คำสาปของแผ่นดินที่มีทรัยากรล้ำค่า

ครั้งนี้ Explore World, Explore Mind จะยังคงพาทุกคนอยู่ในแผ่นดินเดียวกัน ประเทศแทนซาเนีย ดินแดนแห่งเสือดาว มะบูร์ไลออน และชนเผ่าแห่งซาฟารี… เพียงแต่คราวนี้ เราจะไม่ปีนขึ้น แต่จะ “ดำดิ่ง” ลึกลงไปสู่ใต้พิภพ ก้นเหมืองอันลึกลับที่ซ่อนวัตถุล้ำค่าเพียงหนึ่งเดียวในโลกไว้ในชั้นดินลึก ไม่ใช่ทองคำ ไม่ใช่เพชร แต่คือ “แทนซาไนต์” (Tanzanite) อัญมณีสีน้ำเงินอมม่วงที่สะท้อนความลึกลับของจักรวาล และความซับซ้อนของมนุษย์ในระดับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

.
.

อันที่จริงผมกับเรื่องของมีค่าโดยเฉพาะอัญมณีค่อนข้างจะห่างไกลกันมากนัก ไม่ได้มีทั้งความรู้เชิงลึกหรือความสนใจเป็นพิเศษ ยิ่งกับแร่หายากที่ขึ้นชื่อในตลาดโลก ผมแทบไม่เคยคาดคิดว่าแผ่นดินที่ผมกำลังเหยียบอยู่นี้ ดินแดนที่ทอดตัวอยู่ใต้เงาของยอดเขาคีรีมันจาโรในประเทศแทนซาเนีย จะเป็นแหล่งกำเนิดของอัญมณีล้ำค่าที่สุดชนิดหนึ่งของโลกที่ชื่อว่าแทนซาไนต์ ความบังเอิญบางอย่างดูเหมือนจะเริ่มจากเรื่องเล็กน้อย แต่กลับเปลี่ยนมุมมองของผมต่อทั้งภูมิประเทศ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจไปโดยสิ้นเชิง

เรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นหลังจากที่ผมเช็คอินเข้าที่พักแห่งหนึ่งในเมือง Arusha เมืองหลักของภูมิภาคตอนเหนือของแทนซาเนีย เป็นประตูสู่ซาฟารี เป็นที่ตั้งของสำนักงานทัวร์ใหญ่ ๆ และใกล้กับฐานปีนเขาคีรีมันจาโร ขณะเดินเข้าส่วนต้อนรับ สายตาผมสะดุดเข้ากับสิ่งที่ไม่คาดคิด นั่นคือ “ธงชาติไทย” ขนาดตั้งโต๊ะที่ตั้งอยู่ข้างเคาน์เตอร์อย่างสง่างาม มันสร้างความประหลาดใจให้ผมอย่างบอกไม่ถูก เพราะในเมืองที่ห้อมล้อมด้วยภูเขา หุบเขา ซาฟารี และฝูงควายป่า ธงไตรรงค์ของบ้านเรากลับตั้งเด่นอยู่ตรงหน้าท่านกลางธงจากประเทศมหาอำนาจอีกหลายประเทศแต่ก็ไม่ได้มากนัก

ผมอดไม่ได้ที่จะถามพนักงานว่า มีคนไทยมาเปิดกิจการที่นี่หรือ คำตอบที่ได้คือชื่อของ “คุณแมรี” หญิงไทยที่แต่งงานกับสามีชาวแทนซาเนียชื่อซันเดย์ ทั้งสองร่วมกันเปิดธุรกิจสปา นวดไทย และร้านอาหารไทยใน Arusha มานานกว่า 15 ปี ชื่อของเธอไม่เพียงคุ้นหูในกลุ่มคนไทย แต่ในหมู่ชาวต่างชาติและคนท้องถิ่น เธอคือหนึ่งในผู้บุกเบิกที่สร้างภาพลักษณ์ให้คำว่า “Thai” กลายเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพและความอบอุ่นใจ

.

คืนนั้นผมจึงตัดสินใจเดินทางไปเยี่ยมเธอและทีมงาน ด้วยความสงสัยผสมความอยากรู้ และกลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของทริปนี้ก็ว่าได้ เพราะไม่ใช่แค่ได้ลิ้มรสผัดกะเพราทะเลที่เข้มข้นกลมกล่อมจนหายคิดถึงอาหารบ้านเกิด แต่ยังได้เห็นภาพของความสำเร็จที่ถูกสร้างขึ้นด้วยสองมือและหัวใจเต็มร้อยจากผู้หญิงไทยคนนี้ (ใครที่ชอบนวดไทยแบบหนัก ๆ ตอบโจทย์อย่างมาก เพราะการนวดไทยโดยเทอราปิสชาวแอฟริกันซึ่งมีโครงสร้างร่างกายที่ใหญ่กว่าคนไทยทำให้น้ำหนักการนวดหนักนั้นสม่ำเสมอ ไม่มีแรงหมดในตอนท้าย ๆ หรือไม่ต้องใช้ท่อนแขนหรือศอกช่วยลงน้ำหนักเลย)

ก่อนกลับ คุณแมรีไม่เพียงแต่ห่ออาหารให้ผมเหมือนญาติผู้ใหญ่ห่วงหลาน (แม้ว่าอายุผมจะไม่ใช่หลาน หนำซ้ำน่าจะมากกว่าเธอด้วยซ้ำ) เธอยังยัดเยียดสิ่งของที่ผมไม่ทันได้ปฏิเสธ ทั้งเสื้อ ผ้าคลุม กำไลหิน ไวน์พื้นเมือง ไปจนถึงคำแนะนำว่า ‘ถ้าจะไปดูซาฟารีหรืออยากล่า Big 5 ใช้มาใช้บริการ Lotus Safari ของเรานะ จะช่วยดูแลจัดการให้ทุกอย่าง’ (ใครต้องการเดินทางไปล่า Big 5 ที่แอฟริกา ต้องการคอนแทคคุณแมรี ติดต่อมาได้นะครับ)

นี่แหละเสน่ห์ความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อแบบไทย ๆ ที่ควรค่าแก่การแสดงให้ชาวโลกรับรู้ และก็เพราะคุณแมรีนี่เองที่ทำให้ผมทราบว่าที่แทนซาเนีย มีแทนซาไนต์ ที่พอพูดชื่อออกมาแล้วต้องร้องอ๋อ เพราะเคยได้ยินมาบ้าง แต่กลับลืมนึกไปเสียสนิทเพราะจิตใจไม่ได้จกจ่อกับสิ่งของเหล่านี้

.
.

แทนซาไนต์ ไม่ใช่แค่อัญมณีล้ำค่า แต่คือการค้นพบที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมอัญมณีของโลกในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองอย่างแท้จริง เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1967 ณ ดินแดนที่ดูไร้ความหวือหวาอย่าง Mirerani (เมเรรานี) เมืองขนาดเล็กในเขต Arusha ทางตอนเหนือของแทนซาเนีย ไม่ไกลจากเชิงเขาคีรีมันจาโร ที่ซึ่งชายชาวพื้นเมืองคนหนึ่งชื่อ Ali Juuyawatu กำลังเดินทางตามเส้นทางธรรมดาในท้องถิ่น แต่กลับสะดุดเข้ากับแร่ก้อนหนึ่งที่เปล่งประกายสีน้ำเงิน-ม่วงราวกับสะท้อนแสงจากอีกมิติ เขาไม่รู้ว่าก้อนหินนั้นคืออะไร แต่รู้สึกว่ามันไม่ธรรมดา และเขาคิดถูก (บางแหล่งอ้างอิงชื่อ Manuel D’Souza ชาวอินเดียที่จดสิทธิเหมืองภายหลัง แต่คนในพื้นที่ยืนยันว่าชาวบ้านเป็นผู้พบก่อน)

เมื่อข่าวการค้นพบแพร่กระจาย มันไม่เพียงแต่ดึงดูดความสนใจของนักสะสมท้องถิ่น แต่ยังสะเทือนถึงอีกฟากของโลก เมื่อบริษัทอัญมณีระดับตำนานอย่าง Tiffany & Co. จากสหรัฐอเมริกาได้รับรายงาน พวกเขาไม่รอช้า ทีมธรณีวิทยาและนักอัญมณีวิทยาถูกส่งตรงมายังเมเรรานีเพื่อทำการตรวจสอบทันที ภายในเวลาไม่นานก็มีการยืนยันว่า แร่ชนิดนี้ไม่ใช่เพียงแค่มีสีสวย แต่เป็นแร่ในตระกูลซอยซาไนต์ (zoisite) ที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขทางธรณีวิทยาอันซับซ้อน หายากระดับที่แทบจะไม่มีโอกาสเกิดซ้ำได้อีกในโลก
และนั่นคือจุดที่ Tiffany & Co. ตัดสินใจตั้งชื่อแร่ชนิดนี้อย่างเฉียบขาดว่า “Tanzanite” ตามชื่อประเทศแทนซาเนีย เพื่อย้ำว่าแหล่งเดียวในโลกที่มีคือที่นี่เท่านั้น การตั้งชื่อเชิงกลยุทธ์นี้ไม่ใช่แค่แผนการตลาด แต่คือการผูกประวัติศาสตร์ ความลึกลับ และภาพลักษณ์ของประเทศเข้ากับอัญมณีอย่างแนบแน่น ในขณะที่โลกยังไม่ฟื้นจากความสับสนของสงครามเย็น แทนซาไนต์กลับกลายเป็นเครื่องหมายของความหวัง ความสง่างาม และความแตกต่างอย่างแท้จริง

.

สิ่งที่ทำให้แทนซาไนต์ไม่เหมือนใคร ไม่ใช่แค่สีที่เปลี่ยนจากน้ำเงินเข้ม ม่วง ไปจนถึงม่วงอมแดงเมื่อมองจากมุมต่าง ๆ (pleochroism) แต่เพราะมันถูกกำเนิดขึ้นจากกระบวนการทางธรณีวิทยาที่ใช้เวลานานนับร้อยล้านปี การแปรสภาพของแร่ในชั้นหินที่มีแร่แคลเซียม อะลูมินา และซิลิกา บีบอัดภายใต้แรงดันและอุณหภูมิที่พิเศษสุด ซึ่งเชื่อกันว่าเกิดขึ้นจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกยุคโบราณ ณ เขตเชิงเขา Eastern Great Rift Valley ของแอฟริกาตะวันออก

ถ้ามองในเชิงวิทยาศาสตร์ นี่คือปรากฏการณ์ที่อุบัติขึ้นจากความพิเศษเฉพาะของตำแหน่งพิกัดโลก และถ้ามองในเชิงธุรกิจ นี่คือ “ทรัพยากรที่ไม่สามารถทำซ้ำได้” ในเชิงปรัชญา มันคือสัญลักษณ์ของความล้ำค่าที่กำเนิดจากการรอคอย ความอดทน และการไม่เร่งรีบ ซึ่งสวนทางกับโลกปัจจุบันที่เร่งรีบไปเสียทุกอย่าง

.
.

ในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ถึงศตวรรษ แทนซาไนต์ได้สร้างประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่น่าทึ่ง นับตั้งแต่การค้นพบในปี 1967 ก็เริ่มเข้าสู่ยุคแห่ง “การผูกขาด” อย่างชัดเจน โดย Tiffany & Co. บริษัทอัญมณีชื่อดังจากสหรัฐอเมริกาเข้าควบคุมตลาดแทบทั้งหมดในช่วงปี 1967–1980 กลยุทธ์การจำกัดปริมาณอย่างเข้มงวดและการตั้งราคาพรีเมียมทำให้แทนซาไนต์กลายเป็นอัญมณีล้ำค่าที่ราคาพุ่งทะลุหลายร้อยดอลลาร์ต่อกะรัตในเวลาไม่นาน กลไกนี้ไม่ได้มีผลแค่ในด้านราคา แต่ยังปลูกฝังภาพจำว่าแทนซาไนต์คืออัญมณีแห่งโลกบน สื่อถึงความสง่างาม ลึกลับ และเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะผู้ที่เข้าถึงได้

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคเสรีนิยมทางเศรษฐกิจช่วงปลายทศวรรษ 1980 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2000 ตลาดแทนซาไนต์เริ่มเปิดกว้างขึ้น การขุดและการจัดจำหน่ายไม่จำกัดอยู่ในมือของเจ้าเดียวอีกต่อไป ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ราคาจึงปรับตัวลดลงชั่วคราว แม้ราคาต่อกะรัตจะลด แต่ความนิยมของแทนซาไนต์กลับขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นที่ชื่นชอบความหายากและสีสันเฉพาะตัวของอัญมณีชนิดนี้

.

จุดสำคัญของราคาเกิดขึ้นในช่วงปี 2002–2007 ซึ่งถูกบันทึกว่าเป็น “ยุคทองของแทนซาไนต์” ราคากะรัตระดับกลางถึงเกรดดีพุ่งจากประมาณ 200 ดอลลาร์ต่อกะรัตไปแตะระดับ 600 ดอลลาร์ ในขณะที่เกรด AAA ซึ่งมีสีฟ้าน้ำเงินเข้มที่สุดและปราศจากตำหนิ ราคาสูงถึง 1,300–1,500 ดอลลาร์ต่อกะรัต กลายเป็นที่ต้องการในหมู่นักสะสมอัญมณีระดับโลก ตลาดของแทนซาไนต์ในเวลานั้นไม่ได้มีเพียงนักออกแบบเครื่องประดับ แต่รวมถึงนักลงทุนที่มองเห็นในแง่ของการลงทุนระยะยาวที่มีความมั่นคงจากปัจจัยความหายาก
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองก็ต้องสะดุดในปี 2008 เมื่อเกิดวิกฤตการเงินโลก ราคาของแทนซาไนต์ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ และแม้จะฟื้นตัวได้บางส่วน แต่ก็ยังไม่กลับสู่จุดสูงสุดเดิม ก่อนจะเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนอีกครั้งในช่วงวิกฤต COVID-19 ที่เริ่มในปี 2020 ราคาของแทนซาไนต์ลดลงประมาณ 20–30% จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั่วโลก และการหยุดชะงักของการขนส่งและเหมืองแร่ แต่เมื่อโลกเริ่มฟื้นตัว ความต้องการจากตลาดจีนและสหรัฐฯ ก็ส่งผลให้แทนซาไนต์กลับมามีมูลค่ามั่นคงอีกครั้ง โดยเฉพาะในระดับตลาดบนที่มองหาอัญมณีที่ไม่สามารถสังเคราะห์ได้ด้วยห้องปฏิบัติการ

.
.

ความพิเศษที่ทำให้แทนซาไนต์โดดเด่นเหนืออัญมณีอื่น คือมันมีแหล่งขุดเพียงแหล่งเดียวในโลกที่บริเวณ Mererani Hills ใกล้เมือง Arusha ประเทศแทนซาเนีย ปัจจัยด้าน “แหล่งเดียว” นี้ ทำให้แทนซาไนต์กลายเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ (Single-Source Strategic Asset) ที่รัฐแทนซาเนียให้ความสำคัญเป็นพิเศษ รัฐบาลมีการควบคุมการส่งออกแร่ดิบ และส่งเสริมให้มีการเจียระไนและผลิตเครื่องประดับในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างงานในท้องถิ่น

กลยุทธ์การตั้งราคาของ Tiffany & Co. ในยุคเริ่มต้นมีผลอย่างมหาศาลต่อการวางตำแหน่งของแทนซาไนต์ในตลาดโลก การนำชื่อประเทศ “Tanzania” มาผูกกับชื่อแร่ทำให้เกิดภาพจำเชิงบวกต่อทั้งแบรนด์และประเทศในเวลาเดียวกัน แทนซาไนต์จึงไม่ใช่แค่อัญมณี แต่ยังเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรม การตลาด และการทูตในตัวเอง

.

แม้รายได้จากแทนซาไนต์จะอยู่ที่เพียงหลักสิบล้านดอลลาร์ต่อปี (จากข้อมูลของ BOT — ธนาคารกลางแทนซาเนีย) แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างแทนซาเนีย นี่คือรายได้ที่มีนัยสำคัญระดับโครงสร้าง ทั้งในด้านเงินตราและการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมช่างเจียระไน การสนับสนุนธุรกิจเครื่องประดับ หรือการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนรอบเหมือง
กล่าวได้ว่า แทนซาไนต์ไม่ได้เป็นแค่อัญมณีที่สวยงามหายากเท่านั้น แต่คือตัวอย่างของการหลอมรวมระหว่างธรรมชาติ กลยุทธ์ทางการตลาด และการจัดการทรัพยากรระดับประเทศที่เฉียบคม ภายใต้เปลือกนอกของแสงแวววาวนั้น คือสมรภูมิทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และการชิงไหวชิงพริบของผู้เล่นระดับโลก ที่กำลังแย่งชิงผลึกคริสตัลจากหุบเขาแห่งเดียวในโลกใบนี้

หากลองย้อนกลับไปในปี 1967 คงไม่มีใครเลยจะคาดคิดว่าแร่ที่ดูเหมือนเพียงเศษหินสีสวยนั้น จะกลายเป็นสิ่งที่สร้างทั้งความมั่งคั่ง ความขัดแย้ง และแรงดึงดูดระดับโลกอย่างไม่มีวันถอยหลังได้อีกต่อไป

.
.

ในโลกใบนี้ ทองคำ เพชร พลอย หรือแร่หายากใด ๆ ล้วนเป็นเพียงชิ้นส่วนของเปลือกโลก ไม่มีชีวิต ไม่มีเจตนา แต่เมื่อมนุษย์หยิบมันขึ้นมาในมือ สิ่งไม่มีชีวิตเหล่านี้กลับกลายเป็นชนวนแห่งเลือด ความโลภ และกลียุค หลายคนพูดว่า “ทรัพยากรไม่เคยโกหก” แต่มนุษย์ต่างหากที่ใช้มันปกปิดความจริง และบงการเรื่องโกหกให้กลายเป็นสงคราม นี่คือคำสาปของความมั่งคั่ง ที่มิได้มาจากไสยศาสตร์ใด แต่เกิดขึ้นจากเจตนาร้ายในใจคน

คำกล่าวที่ว่า “ที่ไหนมีเพชร มีทอง ที่นั่นย่อมมีความขัดแย้ง” อาจฟังดูเป็นวาทกรรมเกินจริงหากไม่มีตัวอย่างเชิงประจักษ์ แต่เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ร่วมสมัยทั่วโลก เรากลับพบว่า มันคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนราวกับกระจกบานใหญ่ เริ่มต้นจากในดินแดนที่ชื่อว่า เซียร์ราลีโอน ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ภาพของหมู่บ้านที่ถูกไฟไหม้ ผู้หญิงและเด็กหลบซ่อนในป่า ขณะที่ชายฉกรรจ์ถูกบังคับให้จับอาวุธ กลายเป็นฉากที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยต้นตอของความโหดร้ายเหล่านี้มิได้มาจากศัตรูต่างชาติ หรืออุดมการณ์ทางการเมืองใด แต่มาจากเพชรเม็ดเล็ก ๆ ที่ฝังอยู่ใต้พื้นดิน รู้จักกันในชื่อ “blood diamonds” เพชรที่หลั่งด้วยเลือดผู้บริสุทธิ์ กบฏ RUF (Revolutionary United Front) ใช้เพชรเหล่านี้เป็นแหล่งเงินทุนจัดหาอาวุธและครองอำนาจ ปล้นเหมือง ฆ่าคนงาน ใช้แรงงานทาส ขุดเพชรส่งออกไปขายในตลาดโลก โดยมีบริษัทค้าพลอยบางแห่งในยุโรปเป็นผู้รับซื้อ

.

เมื่อเดินทางข้ามทวีปมายังลาตินอเมริกา ประเทศเวเนซุเอลา ดินแดนที่มีน้ำมันสำรองอันดับต้น ๆ ของโลก เรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นพรกลับกลายเป็นคำสาป น้ำมันไม่ได้ทำให้ประเทศนี้มั่งคั่งยั่งยืนตามที่ควรจะเป็น ตรงกันข้ามกลับนำมาซึ่งการรัฐประหาร วิกฤตเศรษฐกิจ และการล่มสลายของระบอบประชาธิปไตย กลุ่มการเมืองและกองทัพต่างแย่งชิงอำนาจเพื่อควบคุมรัฐวิสาหกิจน้ำมัน PDVSA ที่เปรียบเสมือนหัวใจของประเทศ ประชาชนที่เคยได้ผลประโยชน์จากน้ำมัน กลับต้องอดอยากท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในโลก น้ำมันซึ่งควรหล่อเลี้ยงชีวิต กลับทำลายอนาคตของคนทั้งชาติ

.

ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สงครามเพื่อแร่โคลทาไนต์และโคบอลต์ที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสำหรับสมาร์ตโฟนและรถยนต์ไฟฟ้า กลายเป็นการฆ่าฟันกันอย่างเลือดเย็นระหว่างกองกำลังติดอาวุธ ชาวบ้าน และรัฐบาลท้องถิ่น หลายหมู่บ้านถูกกวาดล้าง เด็กอายุไม่ถึงสิบขวบถูกส่งเข้าเหมืองโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังขุดอะไร ชีวิตมนุษย์ที่ควรเป็นสิ่งสูงสุด กลับถูกลดคุณค่าให้ต่ำกว่าก้อนแร่ที่อยู่ใต้ดิน โลกตะวันตกซื้อมือถือด้วยความภูมิใจในเทคโนโลยีล้ำยุค โดยไม่เคยรู้ว่าแร่ในมืออาจแลกมาด้วยชีวิตของเด็กคนหนึ่งในแอฟริกา

.

ข้ามมาที่พม่าหรือเมียนมา เหมืองหยกในรัฐคะฉิ่นกลายเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิซ่อนเงา แรงงานนับพันต้องทำงานท่ามกลางดินถล่ม สารเคมี และความไม่มั่นคงของกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์กับรัฐบาลกลาง หยกคุณภาพสูงจากเมือง Hpakant ที่ถูกส่งออกไปยังตลาดจีน กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจในโลกใต้ดินของเศรษฐีและนักการเมือง แต่ในขณะที่หยกเปล่งแสงสีเขียวในโชว์รูมหรู ชีวิตของแรงงานและชาวบ้านในคะฉิ่นกลับมืดดำ ไร้สิทธิ์ ไร้เสียง บางคนเสียชีวิตจากดินถล่ม บางคนถูกยิงกลางเหมือง เพียงเพราะอยู่ผิดที่ผิดเวลา

.

สุดท้ายที่เปรู ประเทศที่มีเหมืองทองขนาดใหญ่ติดอันดับโลก กลับถูกวิจารณ์จากนักสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง เหตุจากการรุกคืบของบริษัทเหมืองเข้าไปในดินแดนของชนพื้นเมือง โดยได้รับการหนุนหลังจากกฎหมายและกลไกรัฐ ผู้ประท้วงถูกสลายด้วยกระสุน ชาวบ้านถูกกล่าวหาว่าขัดขวางการพัฒนาแม้เพียงต้องการรักษาน้ำในแม่น้ำให้ลูกหลานใช้ดื่มกิน ทองคำจึงกลายเป็นเชื้อเพลิงของความเกลียดชัง ความรุนแรง และความไม่เป็นธรรมในนามของ “เศรษฐกิจ”

.
.

ณ ประเทศแทนซาเนีย ดินแดนที่ผมยืนอยู่ในตอนนี้ ภายใต้เงาของยอดเขาคีรีมันจาโรและผืนแผ่นดินที่ซุกซ่อนอัญมณีชื่อแทนซาไนต์ คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้… เรากำลังอยู่ในช่วงต้นของวัฏจักรเดียวกันหรือไม่ ทรัพยากรที่มีค่าควรเป็นพiหรือคำสาป มันควรเป็นความภาคภูมิใจของชาติหรือเป็นชนวนให้ความโลภเข้ามาครอบงำ

ประวัติศาสตร์ทั่วโลกได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าความหายากมักดึงดูดความโลภ ความงามมักปลุกปีศาจ และความมั่งคั่งที่ไร้การจัดการอาจแปรเปลี่ยนเป็นหายนะที่สังคมไม่อาจรับมือทัน มันไม่ใช่คำสาปของอัญมณีหรือแร่ธาตุใด ๆ หากแต่คือคำสาปที่เราเขียนขึ้นด้วยน้ำมือของตัวเอง ด้วยความละโมบ ความไม่เท่าเทียม และการเอารัดเอาเปรียบโดยไร้ความยับยั้งชั่งใจ

.
�แทนซาไนต์ไม่ใช่แค่แร่ล้ำค่า แต่เป็นกระจกสะท้อนความสัมพันธ์ของคนทั้งประเทศกับสิ่งที่ฝังอยู่ใต้ดิน และคำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “เราจะขุดมันได้มากแค่ไหน” แต่คือ “เราจะรับผิดชอบต่อมันได้แค่ไหน”

.
.

แต่ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นคีรีมันจาโรที่ปกคลุมด้วยหิมะขาว หรือแทนซาไนต์ที่ส่องแสงอยู่ใต้เหมืองในแทนซาเนีย สำคัญที่สุดคือ กลับทำให้ผมย้อนมาคิดถึงแผ่นดินบ้านเกิดของตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมืองไทย… ดินแดนที่เคยได้รับการขนานนามว่า “อู่ข้าวอู่น้ำ” ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ป่าไม้เขียวชอุ่มไปถึงขอบฟ้า แม่น้ำลำคลองไหลรินจากเหนือจรดใต้ แร่ธาตุใต้ดินมากมายยังไม่ถูกแตะต้อง ขณะที่ทะเลสองฝั่งก็คือแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ที่ชาติใดในโลกต้องอิจฉา หากประเทศอื่นต้องขุดแร่กลางไฟสงคราม ต้องชิงทรัพยากรกันด้วยกระสุนและระเบิด แต่เรากลับมีพร้อมทุกอย่างอยู่ในมือโดยไม่ต้องแลกมาด้วยเลือด

แต่แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ความมั่งคั่งนั้นค่อย ๆ หายไป คำตอบอาจไม่ใช่คำสาปจากธรรมชาติ แต่คือ “การไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามี” ต่างหาก คนไทยจำนวนมากเติบโตมาในสังคมที่อุดมสมบูรณ์เสียจนไม่ทันสังเกตว่า แผ่นดินที่เหยียบคือทรัพย์สมบัติล้ำค่า เรามีทุกอย่างพร้อมสรรพ แต่กลับปล่อยให้ป่าไม้ถูกตัดจนเหลือเพียงตัวเลขในรายงาน เราปล่อยให้น้ำเน่าเสีย ไร้การบริหารจัดการ ขุดทรายจนตลิ่งพัง ทำเหมืองแบบลักลอบ ทั้งในดิน บนดอย และใต้ทะเล แล้วเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “การพัฒนา”

แต่แท้จริงแล้วมันคือการทำลาย

.

เราไม่ต้องรอให้มีสงครามเพื่อแย่งทรัพยากร เพราะเรากำลังฆ่ามันด้วยมือของเราเองทุกวัน ทีละต้นไม้ ทีละลำคลอง ทีละสายพันธุ์ เรามีสมบัติอยู่ในมือแต่กลับใช้มันโดยไม่เคารพ เรามีโอกาสเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ยั่งยืนที่สุดในโลก แต่กลับนำเข้าวัตถุดิบ เราเคยปลูกข้าวได้ทุกสายพันธุ์ แต่วันนี้กลับต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากต่างชาติ เรามีภูเขา แต่เอาหินไปสร้างคอนโดริมทะเล เรามีทะเล แต่เอาน้ำเสียไหลกลับลงหาดที่เราใช้โปรโมตการท่องเที่ยว

นี่คือ “คำสาป” ที่ไม่ต้องมาจากเทพเจ้าหรือวิญญาณบรรพบุรุษ แต่มาจาก “ความไม่รู้จักพอ” ของเราเอง มนุษย์ที่เอาชนะธรรมชาติได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่มีวันอยู่เหนือมันได้จริง

ในขณะที่คนในหลายประเทศต้องแลกชีวิตกับอัญมณีใต้ดิน คนไทยจำนวนไม่น้อยกลับแลกธรรมชาติกับเงินสดโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่เราไม่ต้องแลกเลยก็ยังมีชีวิตที่ดีได้ ถ้าเพียงเรารู้จักรักษา

ในยุคที่โลกเริ่มหันมาทบทวนว่าทรัพยากรธรรมชาติคืออนาคตไม่ใช่เพียงทุน เมื่อของมีค่าถูกมองข้าม มันไม่ได้แค่เสื่อมราคา�แต่มัน “เสื่อมความเป็นมนุษย์” ไปด้วยพร้อมกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *