
ทำไมธรรมาภิบาล (Governance) ที่ถดถอย กำลังทำร้ายสังคม ประเทศ และโลกใบนี้อย่างร้ายแรง
ธรรมาภิบาลในสายตาคนบางคน อาจเป็นแค่หัวข้อใน PowerPoint หน้า 78 หรือเป็นเพียงวาระประชุมตอนท้ายที่ทุกคนรอให้จบเร็ว ๆ แต่ในความจริง เมื่อ “G” พัง ทุกอย่างก็พังตาม และไม่มีจำนวนต้นไม้กี่ล้านต้น หรือเป้าหมาย Net Zero ใดที่มากพอจะกลบกลิ่นศพของความไว้ใจที่ถูกหักหลัง
ในอดีต เราอาจเคยมองธรรมาภิบาลว่าไกลตัว เป็นเรื่องของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นั่งในห้องประชุมแอร์เย็น ๆ แต่ในโลกที่ข่าวอื้อฉาวกระจายไวกว่าควันโรงงาน และคนรุ่นใหม่ตั้งคำถามเก่งกว่านักบัญชี… ธรรมาภิบาลไม่ใช่เรื่องของคนอื่นอีกต่อไป
มันคือเส้นเลือดของความศรัทธาระหว่างองค์กรกับสังคม ระหว่างรัฐกับประชาชน และระหว่างคำว่า “มนุษย์” กับ “ความเป็นธรรม” และทุกครั้งที่มันถูกทำให้เสื่อม สิ่งที่พังไม่ใช่แค่ชื่อเสียง แต่มันคือหัวใจของระบบทั้งหมด
บริษัทที่ไม่โปร่งใส = ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีสินค้าที่ซื้อได้ด้วยศรัทธา มีแต่สินค้าที่ซื้อด้วยโฆษณา
รัฐที่ไร้ความรับผิดชอบ = ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “ความยุติธรรม” มีไว้ให้เฉพาะคนที่ถือบัตรเครดิตสีดำ หรือมีนามสกุลที่ไม่มีใครกล้าเรียกเต็ม
องค์กรที่เอื้อพวกพ้อง = ทำให้คนรุ่นใหม่ถอดใจ และบอกตัวเองว่า “ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ถ้าไม่มีเส้น ก็คือไม่มีสิทธิ์”
นี่ไม่ใช่แค่ความล้มเหลวทางองค์กร แต่มันคือ การฆ่าความหวังด้วยมือของผู้มีอำนาจธรรมาภิบาลที่ถดถอย กำลังทำให้ประเทศนี้เป็นดินแดนที่ความดีถูกทำให้ดูเป็นเรื่องสิ้นเปลืองและคนที่ยืนหยัดในความถูกต้อง กลายเป็นตัวตลกในระบบที่บูชาความลับ ความลวง และความเลวแบบมีใบเสร็จ
ความเลวในระบบที่ไม่มี G ไม่เคยต้องซ่อน มันแค่ต้องแต่งสูทให้ดูแพง และเขียนนโยบายให้ดูดีพอจะหลอกคนบนเวที เมื่อสิ่งผิดถูกแต่งหน้าให้กลายเป็นความชอบธรรม ความเงียบจึงกลายเป็นเกราะที่ปลอดภัยที่สุด
และในวันที่ทุกคนเงียบ โลกทั้งใบก็กลายเป็นเวทีของผู้ที่ไม่เคยมีความละอายใจ
ถ้าเรายังปล่อยให้ G พังพินาศโดยไม่มีใครถามหา เราอาจไม่ได้อยู่ในโลกที่ไร้ธรรมาภิบาล แต่เราจะอยู่ในโลกที่ “ความดีไม่มีที่ยืน” อย่างถาวร
.
.
Governance ที่พัง ล้มได้ทั้งองค์กรและสังคม
หนึ่งในกรณีที่โลกไม่เคยลืม คือเรื่องฉาวของ Wirecard บริษัทฟินเทคยักษ์ใหญ่ของเยอรมนี ที่เคยถูกยกย่องว่าเป็นสตาร์ทอัพแห่งยุค แต่สุดท้ายกลับพังพินาศในปี 2020 เพราะปัญหาธรรมาภิบาลที่ลึกและซับซ้อนถึงระดับโครงสร้าง
บริษัทสร้างรายได้ปลอม ปกปิดหนี้สิน และใส่ตัวเลขในบัญชีแบบแฟนตาซี จนสุดท้ายต้องยอมรับว่าเงิน 1.9 พันล้านยูโรในบัญชีไม่เคยมีอยู่จริง และสิ่งที่ตามมาคือ…
นักลงทุนรายย่อยหมดตัว
ผู้บริหารระดับสูงหลบหนีหรือถูกจับกุม
ประเทศเยอรมนีทั้งประเทศต้องเผชิญกับคำถามถึงระบบตรวจสอบที่ไร้ประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะธรรมาภิบาลถูกมองเป็นพิธีกรรมทางธุรกิจ ไม่ใช่ระบบคุ้มกันโรคขององค์กร
.
อีกกรณีคือ FTX แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตที่เคยถูกยกเป็นยูนิคอร์นแห่งวงการ ก่อนจะล้มครืนลงเพียงข้ามคืนเมื่อความจริงเปิดเผยว่าองค์กรนี้ไม่มีแม้แต่ระบบบัญชีพื้นฐาน มีการใช้เงินลูกค้าลงทุนแบบไม่โปร่งใส ไม่มีการคัดแยกทรัพย์สิน ไม่มีบอร์ดอิสระ และไม่มีแม้แต่การกำกับดูแลที่เป็นรูปธรรม
FTX ไม่ได้ล้มเพราะเทคโนโลยีล้มเหลว แต่ล้มเพราะองค์กรไม่มีกระดูกสันหลังของธรรมาภิบาลเลยแม้แต่นิดเดียว และนั่นทำให้โลกต้องตื่นจากฝัน ด้วยต้นทุนที่จ่ายด้วยความเชื่อมั่นของผู้คนหลายล้านชีวิต
.
.
ธรรมาภิบาลที่หายไป = ศรัทธาที่สูญสิ้น
ไม่ใช่แค่ต่างประเทศ ประเทศไทยเองก็มีบทเรียนที่เจ็บปวดไม่แพ้กัน กับกรณีที่ธรรมาภิบาลถูกลดทอนจนเหลือเพียงวาทกรรมสวยหรู โดยเฉพาะในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ที่ประชาชนตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้างที่ไร้การตรวจสอบ การแต่งตั้งผู้บริหารที่ไร้ความสามารถแต่มีเส้นสาย และการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว
เมื่อองค์กรที่ถือครองทรัพยากรของประเทศ มีอำนาจในการก่อสร้างงานต่าง ๆ ของราชการ กลับบริหารแบบไม่ฟังเสียงประชาชน มันไม่ได้แค่ล้มเหลวในเชิงธุรกิจ แต่มันคือการหักหลังศรัทธาของคนทั้งประเทศ
หลายเหตุการณ์สะท้อนให้เห็นว่า ธรรมาภิบาลในภาครัฐไม่ได้พังเพราะความไม่รู้ แต่พังเพราะ “ไม่กล้าหยุดสิ่งที่ผิด” และเลือกปิดตาข้างหนึ่ง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มคนบางกลุ่ม
คนดีถูกทำให้เงียบ
คนผิดถูกปกป้อง
คนที่ตั้งคำถามถูกผลักออกจากระบบ
ธรรมาภิบาลที่ล้มเหลว ไม่ได้ทำให้ประเทศแค่เสียหายทางเศรษฐกิจ แต่มันกัดกินความหวังของประชาชนในทุกลมหายใจ
หากยังไม่มีใครกล้ายืนหยัดเพื่อความโปร่งใส หากยังมีคนพูดว่า ช่างมัน เดี๋ยวก็เงียบ หากยังมีคนเชื่อว่า ระบบมันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว
เราก็จะไม่มีวันหลุดจากวงจรแห่งการถอยหลังทางจริยธรรม ที่ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย คนดีก็ยังต้องอยู่ในเงาของคนที่มีเส้น







ใส่ความเห็น