ที่มา ที่ไป

        หากชีวิตมนุษย์เปรียบเหมือนการเดินทาง ต้องบอกว่าเป็นการเดินทางอันแสนจะยาวและไกลมาก ๆ เพราะมนุษย์ในที่นี้ไม่ได้หมายเอาเรื่องของปัจเจกหรือส่วนบุคคล แต่เล็งไปที่การเดินทางของมนุษยชาติ         ซึ่งเมื่อเป้าใหญ่ขึ้น ช่วงเวลาการเดินทางย่อมยาวขึ้น ยาวจนชนิดที่เรียกได้ว่าช่วงอายุขัยของคน ๆ หนี่งนั้นสั้นแค่เพียงฟ้าแลบแปล็บ หรือแค่ชั่วกระพริบตาเท่านั้น         ดูง่าย ๆ แค่เพียงประวัติของชาติไทยเราเองนับถึงตอนนี้ก็กว่าพันปีแล้ว อายุเราคนหนึ่งเฉลี่ย 70-80 เท่ากับผ่านมาหลายสิบชั่วคนแล้ว และจะผ่านไปอีกไม่รู้กี่สิบชั่วคน ดังนั้นชีวิตของเราจึงเป็นแค่เหมือนเศษเสี้ยวหนึ่งในประวัติศาสตร์เท่านั้น         หรือจะมองใกล้กว่านั้นเอาแค่ในตระกูลเราเอง ย้อนกลับไปก็แทบจะจำกันไม่ได้แล้ว มีเรื่องเล่า มีอดีตที่สั่งสมมาจนประสบการณ์ของเราเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น         เปรียบอีกแบบก็อาจเป็นภาพจำลองเชิงคณิตศาสตร์หรือกราฟที่หากสมมุติให้ประวัติศาสตร์ของสังคมหนึ่งแทนด้วยเส้นกราฟเส้นหนึ่งวิ่งผ่านกาลเวลาจากซ้ายไปขวา หากพัฒนาขึ้นเส้นกราฟนั้นก็สูงขึ้น หากตกต่ำลงเส้นกราฟนั้นก็หักหัวลง ลองเอาพัฒนาการของสังคมมาพล็อตก็จะได้เป็นเส้นตรงหนึ่งเส้นที่ลากไปด้านข้างขวามือ มีขึ้นสูงบน ลงต่ำล่าง เป็นระยะ ๆ และที่สำคัญก็จะมีจุดเปลี่ยนหักมุมอยู่ด้วย หมายถึงจากกราฟที่กำลังวิ่งเชิดขึ้นบนอยู่ดี ๆ ฉับพลันก็หักหัวลงปักมุดอย่างรุนแรง หรือจุดที่กราฟกำลังเคลื่อนลงต่ำแต่ปุ๊บปั๊บก็หักชันทะลุทะลวงขึ้นฟ้าไป องศาจุดสมมุติหักมุมนี้ก็คือเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของสังคมนั้นนั่นเอง         เช่นเส้นของโลกอาจมีจุดเลี้ยวฉกรรจ์ก็อย่างสงครามโลกทั้งสองครั้ง การปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือเส้นของประเทศไทยจุดเปลี่ยนก็เช่นเหตุการณ์เมื่อตุลา พฤษภา แต่จะเป็นเส้นไหนตัวเราก็เป็นเพียงแค่จุดหนึ่งบนเส้นที่ไม่รู้จักจบเส้นนั้นเท่านั้น         จุดหนึ่งมีค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความยาว แต่สามารถมีผลมหาศาลในด้านของทิศทาง ไม่เชื่อก็ลองย้อนไปดูจุดหักเหในแต่ละครั้งซิครับ มักเริ่มมาจากคนไม่กี่คนกับการกระทำไม่กี่จังหวะทั้งนั้น ดังนั้นเราจะประมาทการกระทำของเราเองไม่ได้เลย เพราะเราคือส่วนในการกำหนดทิศของเส้นตรงนี้         แต่เรื่องที่น่าตระหนกก็คือเราใกล้กับเส้นเกินไป หรืออยู่แต่บนเส้นทำให้ไม่เห็นการเคลื่อนที่นี้ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะขับมันไปในทิศไหนเหนือ ใต้ ออก ตกเราลุยไปแบบเฉพาะหน้า รวมถึงเราไม่สนเส้นทางที่เราเดินผ่านมาด้วยซ้ำ เมื่อไม่สนก็ไม่เห็นภาพรวม ภาพใหญ่ เมื่อไม่เห็นภาพทั้งหมดการวาดเส้นต่อไปจะหวังให้ออกมาสวยงามคงยาก หรือเป็นไปไม่ได้         นึกง่าย ๆ ว่าอยู่ดี ๆ เราก็มีดินสอพร้อมกับจุดให้ลากเส้นต่อโดยเราไม่เห็นเส้นที่ลากไว้เดิม เมื่อเราลากไปคิดหรือครับว่าจะต่อเนื่องหรือกลมกลืนกับที่ผ่านมา         นี่แหละครับเหตุผลที่เราต้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ก็เพื่อที่เราจะได้เห็นเส้นทางของเราเองเพื่อที่เราจะได้พาสังคมเดินต่อได้ถูก ไม่ใช่เรียนเพื่อท่องจำเอาไปสอบให้ผ่าน ๆ         หลายคนเบื่อประวัติศาสตร์ ยิ่งเด็กยุคใหม่ล้ำอนาคตยิ่งไม่ชอบเอาเลย มา “คิดใหม่” มองใหม่กันครับเพื่ออนาคตของเราเองมาส่งเสริมให้ศึกษาอดีตของเรากัน ไม่รู้ที่มา ก็ไม่ทราบที่ไป อย่างน้อยก็ขอให้คนไทยรู้ที่มาของชาติไทยเราเพื่อที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อเดินตามเส้นของชาติอื่นครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *