ความชั่วเคยชิน

        ช่วงผมเดินสายบรรยายกิจกรรมประกวด “ไอเดียคิดใหม่” ให้น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศคิดโครงการสีขาวเพื่อพัฒนาสังคมเราให้น่าอยู่ส่งมาประกวดกันนั้น ผมต้องขึ้นลงเหนือ ใต้ กลาง อีสานไปตามสถาบันต่าง ๆ แต่ละที่ที่ไปผมก็จะได้ความประทับใจแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะประทับใจความน่ารัก เสนอความคิดดี ๆ กล้าคิด กล้าแสดงออกของน้อง ๆ จนผู้ใหญ่อย่างผมได้อาย แต่มีอยู่สถานศึกษาในจังหวัดเชียงรายที่ โรงเรียนวิรุณธุรกิจ (RBAC) ที่ต้องบอกว่าประทับใจผมไม่รู้ลืมเลย เริ่มจากประทับใจแรกคือตัวจังหวัดเชียงรายเองที่ผมชอบเป็นทุนอยู่แล้ว ยิ่งไม่ได้ไปเยือนนานร่วมสิบปีเลยยิ่งนึกถึง         ประทับใจต่อไปคือพอลงเครื่องพบกับครูที่ทางโรงเรียนส่งรถมารับ ครูที่เต็มไปด้วยความเอือเฟื้อมีอัธยาศัยเอาใจใส่ผมดุจดั่งแขกมาเยี่ยมบ้าน ชวนคุยให้ความรู้แถมพาไปเที่ยววัด และยังจะพาไปสถานที่น่าสนใจอื่น ๆ ในเมืองอีกจนผมต้องออกตัวด้วยความเกรงใจว่าขอไปเตรียมบรรยายที่โรงเรียนเลย การต้อนรับขับสู้เยี่ยงนี้ผมไม่ได้รับมานานมากแล้ว หรือจะให้ตรงคือนึกไปเองแล้วด้วยว่าคงหมยุคสมัยแห่งการดูแลคนเดินทางดั่งญาติมิตรจากสังคมสยามเมืองยิ้มนี้         ประทับใจถัดมาคือเมื่อถึงโรงเรียนขับรถผ่านอาคารต่าง ๆ ที่ทำจากดิน ตกแต่งอย่างกับรีสอร์ตเมืองท่องเที่ยว สอบถามก็ได้ความว่าเป็นแนวคิดของผู้บริหารที่มีการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ มีการสร้างบ้านดิน การทำไบโอดีเซลมาบรรจุไว้ในโรงเรียนให้เด็กได้สัมผัสของจริงมิใช่อยู่แต่ในตำรา         ประทับใจต่อไปได้รับจากน้อง ๆ เด็กที่นี่แม้มาจากหลายชาติพันธ์เป็นลูกหลานชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ที่มาเรียนร่วมกัน แต่ภาพความขัดแย้งระหว่างเผ่าไม่ปรากฏในสถานที่แห่งนี้ ทุกคนเสมอกันคือความเป็นนักเรียน ไม่มีเด็กเมือง เด็กดอย ไม่แยกม้ง แยกอีก้อแถมทุกคนมีสัมมาคารวะดี ตลอดทางที่ผมเดินไปห้องบรรยายเด็ก ๆ ก็จะยกมือสวัสดี ไหว้อย่างนอบน้อมผิดกลับเด็กกรุงเทพที่หากไม่ใช่ครูโดยตรงของตัวเองอาจไม่เห็นหัวกันเลย ยิ่งในห้องบรรยายผมยิ่งต้องชื่นชมน้อง ๆ โรงเรียนนี้เป็นพิเศษเพราะทุกคนตั้งใจฟังกันแบบตั้งใจ ใส่ใจไม่ใช่ตั้งใจแบบเงียบฟังเพราะกลัวโดนลงโทษ ไม่งั้นก็ฟังไปแชตไป บีบีไปเหมือนหลาย ๆ โรงเรียนที่ผ่านมา         แต่ประทับใจสำคัญของผมเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนผมจะบรรยายที่ผู้อำนวยการโรงเรียนมารับรองพูดคุยสนทนาด้วย เป็นช่วงเวลาที่ผมประทับใจมากทั้งในเรื่องวิสัยทัศน์ด้านการศึกษา เรื่องการปกครองที่ผสมผสานความหลากหลายทางเชื้อชาติ ที่สำคัญก็คือผลึกความคิดผลึกหนึ่งที่ผอ.ท่านใช้สรุปเกี่ยวกับคนเมืองจำนวนมากที่พูดแกมหยอกแต่สะเทือนเข้าไปถึงใจนั่นคือคำว่า “คนสมัยนี้ทำความชั่วกันจนเคยชิน จนไม่คิดว่านั่นเป็นความชั่วเสียแล้ว” หรือผมนำมากระชับพื้นที่เข้าเป็น “ความชั่วเคยชิน” ตามชื่อบทนี่แหละครับ         จริงไหมว่าเดี๋ยวนี้คนเราทำสิ่งไม่ดี ไม่งามกันจนเห็นเป็นเรื่องปกติ แล้วที่แย่ยิ่งกว่ากลับมองผู่ที่ทำความดีว่าเป็นตัวแปลกประหลาดในสังคมไป ไม่เชื่อลองขึ้นรถเมล์แล้วลุกให้ผู้หญิง คนชรา หรือเด็กนั่งดูซิครับคุณอาจได้รับสายตาที่มองมาอย่างแปลกแกมหมิ่น หรือถึงขั้นสมเพชเวทนาในการมีน้ำใจของเราเอาเสียด้วย สายตาเช่นนี้เองที่ทำให้คนอีกจำนวนไม่น้อย “ไม่กล้า” ที่จะทำความดีเพราะกลัวโดนหาว่าเป็นคนพิกลพิการ มันช่างน่าสงสารเหลือเกินที่เรามีค่านิยมสลับสับกันจนล้มเหลวปานนี้         ก่อนจากลากันวันนั้นผมรับปากผอ.ไว้เรื่องว่ากลับกรุงเทพมานี้ผมจะมาชวนพวกเราทำค่านิยมใหม่สิ่งนั้นก็คือ “ความดีเคยชิน”         โดยเริ่มจากงานที่ทำอยู่คือการเขียนคอลัมน์นี้เชิญชวนให้ทุก ๆ ท่านได้มาร่วมทำความดีกัน ดีไม่ต้องใหญ่ แต่ทำบ่อย ๆ ทำถี่ ๆ จนเกิดเป็นความดีเคยชินนี้ขึ้น         ผมเชื่อโดยส่วนตัวว่าสังคมเราไม่ได้ขาดแคลนผู้กล้าที่มีบารมี และกำลังมากพอที่จะสร้างความดีใหญ่เพื่อประโยชน์ใหญ่แก่สังคม แต่ที่เราขาดคือคนจำนวนมาก ๆ ที่มาทำความดีเล็ก ๆ ถี่ ๆ ความดีแบบเหมือนจะไม่ได้ทำอะไรอย่างการยิ้มให้กัน การให้ทางบนถนน หรือการกล่าวขอโทษอย่างจริงใจเวลาเดินชนใคร สังคมเราต้องการความดีเช่นนี้ครับ ถึงเวลารึยังที่เราจะหมั่นถามตัวเองและคนรอบข้างว่า “วันนี้คุณทำความดีกันหรือยังครับ”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *