติ เช่น ภัยแล้ง ฝนตกหนัก หรืออากาศร้อนจัด ได้ดี จะประสบความเสี่ยงที่ต่ำกว่า (เช่น งบประมาณซ่อมแซมหรือหยุดชะงักการผลิต)

– การดึงดูดนักลงทุนและต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้น
นักลงทุนยุคใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials มีแนวโน้มให้ความสนใจกับการลงทุนที่มีความยั่งยืนสูงกว่า และเชื่อว่า ESG เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนที่ดี ไม่ใช่เพียงจริยธรรมเพียงอย่างเดียว

– ปรับตัวให้เข้ากับกรอบกฎหมายและแนวทางสังคม
เมื่อองค์กรสอดคล้องกับเป้าหมายภายนอก เช่น การลดก๊าซเรือนกระจก หรือเป้าหมาย SDGs แล้วจะได้รับการยอมรับจากภาครัฐและประชาคมโลกง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงจากการถูกลงโทษหรือถูกบังคับให้แก้ไขภายหลัง

– สร้างแบรนด์ ความไว้วางใจ และแรงจูงใจภายในองค์กร
ผู้บริโภคและลูกค้าในยุคปัจจุบันใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น แบรนด์ที่มีจุดยืนชัดเจนเรื่องความยั่งยืนมักได้รับความเชื่อถือ ทำให้ยอดขายและตลาดเปิดกว้างขึ้น พร้อมกับการรักษาพนักงานที่มีฝีมือ ซึ่งชอบที่ทำงานกับองค์กรที่มีคุณค่าด้าน ESG

.
.

แม้ว่าภาพรวมจะเป็นบวก แต่ก็มีอุปสรรคหลายด้านที่องค์กรต้องเผชิญ อาทิ ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูง ทั้งในการปรับปรุงกระบวนการผลิต การจัดหาเทคโนโลยีสะอาด เครื่องมือวัดผล และการฝึกอบรมพนักงาน ความไม่ชัดเจนทางกฎหมาย/กฎระเบียบ ในหลายประเทศหรือภูมิภาค กฎหมายด้าน ESG ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา หรือมีมาตรฐานไม่แน่นอน การวัดผลและรายงานที่น่าเชื่อถือ ต้องใช้ข้อมูลที่ดี มีระบบบริหารความเสี่ยง และการตรวจสอบภายในและภายนอกให้เสริมความน่าเชื่อถือ แรงกดดันจากตลาดและผู้มีส่วนได้เสีย เช่นความคาดหวังจากผู้บริโภค นักลงทุน หรือชุมชน ถ้าทำไม่ดีจะถูกวิจารณ์หรือเสียภาพลักษณ์

.

ความยั่งยืน (sustainability) ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดจริยธรรมหรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในแกนหลักของกลยุทธ์องค์กรระดับโลกที่มองไปยังการสร้างคุณค่าในระยะยาวสำหรับผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด โดยจากการศึกษาของ Morgan Stanley แสดงให้เห็นว่าบริษัทจำนวนมากยอมรับว่า ESG คือโอกาส ไม่ใช่ภาระ และหลายบริษัทสามารถวัดผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน ESG ได้จริง ซึ่งถ้านำมาใช้ ร่วมกับวิธีการจัดการที่ดี ก็สามารถเพิ่มผลกำไร ลดความเสี่ยง และเสริมสร้างความยั่งยืนทั้งทางธุรกิจและสังคมได้

.
.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *