อย่าเล่นกับไฟ
เราได้ยินคำเตือนคุ้นหูนี้กันมาตั้งแต่เด็ก และเราก็คงเก็บไว้ใช้เตือนเด็กรุ่นต่อ ๆ ไปต่อไปอีกด้วย เพราะทุกคนตระหนักรู้อันตรายจากไฟกันดีว่าเป็นมหันตภัยจริง ๆ เผลอไม่ได้ พลาดไม่ได้ ไปทำเล่น ๆ กับไฟ ไฟสามารถทำลายชีวิตทั้งชีวิตได้ในชั่วพริบตา ทำลายนี้มีทั้งนัยยะตรงคือไฟจริง ๆ ที่เผาผลาญบ้านเรือน ทรัพย์สิน กับนัยยะเปรียบเทียบคือไฟจากคนอันตราย ที่หากเผลอไปเล่นก็อาจพลาดช้ำใจไปจนตาย ที่คุ้นก็มักจะเป็นการเตือนสาว ๆ หนุ่ม ๆ ไม่ให้ไปเล่นกับคนเจ้าชู้
แต่ยังมีไฟอีกนัยยะลึกที่อันตรายยิ่งกว่าไฟทั้ง 2 ประเภทนั้น ที่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเล่นหรือแม้แต่เข้าใกล้
นั่นคือไฟกิเลสโลภ โกรธ หลง
นี่มิได้อุปมาเอาเองแต่เป็นคำสอนตรงจากพระศาสดาที่เตือนเราเหล่าสาวกไว้ถึงไฟ 3 กองนี้ใน “อุคคตสูตร” คำสอนที่พระพุทธเจ้าโปรด อุคคตสรีรพราหมณ์ที่น่าสนใจมากจนอยากนำมาฝาก เพราะไม่เพียงแต่เนื้อหาที่พระองค์สอนเท่านั้น แต่พระสูตรนี้ยังแสดงให้เห็นถึงจิตวิทยาอันล้ำลึกที่พระองค์ทรงใช้ด้วย
ดั่งที่ทราบกันว่าในอินเดียนั้นมีพราหมณ์ที่ยังคงเหนียวแน่นต่อประเพณีของตนมาอย่างยาวนานเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะประเพณีการบูชาไฟ ที่แม้ปัจจุบันหากใครมีโอกาสได้ไปแม่น้ำคงคาก็จะยังพบเห็นพรามหณ์จำนวนมากเหลือเกินยังได้ประกอบทำพิธีนี้กันอยู่ จึงมิต้องกล่าวถึงในสมัยอดีตนั่นเลยว่าจะเคารพในพิธีกรรมบูชาไฟนี้กันขนาดไหน แล้วลองตรองดูว่า หากเราอยู่ในสมัยนั้นแล้วมีพรามหณ์มาถามเราถึงการบูชาไฟนี้ว่าเป็นเช่นไรเราจะตอบว่าอย่างไร เราตอบอย่างไรครับ แล้วคิดว่าตอบเช่นนั้นแล้วผู้ถามจะรู้สึกเช่นไรครับ …
และนี่คือคำตอบของพระพุทธเจ้าครับ
พระองค์ได้ตอบแบบแจกแจงว่าไฟนั้นมี 3 ประเภทคือไฟที่ควรบูชา ไฟที่ไม่ควรบูชา และไฟที่เกิดจากไม้
โดยไฟที่ควรบูชานั้นก็แยกออกได้เป็น 3 กองคือ
– อาหุเนยฺบุคคล บุคคลผู้ให้ชีวิต คือ บิดา มารดา ที่ทุกคนต้องแสดงกตัญญู กตเวทิตา มีความเคารพ
– คหบดี บุคคลผู้ใช้ชีวิตด้วย คือ สามีภรรยา ลูกหลาน ข้า ทาส บริวาร ที่ต้องให้ความใส่ใจอย่างเหมาะสม
– ทักขิเณยบุคคล คือ บุคคลที่ทรงคุณ จะเป็นพระภิกษุสงฆ์ หรือบุคคลผู้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความพ้นทุกข์ที่ต้องให้การดูแล สงเคราะห์ให้พวกท่านได้มุ่งมั่นปฏิบัติธรรมเพื่อนำธรรมมาเผื่อแผ่สาธารณะ
ส่วนไฟที่ไม่ควรบูชานั้นก็มี 3 กองเช่นกันได้แก่
– ไฟราคะ คือ ความใคร่ ความอยาก ความติดยึดเพลิดเพลินในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบเรา
– ไฟโทสะ คือ ความโกรธ แค้น อาฆาต พยาบาทที่สุมมาสู่ตัวเราให้ร้อนรนอยากทำลายล้าง
– ไฟโมหะ คือ ความลังเลสงสัย ความฟุ้งซ่านรำคาญใจต่าง ๆ ที่เกิดจากความไม่รู้ของเรา
และไฟกองสุดท้ายก็คือไฟที่เกิดจากไม้มี 1 กอง คือ ไฟที่ให้ความร้อนและแสงสว่างที่เราคุ้นเคยกันดี จะต้องจัดการกับไฟนี้ด้วยความระวัง เช่นไฟหุงเข้าที่เมื่อข้าวสุกแล้วก็ต้องดับไฟ ระหว่างหุงก็ต้องหมั่นคอยมาดูแลไม่ปล่อยจนอาจเผาบ้านวอดวายได้
เป็นอย่างไรครับ การตอบของพระศาสดาของเราที่หากจะใช้คำปัจจุบันก็ต้องขออาจเอื้อมใช้คำว่า “คมมาก”
พระองค์ไม่ได้ปฏิเสธโดยทันทีอย่างสิ้นเชิง เขานับถือไฟพระองค์ก็ยอมรับว่ามีไฟที่ต้องให้ความนับถือจริง ๆ แต่ระบุได้ละเอียดลงไปกว่าว่าคือบุคคลที่ควรดูแลให้ความเคารพอย่างยิ่งอย่างพ่อแม่ สมณะ คหบดี ขณะเดียวกันก็อธิบายถึงไฟภายนอกที่เป็นไฟให้ความร้อนและแสงสว่างนั้นว่าก็ต้องดูแลให้เกิดประโยชน์ ให้ปลอดจากโทษ ให้จัดการกับไฟประเภทนี้ไปตามเหตุและผลที่เหมาะสม เป็นอย่างไรครับ พระสูตรนี้นอกจากจะให้ทั้งวิธีปฏิบัติกับไฟทั้ง 7 กองแล้วยังให้เทคนิกในการสื่อสารด้วยครับ







ใส่ความเห็น