
สรุปการเรียนรู้จาก ดร.ใหม่ Exclusive 3-day Masterclass in “Compassionate Systems Leadership” with Peter Senge and Gustav Böll ตอนที่ 16
ตอนพิเศษนี้ถ่ายทอดช่วงเวลาสำคัญจากการเดินทางสู่ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ระดับโลกในคลาสสำหรับผู้นำอย่าง Masterclass with Peter Senge และ IDG Summit 2025 ที่ประเทศสวีเดน ซึ่งไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมงานประชุม แต่คือการ “สัมผัสแนวคิดต้นธารของการเปลี่ยนแปลงภายใน” ที่หลอมรวมศาสตร์แห่งระบบคิด จิตวิญญาณ และวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน เพื่อจุดประกายให้ผู้นำยุคใหม่เข้าใจความหมายของคำว่า Inner Development อย่างลึกซึ้ง
.
.
เช้าวันสุดท้ายของมาสเตอร์คลาส จากการฝึกภายในตน สู่การเต้นรำของการเปลี่ยนแปลง
วันนี้คือวันสุดท้าย วันแห่งการบูรณาการ (integration) วันที่เท้าข้างหนึ่งของเรายังอยู่ในวงเรียนรู้ ส่วนอีกข้างกำลังเหยียบเข้าสู่โลกจริงของการทำงาน การกลับบ้าน และการลงมือปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
เปิดวันเริ่มต้นด้วยคำขอบคุณที่ก้องกังวานไปทั่วห้อง ทั้งต่อผู้เข้าร่วม รวมไปถึงทุกคนที่อยู่เบื้องหลัง ทีมผู้จัด ครูพี่เลี้ยง ทีมงานเบื้องหลังที่มาช่วยอำนวยความสะดวก และพันธมิตรที่ร่วมทำให้คลาสเพื่อการพัฒนาในตัวเองกลายเป็นชุมชนแห่งการฝึกฝน (Community of Practice) อย่างแท้จริง คำกล่าวขอบคุณนั้นไม่ใช่พิธีการ หากคือการรับรู้ถึงความร่วมแรงร่วมใจที่ทำให้สิ่งนี้มีชีวิต
.
.
ช่วงเริ่มต้นของวัน มีการชวนให้ทุกคนตระหนักว่าวันนี้คือวันแห่งการยืนอยู่สองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือสนามเรียนรู้ที่ปลอดภัย อบอุ่น เต็มไปด้วยการฝึกสติ การสนทนาเชิงลึก และการสะท้อน อีกฝั่งคือชีวิตจริงในที่ทำงาน ที่ต้องใช้เครื่องมือทั้งหมดที่เราได้ฝึกมาให้เกิดผลจริงในโลกที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน เป้าหมายของวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการปิดเวิร์กช็อป แต่คือการบ่มเพาะความตั้งมั่นภายในให้กลายเป็นแรงขับที่ใช้ได้จริงในชีวิต โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
.
แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับทฤษฎี “Learning Transfer” ในศาสตร์การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ (Adult Learning Theory) ที่เน้นว่าการเรียนรู้จะไม่มีความหมาย หากไม่สามารถเชื่อมโยงกับพฤติกรรมจริงในชีวิตประจำวัน ดังนั้นในวันนี้ทุกกิจกรรมจึงถูกออกแบบให้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างการตระหนักรู้ภายในกับการลงมือในโลกจริง
�กิจกรรมแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงเช้าคือการเรียนรู้ที่จะ “The Dance of Change” หรือการเต้นรำของการเปลี่ยนแปลง ช่วงบ่ายจะเป็นการวางแผนเชิงปฏิบัติเล็กน้อยเพื่อหาว่าก้าวต่อไปจริง ๆ ของเราคืออะไร
.
.
คำว่า The Dance of Change มีที่มาที่น่าสนใจ มันเกิดขึ้นจากบทสนทนาระหว่าง Peter Senge กับนักคิดผู้ล่วงลับ “โรแบร์โต” นักชีววิทยาระบบผู้มองโลกในฐานะสิ่งมีชีวิตที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด เขาเคยกล่าวประโยคที่กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของเวิร์กช็อปนี้ว่า
“ทุกการเปลี่ยนแปลงในระบบที่มีชีวิต
ย่อมเกิดขึ้นขณะมันถูกยับยั้งอยู่เสมอ”�
All change in living systems occurs while it is being inhibited.
ประโยคนี้ดูเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง มันสะท้อนหลักการในทฤษฎี Systems Thinking ที่ว่า ในทุกระบบที่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย มนุษย์ หรือองค์กรมีกระบวนการสองขั้วเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ คือ แรงขับเพื่อเปลี่ยนแปลง และแรงคงสภาพเพื่อรักษาความมั่นคง การเต้นรำของการเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่สงครามระหว่างสองพลัง แต่คือการประสานจังหวะให้ทั้งคู่ดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน
.
ในมุมมองของจิตวิทยาองค์กร นี่คล้ายกับแนวคิด Homeostasis vs. Growth หรือสมดุลกับการเติบโต มนุษย์และองค์กรต่างต้องการความมั่นคงเพื่อความปลอดภัย แต่หากมั่นคงเกินไป การเรียนรู้ก็หยุดนิ่ง การเต้นรำของการเปลี่ยนแปลงจึงคือศิลปะแห่งการเคลื่อนไหวระหว่างสองภาวะนี้อย่างมีสติ
.
.
กิจกรรมถูกออกแบบให้ทุกคนได้พิจารณาสิ่งที่อยากเติบโตในงานหรือชีวิตของตนเอง พร้อมมองเห็น “แรงต้าน” ที่ขัดขวางมันอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่เพื่อตัดสินหรือกำจัด แต่เพื่อเรียนรู้จากมัน
�เช่น หากใครต้องการสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารที่เปิดใจในทีม แรงต้านอาจมาจากความกลัวการถูกตัดสินหรือโครงสร้างอำนาจในองค์กร การรู้เท่าทันแรงต้านจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต ไม่ใช่อุปสรรคของมัน
.
Peter กล่าวว่าทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ แม้มาจากคนละองค์กร ต่างก็เป็น “ไมโครคอสม์” ( Microcosm) คือ โลกใบเล็ก ในทางปรัชญา ซึ่งหมายถึง มนุษย์ที่สะท้อนถึงจักรวาลอันกว้างใหญ่ หรือหมายถึงแบบจำลองย่อส่วนของระบบขนาดใหญ่ คำนี้ใช้ได้กับหลายบริบท) ของขบวนการระดับโลกที่พยายาม “นำความเป็นมนุษย์กลับคืนสู่ระบบ” ผ่านการพัฒนาในตัวเอง (Inner Development)
�เราทุกคนกำลังทำงานเดียวกันในบริบทต่างกัน งานของการปลุกความเป็นมนุษย์ในองค์กร ระบบการศึกษา ชุมชน และสังคม
ดังนั้น การเต้นรำของการเปลี่ยนแปลงในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการทบทวนงานของแต่ละคน แต่คือการสำรวจความเชื่อมโยงระหว่าง “การเติบโตของฉัน” กับ “การเติบโตของโลก” เพราะระบบภายนอกจะไม่เปลี่ยน หากระบบภายในของผู้คนยังคงเหมือนเดิม
.
.
เครื่องมือเชื่อมโลกในและนอก
แน่นอนว่าการเรียนรู้แบบตะวันตกมักมี “เครื่องมือ” ที่ใช้ในการเชื่อมระหว่างภายในและภายนอกอย่างเป็นรูปธรรม ในที่นี้ อาทิ
Grounding – การตั้งหลักด้วยสติและการรับรู้ผ่านร่างกาย ก่อนเริ่มการสนทนาหรือการประชุม
Check-in – การเปิดวงพูดคุยสั้น ๆ เพื่อให้แต่ละคนได้บอกความรู้สึก ณ ปัจจุบัน
Journaling – การบันทึกสะท้อนใจอย่างอิสระเพื่อให้ความคิดและความรู้สึกแยกตัวออกจากกันอย่างเห็นชัด
.
Peter อธิบายว่า เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในเวิร์กช็อปเท่านั้น แต่สามารถนำไปใช้ได้ในที่ทำงานจริง เช่น การเริ่มประชุมด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า วันนี้ฉันรู้สึกอย่างไรกับทีม หรือสิ่งใดกำลังท้าทายฉันอยู่
�การเริ่มต้นเช่นนี้ทำให้ทีมสามารถ “ลงจากหัว (สมอง)” และ “เข้าหัวใจ” ก่อนจะเริ่มพูดคุยเรื่องงาน ช่วยให้บทสนทนามีความลึก ความไว้วางใจ และประสิทธิภาพที่แท้จริง
.
.
พิธีการ Grounding การกลับมาสู่ร่างกาย
ทำได้ง่าย ๆ เพียงนั่งนิ่ง หลับตา และหันกลับมาสู่ร่างกายของตนเองอีกครั้ง เสียงที่อบอุ่นค่อย ๆ นำทางให้ทุกคนหายใจเข้าและออกอย่างมีสติ รับรู้ถึงศีรษะ ไหล่ ขากรรไกร หน้าท้อง และหัวใจทีละส่วน ให้รู้ว่าพื้นที่เหล่านี้กำลังรู้สึกอย่างไรโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพียงแค่รับรู้การหายใจ การสัมผัส และเสียงรอบตัว เพื่อกลับมาสู่ปัจจุบันขณะ
การฝึกเช่นนี้เรียกว่า Somatic Awareness (ที่เราได้ทำความเข้าใจกันไปในบทก่อน ๆ หน้า) การรับรู้ผ่านร่างกาย ซึ่งเป็นฐานสำคัญของ “Inner Development” งานวิจัยทางประสาทวิทยาหลายชิ้น เช่น งานของ Stephen Porges และ Daniel Siegel ชี้ว่า การกลับมาสังเกตความรู้สึกในกายช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) กลับสู่สมดุล ลดภาวะ fight-flight-freeze และเปิดพื้นที่ให้สมองส่วนการคิดเชิงสร้างสรรค์ (prefrontal cortex) ทำงานได้เต็มศักยภาพ
.
�“ใจฉันกำลังถืออะไรอยู่ในเช้านี้ ?”
�“ฉันอยากพาอะไรกลับบ้านจากเวิร์กช็อปนี้ ?”
�“ฉันต้องการความช่วยเหลือแบบใด เพื่อเติบโตต่อหลังจากนี้ ?”
คำถามสามข้อสุดท้ายกลายเป็นประตูสู่การเขียนบันทึกส่วนตัว (Journaling Practice) ซึ่งเป็นการเชื่อมระหว่างการฝึกภายในกับการลงมือในชีวิตจริงอย่างชัดเจนที่สุด
เมื่อเรากลับมาอยู่กับกาย อยู่ที่นี่ตรงนี้ได้อย่างแนบสนิท ต่อไปจึงค่อยขยับออกไป ‘คิด’ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงแนวคิด หากเป็นการเคลื่อนไหวที่ฝังอยู่ในเนื้อแท้ของชีวิตและงาน
.
.
หากมององค์กร ชุมชน หรือโครงการของเราเสมือนระบบสังคมที่ “สร้างตัวเอง” อยู่ตลอดเวลา คล้ายความหมายของคำว่า autopoiesis ในชีววิทยาร่วมสมัย (autopoiesis มาจากคำภาษากรีก auto ที่แปลว่าเหมือนกันหรือ unity และ poiesis (creation, production) เป็นคุณสมบัติของระบบสิ่งมีชีวิตบางระบบ ซึ่งพวกมันรักษาตัวเองเป็นหน่วยผ่านความสามารถในการผลิตและงอกใหม่ส่วนประกอบที่ประกอบกันเป็นพวกมัน Autopoiesis เป็นลักษณะสำคัญของชีวิต เนื่องจากช่วยให้สิ่งมีชีวิตยังมีชีวิตอยู่และทำงานได้ตลอดการดำรงอยู่ของมัน อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีความอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น ระบบที่ไม่มีชีวิตไม่สามารถสืบพันธุ์ได้เอง ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นระบบอัตโนมัติ)
จะเกิดอะไรขึ้นกับวิธีคิด วิธีออกแบบ และวิธีลงมือแบบ “การสร้างโดยผู้อื่น (allopoiesis)” ซึ่งคือกระบวนการที่ระบบหนึ่งสร้างสิ่งที่ ไม่ใช่ตัวของระบบเอง ขึ้นมา ตัวอย่างเช่น สายการผลิตในโรงงาน ซึ่งผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ออกมา (เช่น รถยนต์) เป็นสิ่งที่แตกต่างจากเครื่องจักรที่ทำการผลิตมันโดยสิ้นเชิง แนวคิดนี้ตรงข้ามกับคำว่า ออโตโพอีซิส (Autopoiesis) ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่ระบบหนึ่งสร้างและคงไว้ซึ่ง ตัวของระบบเอง เช่น เซลล์สิ่งมีชีวิตที่ผลิตส่วนประกอบของตนเองเพื่อดำรงอยู่ต่อไป
.
และเพราะสิ่งมีชีวิตนั้น “สร้างตนเอง” จากวงจรป้อนกลับภายใน ระบบสังคมก็เช่นกัน แม้ถูกวางกรอบด้วยกฎหมาย โครงสร้าง และประวัติศาสตร์ แต่มันยังคง “ประกอบตน” อยู่เสมอ หากยอมรับข้อเท็จจริงนี้ การทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงย่อมต้องเคลื่อนจากตรรกะสั่งการ ไปสู่ศิลปะของการเพาะเลี้ยง เฝ้าดู ร่วมจังหวะ และเสริมแรงให้สิ่งใหม่งอกงามท่ามกลางแรงคงสภาพของสิ่งเดิม
.
ภาพโค้งการเติบโตแบบตัวเอส (S-shaped growth) ถูกวาดอย่างเรียบง่ายบนฟลิปชาร์ตเพื่อย้ำรูปแบบสากลของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เริ่มต้น เร่งขยาย แล้วชะลอตัวเข้าสู่สมดุล ใต้กราฟนั้นคือโครงสร้างพื้นฐานสองตระกูล วงจรเสริมแรง (reinforcing loops) ที่เร่งการเติบโต และวงจรถ่วงดุล (balancing loops) ที่โน้มระบบกลับสู่สมดุล ทั้งสองฝั่งมีอยู่พร้อมกันเสมอ เพียงแต่ต่างช่วงเวลาจะมี “อิทธิพลเด่น” ไม่เท่ากัน ในระยะตั้งไข่ วงจรเสริมแรงครองบท ในระยะยืดอายุและคงเสถียร วงจรถ่วงดุลมีอิทธิพลขึ้น นี่คือภาพโครงสร้างเรียบง่ายแต่ทรงพลังสำหรับอ่านปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงในโลกจริง และเป็นประตูสู่จิตสำนึกเชิงสร้างสรรค์เพราะทันทีที่เห็นโครงสร้าง เราเริ่มมองความจริงปัจจุบันให้ลึกขึ้นมากกว่าจมอยู่เพียงเหตุการณ์
.
.
จากกรอบโค้งตัวเอส Peter เชื้อเชิญให้ทุกคนหยิบ “งานที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง” ของตนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการในองค์กร สหกิจในชุมชน หรือการขับเคลื่อนนโยบาย และตั้งคำถามแรกอย่างซื่อตรงว่า
… แท้จริง “เรากำลังพยายาม ‘ปลูก’ อะไร”
.
คำถามนี้พลิกทิศจากวิถีคุ้นเคยของการแก้ปัญหาที่มักเริ่มจากการนิยามสิ่งที่ไม่ต้องการไปสู่ภาษาแห่งการเพาะเลี้ยง ที่นิยามสิ่งที่อยากเห็นงอกงามจริง ๆ หากปัญหาคือแรงจูงใจเริ่มต้น เป้าหมายของการเติบโตคือเข็มทิศที่จะพาเราออกจากวังวน
.
.
มีตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้ภาพชัดขึ้น หากโจทย์คือการลดการพึ่งพาสารเสพติดในกลุ่มเยาวชนหญิง บางคนอาจเขียนว่า สิ่งที่อยากปลูกคือ ความสามารถในการกำกับชีวิตตนเอง หรือ ความมั่นใจเชิงปฏิบัติในการเผชิญปัญหา การเปลี่ยนจากประโยค “เราจะลด…” เป็น “เราจะปลูก…” ทำให้สายตาเปลี่ยนจากการกวาดเศษซาก ไปสู่การก่อร่างสภาพแวดล้อมที่เอื้อการเติบโต คำถามถัดมาจึงตามมาอย่างเป็นธรรมชาติว่า “วงจรเสริมแรง” ของการเติบโตเช่นนี้หน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อมีเยาวชนที่ได้ประสบการณ์สำเร็จเล็ก ๆ ความมั่นใจเพิ่มขึ้น เธอกล้าลองสิ่งใหม่มากขึ้น แล้วพบความสำเร็จถัดไป ความมั่นใจจึงงอกต่อ นี่คือวงจรเสริมแรงแบบจิตสังคม ขณะเดียวกัน เมื่อจำนวนผู้ผ่านประสบการณ์ที่ดีเพิ่ม พวกเธอกลายเป็นพี่เลี้ยงให้รุ่นน้อง คุณภาพการสนับสนุนดีขึ้น ผลลัพธ์ดีขึ้น เรื่องเล่าดี ๆ ถูกเล่าต่อ ความต้องการเข้าร่วมเพิ่มขึ้น ทรัพยากรจึงหลั่งไหล นี่คือภาพของโมเมนตัม ไม่ใช่จากแรงผลัก แต่จากแรงดึงดูดอย่างมีเป้าหมาย (intention) และประสบการณ์จริงที่ทบซ้อน
เมื่อวางฝั่งเสริมแรงแล้ว จึงค่อยวางฝั่งถ่วงดุลด้วยสติ เพราะข้อจำกัดไม่เคยหายไป เพียงแต่อาจยังไม่ดังพอในระยะแรก กำลังคนพอไหม คุณภาพคงเส้นคงวาหรือไม่ การเปราะบางทางการเงินยังคุกคามอยู่หรือเปล่า ทีมอิ่มตัวเร็วกว่าที่คิดหรือไม่ แรงต้านทางวัฒนธรรม เช่น อคติทางเพศ หรือบรรทัดฐานที่ตีกรอบบทบาทของเยาวชนหญิง ก็คือวงจรถ่วงดุลเชิงสังคมที่ต้องมองตรง ๆ การเห็นข้อจำกัดไม่ใช่เพื่อหดตัว แต่เพื่อออกแบบ “คันโยก” ให้เติบโตต่อไปได้โดยไม่แตกหัก เช่น การพัฒนาพี่เลี้ยงสำรอง เพิ่มโมดูลเสริมพลังการดูแลตนเองป้องกันไฟลท์-ไฟท์-ฟรีซ บ่มวัฒนธรรมการสะท้อนผลอย่างอ่อนโยนแต่เข้มงวด และสร้างกลไกการเงินที่หลากหลายเพื่อลดความเสี่ยง
.
ในชั้นของการปฏิบัติ การพิจารณาโครงการของตนว่า “กำลังปลูกอะไร” ต้องไม่รีบข้ามไปหาวิธีแก้ ไม่ต้องอธิบายโครงสร้างซับซ้อน
เมื่อกรอบ “จำกัดการเติบโต” (Limits to Growth) ปรากฏชัด การมองเห็นสองคันโยกใหญ่ก็ค่อย ๆ แยกตัวออกมาจากหมอก คันโยกแรกคือ “เสริมแรงในสิ่งที่งอก” ผ่านการออกแบบประสบการณ์ที่ให้ชัยชนะเล็ก ๆ ต่อเนื่อง สร้างบทบาทพี่เลี้ยง และเล่าเรื่องที่มีพลังอย่างซื่อสัตย์ คันโยกที่สองคือ “คลายข้อจำกัดอย่างเป็นระบบ” โดยไม่พังคุณภาพ ไม่บีบทรัพยากร และไม่เผาไหม้ผู้คน คล้ายช่างสวนที่รู้ทั้งศิลปะการให้ปุ๋ยและวิธีถอนวัชพืช สองคันโยกทำงานเป็นคู่จังหวะ หนึ่งผลัก หนึ่งผ่อน พาเติบโตแบบคงเสถียร
.
.
ในเวิร์กชอปนี้ ระหว่างที่วงสนทนากำลังเดิน ทุกคนค่อย ๆ รับรู้อีกความจริงสำคัญ นั่นคือ ภาษาและอุปมามีอิทธิพลต่อความเป็นจริงอย่างลึกซึ้ง เมื่อเลิกพูดว่า ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และเริ่มพูดว่า “เพาะเลี้ยงสิ่งใหม่” โทนพลังงานก็เปลี่ยนจากการผลักดันไปสู่การเปิดพื้นที่ จากการควบคุมไปสู่การร่วมมือ จากการเร่งด่วนไปสู่การคงที่อย่างต่อเนื่อง และเมื่อเลิกวางองค์กรเป็น “มัน” ที่เราจะดัดแปลง แต่หันมาวางองค์กรเป็น “เรา” ที่กำลังสร้างตัวเองอยู่ ความรับผิดชอบก็ไม่ใช่ภาระแต่กลายเป็นความสัมพันธ์ การเลือกของแต่ละคนจึงไม่ใช่การยกมือรับงานเพิ่ม แต่คือการยืนยันเจตจำนง (intention) ว่าจะเป็น “พาหนะ” ให้วิสัยทัศน์บางอย่างได้มีชีวิต
.
การเรียนรู้ทั้งสามวันในมาสเตอร์คลาส ไม่ใช่การยกเครื่องมือวิเคราะห์ขึ้นหิ้ง หากคือการวางใจว่าเครื่องมือทุกชิ้น ตั้งแต่ภูเขาน้ำแข็ง วงจรป้อนกลับ จนถึงโค้งตัวเอสล้วนเป็นเพียงภาษาชั่วคราวที่ช่วยให้มองเห็นสิ่งมีชีวิตชื่อ “การเปลี่ยนแปลง” ชัดขึ้นพอที่จะร่วมเต้นรำกับมันได้อย่างอ่อนโยนและยืดหยุ่น
และเมื่อจังหวะเริ่มเข้าที่ การเพาะเลี้ยง รดน้ำ ถอนหญ้า ปล่อยให้ได้แดด ก็จะค่อย ๆ กลายเป็นสำนึกใหม่ที่ติดมือกลับบ้าน โดยไม่ต้องฝืนจำเป็นข้อ ๆ เพราะมันได้กลายเป็นความรู้สึกเชิงกายและความเข้าใจเชิงระบบที่ซึมลงรากไปแล้วอย่างเงียบงาม
.
.
🔜 ติดตามบทความสรุปการเรียนรู้ฉบับต่อไป รวมถึงบทความพิเศษ “การถอดบทเรียนและการนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กร” ได้ที่เพจเร็ว ๆ นี้
+++++++++
เวทีจริงสำหรับผู้นำที่ไม่อยากตกขบวนธุรกิจแห่งอนาคต!!
นี่ไม่ใช่คอร์สที่เล่าเรื่อง ESG แบบทฤษฎีแต่คือ สนามปฏิบัติการ 2 วัน 1 คืน ที่จะเปลี่ยนมุมมอง ESG ของคุณให้เป็นอาวุธลับในการชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ
intensive ESG
จะวางกลยุทธ์ ESG ของปีหน้าได้อย่างไร หากไม่รู้วิธี
🚨 ESG Strategy
6 ขั้นตอนจากเริ่มสู่แผนปฎิบัติการความยั่งยืน
หลักสูตรที่ได้รับรองเป็นการพัฒนาทักษะสูงจากสอวช.
ลดหย่อนภาษีได้ 250% !!
👉https://www.facebook.com/share/p/17UBD1u4Fs/
แอดไลน์ @dr.veeranut
โทรด่วน: 099-289-3645
+++++++++
บริการที่ปรึกษา และการออกแบบกลยุทธ์ ESG
+++++++++
ESG vs CSR แฝดคนละฝา
🔗 https://www.facebook.com/share/p/16BmPCGMJ4/
อย่าให้ Green / CSR มาหลอกคุณ
🔗 https://www.facebook.com/share/p/19imKXYvnF/
indset สำคัญกว่าโมเดล
ทำ ESG ต้องเริ่มจากเรา ไม่ใช่เริ่มจากรายงาน
🔗 https://www.facebook.com/share/p/14KaurYSRfA/
ESG ไม่ใช่ CSR 2.0
แต่คือ DNA ของธุรกิจอนาคต
🔗 https://www.facebook.com/share/p/17Pqu66dzs/
.
.
ดร.วีรณัฐ โรจนประภา (ดร.ใหม่)*
ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ ESG SDGs
Success isn’t found; it’s designed and built.
TLMS – Creating Strategies for Growth
*เครดิตวิทยากร
* GRI Certified Sustainability Professional, Global Reporting Initiative
* Sustainable Business Strategy Harvard Business School Online
* ESG Impact: Investor Perspective Wharton University
* Carbon Investment: Bernard Consulting
* Sustainability Strategy Demystified Sasin Graduate Institute of Business Administration
* Digital Business Strategy: Harnessing Our Digital Future MIT Sloan
* Blockchain Technologies: Business Innovation and Application MIT Sloan
* Beyond Smart Cities: Emerging Design and Technology MIT MEDIA LAB
* Integrating the SDGs into Sustainability Reporting, the GRI Academy
* Reporting on Human Rights with the GRI Standards, the GRI Academy
* Reporting with the GRI standards, the GRI Academy
* Waste Management Impact Reporting, the GRI Academy
* Reporting on the Impact of Occupational Health and Safety, the GRI Academy
* The founder and director of the SustaInnovation Leadership program and the SustaInnovation in Action program
* ผู้ก่อตั้ง IDGs Bangkok Community Hub
* ผู้เขียนหนังสือ Buddhist IDGs
* ได้รับการยกย่องเป็นนักบริหารผู้สร้างสรรค์ของประเทศ โดยกรมสุภาพจิต
* A creator of world-class Awareness exhibition showcased by over 100+ media outlets from more than 40+ countries
* นักเขียน เจ้าของผลงานการเขียนหนังสือ 10+ เล่ม 1,000+ บทความ และบรรณาธิการระดับประเทศ
* วิทยากรด้านความยั่งยืนเวทีนานาชาติ และบรรยายให้กับองค์กร บริษัท มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการระดับประเทศ 100+
* นักสื่อสารด้านความยั่งยืน และการพัฒนาจากภายในคนแรกของประเทศไทย ที่ออกรายการเจาะใจ







ใส่ความเห็น