
คนเราชอบโยงการกระทำที่ไม่ดีของตัวเองเข้ากับสัตว์ ที่คุ้น ๆ กันก็เช่น “ซนเป็นลิง” “กินเป็นหมู” หรือแม้แต่ “โง่เป็นควาย” ซึ่งหากสัตว์มันเรียกร้องได้มันคงลุกขึ้นมาเดินประท้วงกันเป็นแถวว่า ทำไมอะไรที่ไม่ดีจะต้องไปพ่วงกับพวกมันด้วยทั้งที่คนเป็นคนทำทั้งนั้น
แต่คำที่ผมว่าเรากล่าวหาสัตว์ชนิดนั้นแรงไป เป็นการกล่าวในเชิงความประพฤติที่เลวร้ายยิ่งนั่นคือคำว่า “แมวขโมย” ครับ ได้ยินแล้วแมวมันคงอยากจะร้องหาความยุติธรรมด้วยการท้าให้ก็หาตัวชี้วัดที่เหมาะสมจริง ๆ มาเก็บสถิติกันจริง ๆ แล้วนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกันจริง ๆ ว่าใครกันแน่ที่น่าจะถูกใช้อุปมาถึงการขโมยนี้ระหว่างมันกับมนุษย์ ซึ่งผมมั่นใจว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างหลังมากกว่าอย่างแรก ที่แม้แต่มนุษย์เองก็คงไม่มีใครกล้าเถียง แมวเต็มที่ก็ขโมยรองเท้า ข้าวของเครื่องใช้ที่ปากคาบได้ จะว่าไปก็ไม่รู้ว่าแมวมันตั้งใจขโมยหรือเปล่า มันอาจสนุกกับการเปลี่ยนที่ตั้งของก็ได้ ส่วนคนนั้นขโมยเพื่อตัวเองแน่ ๆ เพื่อความสุข ความอยากของตน และขโมยไม่เพียงของที่เจ้าของเผลอวางไว้ คนขโมยแม้แต่ของที่เจ้าของเขาป้องกันไว้อย่างแน่นหนาก็ยังใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการไปนำมันออกมา นี่ว่ากันในแบบหัวขโมยทั่วไป ยังไม่ได้พูดไปถึงการขโมยที่เป็นการเบียดบังทรัพย์ที่ไม่ใช่ของตัวมาเป็นของตัวอย่างที่เรียกว่าการคอรัปชั่น หรือการทุตจริตต่าง ๆ และยิ่งยังไม่นับรวมการขโมยที่สำคัญมาก ๆ ที่คนขโมยจนเนียนยิ่งกว่าเนียน ขโมยกันจนไม่รู้ตัวว่าตัวไปขโมยของ ๆ คนอื่นมา ขโมยจนเป็นปกคิวิสัย ขโมยกันทุกหย่อมหญ้า นั่นคือการขโมยของมาจาก “ธรรมชาติ”
ขโมยธรรมชาตินี้ไม่ได้หมายถึงการลักลอบตัดต้นไม้ หรือขุดเจาะทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตนะครับ แต่หมายถึงการกระทำที่ถูกต้องตามนิตินัยนั่นแหละที่ก็ยังต้องถือเป็นการขโมยอยู่ ทำไม ? ก็เพราะมนุษย์ไปนำของจากธรรมชาติเช่นต้นไม้ น้ำมัน แร่ธาตุมาเพื่อประโยชน์ตนโดยธรรมชาติไม่ได้รับรู้ หรืออนุญาต มีแต่มนุษย์มาตีตรา จั่วหัวเอาเองว่าบริสุทธิ์ผ่านเอกสารทางกฏหมาย อุปโลกน์ระบบต่าง ๆ ขึ้นมาเองเพื่อตีตรา ออกสัมปทานบอกว่านั่นเป็นทรัพย์ของมนุษย์ เหมาว่าธรรมชาตินี้อยู่ในเขตแดนประเทศของฉัน ดังนั้นเจ้าของก็คือประเทศของฉัน จะเอาไปจัดการหาเงินเข้าประเทศ จะเอาไปประมูลสัมปทาน หรือไปดำเนินการใด ๆ ก็ถือว่ามีสิทธิ์อันชอบธรรมโดยไม่ได้คิดตอบแทนอะไรคืนสู่ธรรมชาติเลย ที่ว่ามีระบบก็ไม่ใช่เพื่อธรรมชาติแต่เพื่อถนอมทรัพย์นั้นไว้ให้มนุษย์มีใช้นาน ๆ นึกถึงใจธรรมชาติ หากธรรมชาติพูดได้คงเถียงว่าทรัพย์เหล่านั้นเป็นของเขา มนุษย์อยู่ดี ๆ ก็มาตีขลุมบอกว่าเป็นของประเทศตนเอาไปใช้อย่างใจอยากโดยไม่มีอะไรตอบแทนเสียด้วย มีแต่ทำลาย ทำร้ายยิ่งขึ้น
