
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำถามสำคัญของโลกธุรกิจคือ “ความยั่งยืนสามารถสร้างคุณค่าได้จริงหรือไม่” คำถามนี้ไม่ได้เป็นเพียงการถกเถียงในเชิงทฤษฎี หากแต่เป็นโจทย์เชิงปฏิบัติที่สะท้อนถึงแรงกดดันจากหลายภาคส่วน ทั้งจากพนักงานที่ต้องการทำงานกับองค์กรที่มีคุณค่า ผู้บริโภคที่เลือกแบรนด์ที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นักลงทุนที่จับตาดูการบริหารความเสี่ยงในระยะยาว ไปจนถึงหน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้นต่อมาตรฐานการรายงาน ความยั่งยืนจึงมิใช่เพียงเรื่องของภาพลักษณ์ แต่เป็นการวัด “สมรรถนะในการอยู่รอด” ขององค์กรในระยะยาว
.
.
รายงาน Sustainable Value Creation ที่จัดทำโดย Alison Taylor และ Robert G. Eccles นำเสนอการวิจัยเชิงลึกซึ่งสำรวจผู้บริหารระดับสูงกว่า 234 คนในหลายอุตสาหกรรมช่วงปลายปี 2023 เพื่อตอบคำถามว่า ความยั่งยืนถูกมองและปฏิบัติอย่างไรในองค์กรธุรกิจจริง ๆ ผลลัพธ์สะท้อนถึงความย้อนแย้งที่ชัดเจน กล่าวคือ ผู้บริหารส่วนใหญ่ยอมรับว่า ความยั่งยืนมีความสำคัญต่อความสำเร็จทางธุรกิจ แต่เมื่อมองในแง่การจัดสรรทรัพยากรและการปฏิบัติจริง กลับพบว่ายังมี “ช่องว่าง” ขนาดใหญ่ที่ไม่ได้รับการแก้ไข
.
การวิเคราะห์เชิงวิชาการของรายงานนี้ชี้ว่า ช่องว่างหลักที่ทำให้ความยั่งยืนยังไม่สามารถกลายเป็นพลังสร้างคุณค่าเชิงพาณิชย์ได้จริงมีสี่ประการ ได้แก่
ช่องว่างด้านเงินทุน
ช่องว่างด้านการปฏิบัติ
ช่องว่างด้านการบูรณาการ
ช่องว่างด้านข้อมูล
แต่ละประการสะท้อนความไม่สอดคล้องระหว่างคำประกาศกับพฤติกรรมเชิงองค์กร และบ่งชี้ถึงทิศทางที่ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัว
.
.
ช่องว่างด้านเงินทุนคือข้อเท็จจริงที่ว่า แม้ผู้บริหารกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์จะเห็นว่าความยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จทางธุรกิจ แต่มีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่มุ่งเน้นอย่างจริงจัง และยิ่งไปกว่านั้น มีเพียงหนึ่งในสี่ขององค์กรที่จัดสรรเงินทุนในระดับที่เพียงพอเพื่อขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ องค์กรจำนวนมากยังติดอยู่ในวงจรของการพูดถึงความยั่งยืนโดยไม่สามารถแปลงความเชื่อมั่นนั้นให้กลายเป็นการลงทุนจริง ซึ่งทำให้ความเสี่ยงยังคงอยู่และโอกาสทางธุรกิจถูกปล่อยให้หลุดมือ
.
ช่องว่างด้านการปฏิบัติสะท้อนว่า ความยั่งยืนถูกมองว่าเป็นเครื่องมือด้านภาพลักษณ์มากกว่าการสร้างคุณค่าจากการดำเนินงานจริง ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่าความยั่งยืนมีคุณค่าหลักในการสร้างชื่อเสียง การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน และการดึงดูดบุคลากร มากกว่าที่จะมองว่าความยั่งยืนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น การเพิ่มยอดขาย การลดต้นทุน การจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ หรือการทำให้ห่วงโซ่อุปทานมีเสถียรภาพ แนวโน้มนี้ทำให้การจัดสรรเงินทุนยังคงต่ำ เพราะผู้บริหารมักให้น้ำหนักกับตัวชี้วัดเชิงพาณิชย์ที่ชัดเจนมากกว่าค่าที่วัดได้ยากอย่างชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์
.
ในด้านการบูรณาการ รายงานระบุว่ามีเพียงสามสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่บูรณาการความยั่งยืนเข้าไปในธุรกิจอย่างแท้จริง แม้ผู้บริหารสองในสามจะบอกว่าความยั่งยืนมีความสำคัญสูง การขาดการเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายความยั่งยืนกับฝ่ายการเงินและเทคโนโลยีทำให้ศักยภาพขององค์กรไม่ถูกใช้เต็มที่ ทั้งที่สองฝ่ายนี้มีบทบาทสำคัญที่สุดในการวัดผล วิเคราะห์ และขับเคลื่อนกลยุทธ์ ตัวอย่างเช่น ฝ่ายการเงินสามารถเชื่อมโยงโครงการความยั่งยืนเข้ากับการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ ขณะที่ฝ่ายเทคโนโลยีสามารถใช้ข้อมูลและนวัตกรรมเพื่อผลักดันความเปลี่ยนแปลง แต่หากทั้งสองฝ่ายยังทำงานแยกส่วน ความยั่งยืนก็จะไม่สามารถกลายเป็นกลไกหลักในการสร้างคุณค่าของธุรกิจได้
.
สุดท้าย ช่องว่างด้านข้อมูลเป็นอุปสรรคสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้ระบบการรายงานใหม่ ทั้งมาตรฐาน ISSB และ CSRD ที่กำลังบังคับใช้อย่างเข้มงวด รายงานระบุว่าผู้บริหารถึงเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์เห็นว่าข้อมูลคุณภาพสูงเป็นสิ่งจำเป็น แต่มีเพียงยี่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่บอกว่ามีข้อมูลที่น่าเชื่อถือและใช้งานได้จริง การขาดข้อมูลที่มีคุณภาพไม่เพียงแต่ทำให้องค์กรไม่สามารถพิสูจน์คุณค่าของโครงการด้านความยั่งยืนได้ แต่ยังทำให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์กลายเป็นการสันนิษฐานมากกว่าการบริหารจัดการที่ขับเคลื่อนด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์
.
.
ประเด็นสำคัญของรายงานนี้คือ การปิดช่องว่างเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ด้วยการประกาศนโยบายหรือการรณรงค์ทางการสื่อสารเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยการลงทุนจริง การวัดผลที่โปร่งใส และการบูรณาการอย่างเป็นระบบเข้าสู่กลยุทธ์หลักขององค์กร ความยั่งยืนจะต้องถูกยกระดับจาก “กิจกรรมเสริม” ไปสู่ “หัวใจของกลยุทธ์ธุรกิจ” ที่มีผลต่อการจัดสรรทุน การสร้างนวัตกรรม การขยายตลาด และการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว
สำหรับนักธุรกิจและเจ้าของกิจการ ข้อสรุปจากรายงานนี้ชัดเจนว่า ความยั่งยืนมิใช่ทางเลือกอีกต่อไป หากแต่เป็นปัจจัยที่กำหนดว่าธุรกิจจะสร้างมูลค่าได้อย่างมั่นคงหรือไม่ การที่องค์กรยังปล่อยให้มีช่องว่างระหว่างคำพูดกับการปฏิบัติจริง ย่อมเสี่ยงต่อการสูญเสียความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้เสีย และอาจพลาดโอกาสสำคัญในการสร้างนวัตกรรมและการเติบโตในระยะยาว แต่หากองค์กรสามารถปิดช่องว่างเหล่านี้ได้ ความยั่งยืนจะไม่เพียงแต่เป็นคำมั่นสัญญาทางจริยธรรม หากแต่เป็น “ทุน” ที่เสริมสร้างคุณค่าทั้งต่อธุรกิจและสังคมอย่างแท้จริง
.
.







ใส่ความเห็น