
ตักศิลา วิถีกูรู
การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ เป็นเผ่าพันธ์ที่ต่างจากสัตว์อื่น ๆ ที่แม้พวกมันจะมีการศึกษาเช่นกันแต่ก็เป็นเพียงการเรียนรู้ตามสภาพ ไม่ได้มีการบันทึกและถ่ายทอดกันแบบมนุษย์ทำ ดังนั้นอาจพูดได้ว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์ครองโลกอยู่ทุกวันนี้ก็คือการเรียน ที่หากจะพูดในเชิงสถานที่ก็สามารถพูดได้ว่าสถานที่ ๆ ทำให้มนุษย์ไม่ใช่เดีนรัจฉานก็คือโรงเรียนนั่นเอง
ซึ่งโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนจริง ๆ มีการจัดตั้งกันแบบเป็นเรื่อง เป็นราวที่ชาวโลกคุ้นที่สุดก็หนีไม่พ้น “อเคเดมี” ของเพลโต ในขณะที่ฝากตะวันออกของเราพอพูดถึงโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็จะนึกไปถึงแต่ “นาลันทา” อันเป็นศูนย์รวมวิชาการที่ยิ่งใหญ่ของชาวพุทธ แต่แท้จริงแล้วยังมีอีกสถานที่ที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังไม่ยิ่งหย่อนหรืออาจมากกว่าทั้ง 2 ที่ด้วยซ้ำไป ที่นั้นก็คือ “ตักศิลา”
เชื่อว่าทุกคนคุ้นหูกับชื่อนี้ดี และก็เชื่อว่าหลายคนนึกว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเรื่องเล่าในตำนานไม่มีอยู่จริง ก็ต้องบอกว่าตักศิลาเป็นสถานที่จริงครับ มีอยู่จริง และยังคงดำรงอยู่ ยังเห็นโครงร่างของศูนย์กลางวิขาการของโลกนี้อยู่ ทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทยเราด้วยคือที่ประเทศปากีสถาน ใครที่เป็นชาวพุทธนอกจากการไปสักการะสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งรวมถึงสถานที่สำคัญในพุทธประวัติในเนปาล อินเดียแล้ว ต้องบอกว่า ตักศิลาเป็นอีกที่ที่คุณต้องจะเก็บให้ครบ เพราะเป็นหลักฐานจริงที่ทำให้เราได้รำลึกถึงมหาอัครสาวกที่เคยมาร่ำเรียนที่นี่ไม่ว่าจะเป็นอหิงสกะหรือองคุลีมาล, หมอชีวกโกมารภัทร รวมถึงพระเจ้าปเสนทิโกศล เราจะได้ไปเห็นที่ ๆ พวกท่านได้เรียน ได้อยู่ ได้เห็นวิถีชีวิตของท่านในช่วงนั้น หรือใครจะเลยไปเห็นถึงการที่องคุลีมาลถูกกลั่นแกล้งจนหลงผิดออกมาสังหารคนไป 999 คนด้วยก็ได้ คือโดยรวมแล้วการไปเยือนตักศิลาจะช่วยเพิ่มศรัทธาในพระพุทธศาสนาไม่น้อย ให้ได้เห็นถึงคุณค่าที่ล้ำค่าจนคนโบราณอย่างพระเจ้า_อโศกมหาราชต้องทำนุบำรุงและรักษามหาวิทยาลัยนี้ไว้
แต่ข้อคิดที่ได้จากตักศิลาที่อยากเล่าสู่กันฟังก็คือธรรมเนียมในการรับศิษย์ของครูหรือกูรูหรือคุรุโบราณที่ใช่ว่าใครมีเงินจะมาสมัครเรียนได้แบบจ่ายครบ จบแน่ (หลัง ๆ มีแถม เรียนง่าย เข้าไปอีก) ผู้จะเรียนต้องถูกทดสอบจากกูรูว่าพร้อมที่จะรับการถ่ายทอด “ศาสตร์” นั้น ต้องดูนิสัยใจคอว่าบุคคลนั้นเมื่อมีศาสตร์หรืออีกนัยคือศาสตราอาวุธนั้นแล้วจะนำอาวุธนั้นไปใช้อย่างไร หากไม่แน่ใจว่าจะนำไปใช้ในทางที่ถูกก็ไม่สอน หากนำไปสร้างประโยชน์ถึงจะรับเป็นศิษย์ ถึงจะยอมสอนให้ ซึ่งการสอนก็ไม่ได้บังคับกันเรื่องค่าเล่าเรียน เรียนจบใครมีกำลังก็นำทรัพย์มาให้ หรืออาจเป็นเอาวัวมามอบ แบบนี้ก็บรรลุวัตถุประสงค์ของการถ่ายทอดทั้งผู้ให้และผู้รับอันทำให้วิวัฒนาการของมนุษย์ดำเนินก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้ ขณะที่การเรียนในยุคทุนนิยมทำให้ศาสตร์กลายเป็นสินค้าที่ใครมีเงินก็ซื้อหาเอา ที่พอครอบครองอาวุธนั้นแล้วอาจนำไปใช้ทำร้ายโลกเหมือนที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ได้
หรือนี่คือทางออกของปัญหาการศึกษาไทย ที่ไม่ใช่การปฎิรูปแต่เป็นการปฏิวัติ ให้อาวุธแก่คนที่เหมาะสม ดีกว่ากระจายอาวุธไปทั่วจนคนนำมันมาสร้างปัญหา
ลองคิดเล่น ๆ ดูครับ
Dr. Veeranut Rojanaprapa
#SDGs #SDG17 #IDG #IDGs #BCG #BCgovernment #ESG #sustainable #sustainability #sustainabledevelopment #sustainabledevelopmentgoals #innerdevelopment







ใส่ความเห็น