
ตาลปัตรที่แฝงย้อคิดทางศาสนาไว้อย่างลึกซึ้งจากพระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ และคณะศิษย์ส่วนหนึ่งได้ถูกนำมาจัดแสดงภายในบริเวณร้าน มรณานุสติคาเฟ่

ภาพวาดนี้มาพร้อมนิทานสั้นๆเรื่อง “แมวจับหนู”
เสียงแมว : โฮ่ง ๆ
หนู : เมื้อกี้ ฉันได้ยินเสียงหมาเห่านี่นา
แมว : เปิด AEC แล้ว ดีนะที่ฉันฝึกภาษาที่สองไว้ ไม่อย่างนั้นฉันคงจับแกไม่ได้แน่
*จงหมั่นพัฒนาตน : Keep developing yourself

ภาพวาดนี้มาพร้อมกับความหมายของสัจธรรมชีวิตว่า
“เมื่อก่อนฉันก็เป็นเหมือนเช่นท่าน อีกมินานท่านก็จะเป็นเหมือนเช่นฉัน”

ภาพวาดนี้มาพร้อมบทกลอนที่ว่า
ตีนกับตา อยู่กันมา แสนผาสุก
มาวันหนึ่ง ตีนทะลึ่ง เอ่ยปรัชญา
ตีนช่วยพา ตาไป ที่ต่างต่าง
เพราะฉะนั้น ดวงตา จงประวิง
ตาได้ฟัง ตีนคุยโม้ ก็หมั่นไส้
ว่าที่ตีน เดินเหินได้ ก็เพราะตา
เพราะฉะนั้น ตาจึง สำคัญกว่า
สรุปว่า ตามีค่า สูงกว่าตีน
ตีนได้ฟัง ให้คั่งแค้น แสนจะโกรธ
เพราะอวดดี คุยเบ่ง เก่งกว่าตา
ตาเห็นตา ทำเก่ง เร่งกระโดด
ตีนพาตา ถลาล้ม ทั้งก้มเงย
จะนั่งลุก ยืนเดิน เพลินหนักหนา
ว่ามีคุณ แก่ตา เสียจริงจริง
ตาจึงได้ ชมนาง และสรรพสิ่ง
ว่าตีนนี้ เป็นสิ่ง ควรบูชา
จึงร้องบอก ออกไป ด้วยโทสา
ดูมรรคา เศษแก้วหนาม ไม่ตำตีน
ตีนไม่ควร จะมา คิดดูหมิ่น
ทั่วธานินทร์ ตีนไปได้ ก็เพราะตา
เร่งกระโดด ออกไป ใกล้หน้าผา
ดวงชีวา จะดับไป ไปไม่รู้เลย
ก็พิโรธ แกล้งระงับ หลับตาเฉย
ตกผาเลย มรณา ทั้งตาตีน

ภาพวาดนี้มาพร้อมกับนิทานเรื่อง โอกาส
วันหนึ่งนาตาลีได้พบกับบางสิ่งที่รูปร่างเหมือนมนุษย์ทั่วไป สูงใหญ่ กำยำ มีปีกใหญ่ที่ด้านหลัง และปีนเล็กๆที่ข้อเท้า
นาตาลีจึงเอยถามขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้
นาตาลี : ท่านเป็นใคร
โอกาส : เรียกเราว่าโอกาส
นาตาลี : ทำไมท่านจึงได้มีปีกใหญ่เช่นอินทรีย์ที่ด้านหลังท่าน และมีปีนเล็กที่ข้อเท้านั่น?
โอกาส : เพราะเราต้อใช้ปีกในการเคลื่อนไหวไงหละ เราน่ะมาไว ไปไว และไม่ได้เจอกันง่ายๆ
นาตาลี : แล้วทำไมท่านจึงมีผมยาวเฉพาะด้านหน้าหละ ผมด้านหลังท่านหยไปไหน?
โอกาส : เราบอกแล้วไง ว่าเราน่ะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และไม่ได้เจอกันง่ายๆ เมื่อได้เจอเราแล้วก็อยากให้คว้าจับผมเราไว้ให้แน่น เพราะเมื่อเราผ่านไปแล้ว เราจะไม่กลับมาอีก
*โอกาสไม่ได้มีเข้ามาบ่อยๆ หากมีโอกาสได้รับ ขอให้รับไว้ อย่าปฏิเสธหรือปล่อยให้ผ่านไป เพราะเมื่อโอกาสนั้นผ่านไปแล้ว คุณจะไมสามารถเอาคืนมาได้อีก

ภาพวาดนี้มาพร้อมกับนิทานเรื่อง “3 พ่อเฒ่า”
วันหนึ่งมีพ่อเฒ่า 3 คน ปรากฏตัวอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
แม่ที่เพิ่งกลับจากการจ่ายตลาดก็ถามว่าพวกท่านเป็นใครกัน
พ่อเฒ่าคนที่หนึ่งตอบว่าชื่อร่ำรวย คนที่สองชื่อความรัก คนที่สามชื่อความสำเร็จ
แม่จึงเอ่ยชวนให้เข้าบ้าน แต่พ่อเฒ่าคนแรกตอบว่า พวกเรา3คนเข้าบ้านไปพร้อมกันไม่ได้ ต้องเลือกคนใดคนหนึ่ง
แม่ลังเลก่อนจะเข้าบ้านและปรึกษากับพ่อกับลูก
พ่อเสนอให้เชิญพ่อเฒ่าที่ชื่อความสำเร็จเข้าบ้าน
เพราะคิดว่าหากเราประสบความสำเร็จครอบครัวก็จะสบาย
แม่คิดต่างและบอกพ่อไปว่า เชิญพ่อเฒ่าที่ชื่อร่ำรวยสิ เราจะได้ไม่ต้องลำบากอะไรแล้ว
พ่อเลือกที่จะเชื่อแม่และบอกให้ไปเชิญพ่อเฒ่าร่ำรวยมา
แต่ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากเชิญนั้น ลูกสาวก็พูดขึ้นว่า “พ่อเฒ่าความรักสิคะ”
เพราะต่อให้เราประสบความสำเร็จและร่ำรวยเงินทอง แต่หากไม่มีความรักให้กันในครอบครัว
เราจะมีความสุขกันได้อย่างไร เมื่อฟังที่ลูกพูดจบ พ่อกับแม่ก็ตัดสินใจเชิญพ่อเฒ่าแห่งความรักเข้าบ้าน
เป็นเหตุให้พ่อเฒ่าอีกสองท่านเดินตามเข้ามา เพราะในเมื่อครอบครัวมีความรักให้แก่กัน เป็นแรงใจให้กัน
ความสำเร็จและความสบายในหน้าที่การงานในอนาคตก็จะตามมา

ภาพวาดนี้บ่งบอกถึงประโยคที่ว่า “เงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง” (Money is not everything.)
แม้บางที่จะบอกว่า เงินคือพระเจ้า
แท้จริงแล้วเงินนั้นสำคัญ แต่…
เงินซื้อตำแหน่งได้ ซื้อความเคารพไม่ได้
เงินซื้อยาได้ ซื้อสุขภาพที่ดีไม่ได้
เงินซื้อหนังสือได้ ซื้อความรู้ทั้งหมดไม่ได้
เงินซื้อประกันได้ ซื้อความปลอดภัยไม่ได้
เงินซื้อเลือดได้ ซื้อชีวิตไม่ได้
เงินซื้อความสัมพันธ์ได้ ซื้อความรักไม่ได้
เงินคือสิ่งจำเป็นในชีวิต ที่ให้ได้แต่ความสะดวกสะบายเท่านั้น
แต่จิตที่ฝึกดีแล้วจะให้ความสุขแก่ตัวเรา

ภาพวาดนี้บ่งบอกถึง วัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด
กับบทกลอนที่ว่า
‘’คนกินสัตว์ สัตว์กินพืช ยืดชีวิต
พืชมีสิทธิ์ กินดิน สิ้นสงสัย
วัฏจักร เวียนมา น่าสนใจ
ผลสุดท้าย พื้นดิน ก็กินคน’’

อย่าให้ไฟโลภ ไฟโกรธ ไฟหลง…
เกาะกินตัวเรา จนไม่สามารถละทิ้งสิ่งเหล่านั้นออกไปจากชีวิตได้

“เหรียญยังมีสองด้าน”
มนุษย์ก็เช่นกัน อย่ามองอะไรเพียงด้านเดียว

“น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า”
การที่จะอยู่ร่วมโลกใบนี้ด้วยกันได้ ไม่เพียงแต่แสดงน้ำใจกับมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น สิ่งมีชีวิตอื่นๆก็เช่นกัน เพราะทุกชีวิตสำคัญเท่ากันหมด
แต่น้ำใจคนนี่สิ ที่มีไม่เท่ากัน

“๕ คำนำสุข”
ชีวิตจะเป็นสุขได้กับ ๕ คำนี้
๑.ยิ้มไหว้ทักทาย
๒.ขอบคุณ
๓.ขอโทษ
๔.ให้อภัย
๕.เห็นด้วย

“ชีวิตคือการต่อสู้”
เราสู้มาตั้งแต่ยังเป็นอสุจิ สู้เพื่อที่จะได้มาเกิด
สู้เพื่อที่จะมาถึงรังไข่ของแม่ ก่อนอสุจิอีกหลายล้านตัวที่พยายามจะแย่งเรา
และเมื่อเราฟักเป็นตัว เป็นรูปร่างอยู่ในท้องแม่แล้ว
เราก็ยังต้องสู้ สู้กับอากาศที่ดีและไม่ดีที่แม่สูดดมผ่านมาถึงเรา
สู้กับรสชาติอาหาร เผ็ด ร้อน คาว หวาน มากมายที่แม่ได้กินและผ่านมาถึงเรา
สู้กับความอึดอัดที่เราไม่สามารถยืดแขน-ขาได้อย่างเต็มที่
สู้ว่าสุดท้ายแล้ว เราจะรอดออกมาลืมตาดูโลกได้หรือไม่?
และสู้ กับการเรียนรู้ เติบใหญ่ในอนาคตข้างหน้า
“การเกิดเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็เป็นทุกข์เช่นกัน”







ใส่ความเห็น