พวกเราแม้ไม่ใช่คนออกสัมปทานเป็นประชากรทั่วไปแต่จะว่าไปก็เหมือนเรารับซื้อของโจรนั่นแหละครับ มีคนไปยึดมา แล้วมาขายต่อ ลองนึกจริง ๆ ซิครับ ว่าจริงไหมที่เราไปยึดมาเองเช่นนั้น แต่ที่น่าตระหนกคือมนุษย์เองก็ดันเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ไปเช่นนั้นด้วย เลยมีการแก่งแย่ง ช่วงชิงทรัพยากรธรรมชาติกันขนานใหญ่จนเดือดร้อนไปทั่วโลก แล้วอย่างไรถึงจะไม่เรียกว่าเป็นขโมย คำตอบก็เอาอย่างสัตว์ต่าง ๆ เขาซิครับ สารพัดสัตว์ที่แม้ไปเอาของจากธรรมชาติมากิน มาอยู่เช่นกัน แต่มันก็ได้ทำงานแลกเปลี่ยนตอบแทนคืนสู่ธรรมชาติ ด้วยการหมุนเคลื่อนระบบนิเวศให้สมดุลต่อไป สัตว์ใช้เท่าที่จำเป็นและสร้างสมดุลให้ธรรมชาติ มนุษย์ใช้เท่าที่ใจอยากและทำธรรมชาติเสียสมดุล
จากนี้หากไม่อยากเป็นขโมยเราก็ต้องรู้จักตอบแทนเจ้าของเขาบ้างครับ ทรัพย์เป็นของเขา เขาเอื้อเฟื้อมาให้เรา เราก็ใช้อย่างเกรงใจและกตัญญูตอบแทนกลับด้วย เช่นนี้เราก็จะไม่ขึ้นชื่อว่าเป็นขโมยแล้ว ลองสำรวจดูว่าคุณใช้ทรัพยากรอย่างไร ไม่ใช่ว่าจ่ายเงินมาแล้วชอบธรรมนะครับ เพราะเงินที่จ่ายไม่ได้คืนสู่เจ้าของตัวจริงเหมือนเป็นการจ่ายให้โจรดังกล่าว เราต้องพยายามใช้ให้เต็มประสิทธิภาพที่สุด และพยายามช่วยเหลือเกื้อกูลให้ธรรมชาติร่มเย็นที่สุด นั่นถึงพอจะเรียกว่าตอบแทนครับ
แต่ยังนะครับ ยังไม่หมด คนเรายังขโมยของสำคัญอีกสิ่งมาจากธรรมชาติโดยไม่รู้ตัวนั่นคือ เราขโมย “ตัวตน” ของเราจากธรรมชาติครับ แท้จริงแล้วมีแต่ธรรมชาติ ธาตุทั้งจับต้องได้เป็นรูปธรรม และจับต้องไม่ได้เป็ยนามธรรมเช่นความรู้สึกสุข ทุกข์ ความจำ ความคิด ความรู้เท่านั้นที่ไหลเวียนแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย ส่งต่อสืบเนื่องกันไปเป็นทอด ๆ แต่คนไป “ขโมย” มาด้วยความเชื่อผิดพลาดว่าขอบเขตที่ถูกห่อหุ้มโดยรอบนี้เป็นตัวตนของเรา ขอบเขตก้อนนั้นเป็นลูกเรา พ่อ แม่ เรา จนเราจัดการกับก้อนต่าง ๆ รวมถึงสิ่งที่ก้อนต่าง ๆ นี้เกี่ยวข้องด้วยอย่างผิดพลาด นำทุกข์มาให้ทั้งเราเอง และก้อนธรรมชาติก้อนอื่น นี่แหละครับ “คนขโมย” ตัวแท้ ไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นหัวขโมยก็รีบคืนตัวตนนี้สู่ธรรมชาตินะครับ !







ใส่ความเห็น