ทำนบแห่งความกลัว

 ผมเคยไปเป็นวิทยากรให้แก่ชมรมรักการอ่านชมรมหนึ่ง หลังจบการบรรยายนั้นได้มีผู้ร่วมเสวนามาเล่าถึงโครงการเพื่อสังคมของเธอให้ผมฟัง ซึ่งผมก็ฟังด้วยตาลุกวาวเช่นทุกครั้งที่ได้ยินความตั้งใจดี ๆ ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของผู้ที่มีจิตอาสา ที่อยากจะแบ่งปันสิ่งที่ตนมีให้แก่สังคม แต่ทันทีที่เธอเล่าโครงการนั้นด้วยเสียงแห่งพลังและความหวังจบลงเธอกลับพูดต่อด้วยเสียงที่อ่อยลงอย่างชัดเจน เป็นการพูดด้วยเสียงความท้อถอยว่า แต่อย่างไรเธอคงยังไม่พร้อมที่จะทำโครงการนั้น พร้อมกับการยกสารพัดเหตุผลมาสนับสนุน

 ครั้งนั้นเหมือนผมอยู่ต่อหน้าคน 2 คน ! คนแรกนั้นมีพลัง มุ่งมั่น เป็นตัวตนอันแท้จริง อีกคนนั้น ท้อถอย หดหู่ โดนความกลัวครอบงำจนไม่เหลือความเป็นตัวตนของตน ฟังแล้วก็ได้แต่เสียดายแทนผู้ที่น่าจะได้รับโอกาสดี ๆ จากเธอ รวมถึงเสียดายแทนเธอเองปล่อยให้ความกลัวนี้มาเป็นตัวปิดกั้นการทำความดีใหญเพื่ออนาคตในบั้นปลายของตนเองไปเสีย เพื่ออนาคตในบั้นปลายของตนเองอย่างไร ?  ใครที่ช่างสังเกตหน่อยจะพอเห็นได้ไม่ยากว่าสิ่งที่ผู้สูงอายุที่มีความสุขนั้นต่างจากผู้สูงอายุที่อมทุกข์ก็คือ “ความมั่นคง” ในตนเอง ซึ่งสิ่งนี้จะมีขึ้นมาได้ก็มาจากการที่ในวัยทำงานท่านได้เคยเป็นผู้ให้จนตระหนักรู้คุณค่าของตนเอง มีความภาคภูมิใจในตนเองมาก่อน ดังนั้นการพลาดที่จะได้ทำเพื่อผู้อื่นเพราะความกลัวในใจตน ทั้งที่มีความพร้อมแล้วนั้นจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง หากเป็นเช่นนี้แล้วจะทำอย่างไร ?


 คำแนะนำจากผมก็เป็นวิธีพื้นฐาน คือให้ผู้ที่ตั้งใจดีนั้นเขียนปัญหา อุปสรรค หรือสิ่งที่ห่วง กังวลนั้นเป็นข้อ ๆ ลงบนกระดาษ จากนั้นก็มาแจกแจงหาวิธีการแก้ไขอุปสรรคในแต่ละข้อพร้อมทั้งเวลาที่คาดว่าจะใช้ในการแก้ปัญหานั้น
แจกแจงด้วยเหตุและผลจนกระจ่าง ถ้าเรื่องนั้นยังเสี่ยงไป ยังไม่ใช่เวลานี้ เราก็สามารถพับโครงการนั้นไปได้อย่างสบายใจ โดยที่เราจะไม่เกิดความรู้สึกค้างคาในใจ เพราะเราชัดแก่ใจว่าที่ยังไม่ทำเพราะยังไม่พร้อมจริง ๆ ทั้งไม่ได้ดูดายกำลังเร่งกระทำ มุ่งแก้ไขอุปสรรคตามที่เราแจงไว้นั้นอยู่ แต่ขณะเดียวกันหากทุกอย่างชัดเจนแล้วว่าเราสามารถทำได้แต่เป็นเพราะเรากลัวไปเอง เราก็อาศัยกระดาษตรวจสอบนี้ในการยืนยันกับตัวเองให้เดินหน้าต่อ
“ก็พอเห็นอยู่ว่าน่าจะสำเร็จได้ไม่ยากเกินไป ทางหนีทีไล่เตรียมไว้พร้อม แต่มันก็ยังกลัวอยู่ เป็นอย่างนี้มาหลายรอบแล้วจะให้แก้อย่างไร ? ”

 คำแนะนำต่อสำหรับผู้ที่แม้ตนได้ประเมินด้วยเหตุผลดีแล้วว่าพร้อมแต่ก็ยังกลัวไม่หาย ก็คือการใช้ของตรงข้ามกับความกลัวคือ “ความกล้า” เข้าไปเลยครับ
ในเมื่อเราพิจารณาแล้วว่าเป็นเรื่องที่ดี สมควรกระทำแต่ยังกลัวอยู่ ก็ช่างความกลัวมัน หันมากล้าแทนกันตรง ๆ ตรงนั้นเลย ทำไปทั้ง ๆ ที่กลัวนั่นเลย ซึ่งก็ไม่ต้องไปกังวลว่านั่นจะเป็นความบ้าบิ่น เพราะความกล้านั้นมาจากเหตุและผลที่เราแจกแจงไว้ดีแล้ว ทั้งยังมีแนวทางแก้ไขวางไว้แล้วด้วย

เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ก็คือความกลัวในใจของเราเอง เราควรกลัวความกลัวในใจของเรานี้มากกว่าสิ่งภายนอกทั้งหลาย เพราะมันทำที่ทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมาย ไม่กล้าแม้แต่จะเริ่มออกเดิน
ย้ำอีกครั้งว่าการทำดีเพื่อผู้อื่นนั้นผลสุดท้ายที่จะได้รับก็คือตัวผู้กระทำเอง โดยเฉพาะการจะมีบั้นปลายชีวิตเป็นผู้สูงอายุที่มีความสุข ไม่ใช่ผู้สูงอายุที่ถูกลูกหลานนินทาว่าเป็น “คนแก่ขี้บ่น” ได้นั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้สูงอายุคนนั้นสามารถตระหนักรู้คุณค่าในตนเอง และการตระหนักรู้นั้นก็ย่อมจะมาจากการได้ทำความดีเพื่อผู้อื่นในวันที่ยังมีแรงให้กระทำ อย่าให้ความกลัวมาปิดกั้นความสุขจากการได้ทำดีในวันนี้ และความสุขจากการได้เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรให้ลูกหลานในอนาคตของเรานะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *