คอมมิวนิเคชั่น

ยุค IT นี้การติดต่อสื่อสารกลายเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง ใครที่สื่อสารเป็นย่อมได้เปรียบทั้งในเรื่องหน้าที่การงานไปจนถึงชีวิตส่วนตัวหรือแม้กระทั่งเรื่องความรัก และหากเราต้องการเป็นผู้ชนะในเกมการสื่อสารนี้ เราก็ต้องรู้จักกฏ กติกากันให้ดี มิเช่นนั้นก็เหมือนการหลับหู หลับตาเล่นเกมเดินมั่วซั่วจนตกกระดานตายไป ซึ่งก็ควรเริ่มกันตั้งแต่การที่ต้องรู้ความหมายของเกมที่เรียกว่า “การสื่อสาร” นี้ว่าหมายถึงอะไร “การสื่อสาร” มาจากรากศัพท์ภาษาลาตินว่า “Communis” หรือแปลในภาษาอังกฤษว่า “Make Common” ที่หมายถึง “การทำให้มีสภาพร่วมกัน” ที่สามารถขยายต่อไปว่าก็คือการกระทำเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น สมัครสมานสามัคคีของสมาชิกในชุมชน และด้วยความหมายของเกมเช่นนี้นี่เองจึงเกิดคำถามตามมาว่าแล้วทุกวันนี้เราเล่นเกมนี้ตรงตามวัตถุประสงค์ของเกมนี้ไหม เราสื่อให้คู่ผัว ตัวเมียเขาคืนดี หรือแอบสะใจที่พูดจนเขาหย่าร้าง เราพูดให้กลมเกลียวกันในที่ทำงาน หรือพูดเพื่อเลื่อยขาเก้าอี้ใคร เราแจกแจงเพื่อประสานความต่างทางความเชื่อ หรือเป็น Hate Speech ที่ผลักคนออกเป็นฝ่าย ถ้าไม่อคติกันก็อาจได้คำตอบไม่ยากว่าคำจำนวนไม่น้อยสื่อสารกันในแบบหลังของตัวอย่าง สาเหตุส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะการพูดด้านลบนั้นก่อเกิดกระแสได้ง่าย สร้างตนให้มีความสำคัญได้เร็ว ที่สำคัญกลายเป็นที่นิยมติดตามของคนดูมากกว่า จึงทำให้แม้จะต้องหยาบคาย ก้าวร้าว หรือเสียดสีรุนแรงก็ยอมทำกันด้วยหวังในปริมาณคนติดตามที่มากขึ้นซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการทำลายจิตวิญญาณของการสื่อสารในระดับราก เพราะแทนที่จะทำให้สังคมสามัคคีตามวัตถุประสงค์ กลับทำให้เกิดเป็นเกิดความร้าวฉาน ต่อออกเป็นปัญหาสังคมมากมาย ที่แม้จะทำให้ผู้เล่นเกมด้วยวิธีนี้จะมีคนติดตามมหาศาลแต่จะขาดทุนอย่างย่อยยับในเชิงจิตวิญญาณ แล้วเช่นนี้หากอยากเป็นผู้ชนะที่สง่างามอย่างแท้จริงจะต้องเล่มเกมนี้ด้วยกลยุทธ์ใด คำคอบนี้ได้มีศาสดาเอกของโลกอย่างพระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไว้ให้แล้วอย่างรอบคอบครับ ท่านบอกพวกเราว่า การสื่อสารต้องประกอบด้วย 1. ถูกต้องตามกาล 2. เป็นความจริง 3. เป็นประโยชน์ 4. คนฟังพอใจ 5. พูดด้วยเมตตา หมายความว่าหากเรื่องนั้นไม่เป็นความจริงก็ต้องไม่พูดในทุกกรณี เช่นเดียวกับเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์แม้จะเป็นความจริงก็ไม่พูดแม้แต่เรื่องจริงนั้นจะทำให้คนฟังพอใจ (เพราะเท่ากับเป็นการพูดป้อยอ เอาอกเอาใจเสียมากกว่า) สรุปคือจะพูดเฉพาะที่เป็นเรื่องจริง เป็นประโยชน์ ถูกเวลา คนฟังพอใจและก็ต้องพูดพร้อมจิตที่มีเมตตา (ขณะที่หากเป็นเรื่องจริงและเป็นประโยชน์แต่คนฟังไม่ชอบใจก็ต้องเลือกจังหวะพูด) ได้เงื่อนไขในการพูดหรือไม่พูดกันแล้วคราวนี้มาดูการเตรียมตัวของผู้พูดก่อนจะพูดกันครับ โดยขออิงเอาจากที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่าการแสดงธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ที่จะพูดได้ดีต้องระลึกในใจดังนี้ 1. แสดงไปตามลำดับ 2. ยกเหตุผลให้เข้าใจ 3. แสดงด้วยเมตตา 4. ไม่แสดงด้วยหวังอามิส 5. แสดงไม่กระทบตัวเองและคนอื่น เมื่อนำมาปรับใช้กับการพูดในสังคมก็พอจะประยุกต์ได้ว่าให้ผู้พูดเตรียมเรื่องที่จะสื่อสารให้เป็นไปตามลำดับด้วยการหาเหตุผลมาแจกแจงตามภูมิของผู้ฟังให้เข้าใจได้กระจ่าง ด้วยใจปรารถนาให้ผู้ฟังได้ประโยชน์จากสิ่งนั้นโดยไม่หวังผลประโยชน์ (หรือแม้แต่ความเป็นสาวก) และต้องระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งขึ้น แต่ระดับพระพุทธเจ้าย่อมมิได้ให้เพียงการกรองเรื่องจะพูด หรือการเตรียมตัวที่จะพูดเท่านั้น แต่ทรงแนะวิธีขณะพูดด้วย ท่านให้แนวทางไว้ว่าให้พูดอย่างแจ่มแจ้งเหมือนเห็นภาพ และให้เกิดความคล้อยตาม ให้ผู้ฟังมีกำลังใจเกิดความแช่มชื่นใจ ดั่งลีลาการพูดของพระพุทธองค์คือ 1. สันทัสสนา พูดอย่างแจ่มแจ้ง ให้เห็นกระจ่าง 2. สมาทปนา พูดให้เห็นจริง จนเกิดความยอมรับ และน้อมนำไปปฏิบัติ 3. สมุตเตชนา พูดให้เกิดความอาจหาญ เกิดความมั่นใจในตนเอง 4. สัมปหังสนา พูดให้เกิดความร่าเริง แจ่มใส เบิกบานมีความหวัง หลักการสื่อสารนี้ล่ะครับที่จะพาเราไปเป็นผู้ชนะในเกมนี้ เราจะกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลตัวจริงที่มีแต่คนนับถือ คนชื่นชม คนให้เกียรติ ดีกว่าเป็นคนที่มีผู้ติดตามมากแต่สร้างกรรมให้สังคมแตกแยกครับ คอมมิว นิเคชั่น สำคัญนัก ไม่ใช่สัก เอาแต่ขีด เอาแต่เขียน แต่ต้องสื่อ ให้เกิดผล ตามที่เรียน คือการเปลี่ยน คอมมูน ชุมชนงาม การพูดใด ไร้ซึ่ง ความมุ่งหวัง ให้พลัง เกิดความรัก สมัครสมาน การพูดนั้น ผิดหลัก ตกหลักการ งานสื่อสาร มวลชน ที่ควรปอง 26 มิ.ย. 58

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *