ทุกคนอยากทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เคล็ดไม่ลับข้อหนึ่งก็คือการอ่านแนวโน้มความต้องการของลูกค้าให้ออกแล้วเข้าสู่ตลาดก่อนคนอื่น ซึ่งการจะพยากรณ์อนาคตได้นั้นจำต้องรู้สภาพความเป็นจริงตั้งแต่อดีตต่อมาถึงปัจจุบันเสียก่อน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการเดาแทนการวิเคราะห์ไป ดั่งที่หนึ่งในมหาบุรุษเอกของโลกอย่าง Winston Churchill เคยกล่าวไว้ว่า The farther backward you can look, the farther forward you can see ยิ่งคุณมองย้อนในประวัติศาสตร์ได้ไกลเท่าไหร่ คุณยิ่งสามารถมองเห็นอนาคตได้ไกลเพียงนั้น Family in love ฉบับนี้ขอแปรตัวเองมาเป็นนักประวัติศาสตร์พาคุณย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ในช่วงเปลี่ยนใหญ่ที่ผ่านมาเพื่อจะได้เห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตแล้วเตรียมตัวทำธุรกิจเพื่อความสำเร็จกันนะครับ โดยขอเริ่มตั้งแต่ปี 1979 อันเป็นจุดเริ่มต้นของโลกาภิวัตน์ หรืออีกนัยหนึ่งคือการเริ่มยุคดิจิตอลที่ทำให้โลกนี้ทวีความเร็วขึ้นอย่างยิ่ง ซึ่งความเร็วนี้ทำให้วิถีชีวิตของมนุษยชาติที่เปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด เกิดการถ่ายเททางวัฒนธรรม ค่านิยม แพร่กันไปทั่วโลกและสภาวะนั้นนำมาซึ่งปัญหาใหม่ ๆ ที่สังคมไม่เคยประสบ ทั้งปัญหาอาชญากรรมที่มาจากความเลื่อมล้ำของฐานะทางสังคมที่มากขึ้นจนเกิดการใช้ความรุนแรงหรือผิดจริยธรรมในการลดความเลื่อมล้ำนั้น ปัญหาช่องว่างในครอบครัวที่มาจากการหลากของวัฒนธรรมต่างถิ่นที่เข้ามาถ่างช่องว่างระหว่างวัยให้กว้างขึ้นผ่านเทคโนโลยีอันทันสมัยจนเกิดความล่มสลายของสถาบันครอบครัว ปัญหาทางเพศที่มาจากการบูชาอย่างสูงส่งในค่านิยมวัตถุนิยมอันนำมาซึ่งความเหลวแหลกของสังคม หรือแม้แต่ปัญหาภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงและสร้างความสูญเสียขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏที่แม้โดยผิวเผินอาจว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติแต่แท้จริงแล้วล้วนเป็นเรื่องที่เกิดจากความต้องการอันมากเกินของมนุษย์ที่พล่าผลาญทรัพยากรจนธรรมชาติเสียสมดุล บริบทใหญ่ของโลกดำเนินมาเช่นนี้และจะยิ่งทวีความรุนแรงเช่นนี้ต่อไปอีกอย่างแน่นอน ! แล้วใครคือผู้แก้ปัญหานั้น ? เรามาตามดูประวัติศาสตร์การเคลื่อนตัวของสังคมกันต่อครับ ที่ผ่านมาผู้แก้ปัญหาก็คือรัฐบาลที่จะจัดการบรรเทาทุกข์ผ่านงานสังคมสงเคราะห์ที่เรียกว่างานสวัสดิการสังคม ซึ่งผลลัพธ์ก็อย่างที่ทราบกันดีว่ายังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ส่งให้ภาคเอกชนจำต้องมีส่วนร่วมด้วย จึงเกิดรูปแบบขององค์กรไม่แสวงหากำไรเช่นสมาคม มูลนิธิขึ้นมาแต่ด้วยข้อจำกัดของกฎระเบียบทำให้องค์กรรูปแบบนี้มีจำนวนไม่มากพอที่จะช่วยแห้ปัญหาได้หมด และนั่นจึงส่งผลกระทบมาสู่ภาคธุรกิจทั่วไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อสมาชิกในสังคมหรืออีกนัยหนึ่งก็คือลูกค้าของบริษัทมีปัญหา กำลังซื้อลด ความต้องการน้อย ก็ส่งให้กำไรลดลงด้วย บริษัท ห้างร้านต่าง ๆ จึงต้องหันมาสนใจความเป็นอยู่ของลูกค้าตนมากขึ้นซึ่งก็มีทั้งที่เกิดขึ้นจากสนใจจริงและที่เกิดขึ้นเพื่อหวังผลทางการขายจนเกิดกิจกรรมที่เรียกว่า Corporation Social Responsibility (CSR) หรือการรับผิดชอบสังคมที่กลายมาเป็นกลยุทธ์หนึ่งของธุรกิจในปัจจุบัน แต่ด้วยการทำ CSR นี้แม้จะแพร่กระจายอย่างกว้างขวางแต่เป็นเพราะมีรากฐานมาจากระบบทุนนิยมภาพโดยรวมจึงออกมาเป็นเพียงเสมือนการปรับตัวทางการบริหารทั่ว ๆ ไปที่จากสมัยหนึ่งเคยลงทุนในเครื่องจักร ลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์ ลงทุนในบุคลากรมาเป็นมาลงทุนในลูกค้า ดังนั้นการหวังพึ่ง CSR จึงยังไม่เพียงพออีกเช่นกัน หากเปรียบสารพัดปัญหาเป็นสารพัดโรค ภาวะเช่นนี้ก็คือภาสะที่คนป่วยเต็มเมืองแต่ขาดหมอ หากใครอยากประสบความสำเร็จหลักการตลาดพื้นฐานคือ demand กับ supply ยังใช้ได้เสมอ ในเมื่อความต้องการหมอมีมาก จึงไม่ยากก็ทำตัวเองให้เป็นหมอ ให้มีความรู้เรื่องโรค มียาดี มียาถูกกับโรครับรองว่าประสบความสำเร็จแน่ การจะไปเป็นหมอก็ไม่ยากอีก เริ่มจากหาสาขาที่เราสนใจอยากเป็นหมอเสียก่อน คือสำรวจดูว่าปัญหาไหนที่สังคมกำลังเผชิญ (ซึ่งก็มีงานวิจัยนำเสนออย่างทั่วไปอยู่แล้ว) เลือกปัญหาที่เราสนใจ หรือเรามีความสามารถที่จะแก้ปัญหานั้นได้ มาศึกษาหาวิธีที่จะแก้ไข ไปหายามาเตรียมไว้ เมื่อเวลาที่ปัญหานั้นประทุขึ้นมาเราก็จะกลายเป็นหมอผู้มีประสบการณ์เพราะเข้าอยู่ในวงการนั้น ๆ ก่อน โอกาสสำเร็จย่อมสูงยิ่ง ที่สำคัญคือไม่ต้องไปขูดรีดค่ายาแพง ๆ เพื่อให้ได้กำไรเยอะ ๆ เราสามารถเป็นหมอที่มีความเอื้อเฟื้อ เมตตา ก็ประสบความสำเร็จทางฐานะได้ เพราะด้วยจำนวนมากมายของคนป่วยที่เขาต้องการยาถูกโรคของเรานั้นก็มากจนมารอคิวรับรักษากันไม่หวาด ไม่ไหวแล้ว เราไม่ต้องดิ้นรนทำกลยุทธ์ ลด แลก แจก แถม ห้ำ หั่นกับคู่แข่งเหมือนการขายสินค้าฟุ่มเฟือย โลกต่อจากนี้ไปต้องขายสินค้าหรือบริการที่ช่วยแก้ปัญหาจริงครับ คนไม่สามารถทำธุรกิจอะไรก็ได้ที่มีกำไรเยอะอีกต่อไปแล้วโดยเฉพาะสินค้าที่ทำร้ายสังคมเพราะสังคมเคลื่อนที่เร็วมากใครทำร้ายนิดเดียวการกระทำนั้นของเขาจะกระจายไปไกลจนโดนต่อต้าน หรือหากสิ่งมอมเมาสังคมนั้นเนียนไปได้กับกิเลสของคนแต่สุดท้ายด้วยการที่การกระทำนั้นมันทำร้ายสังคมมันก็จะส่งผลย้อนกลับมาทำให้ธุรกิจนั้นล้มอยู่ไม่ได้ไปด้วยอยู่ดี สรุปคือธุรกิจสมัยหน้าต้องเป็นธุรกิจเพื่อสังคม ที่ใช้ปัญหาสังคมเป็นตัวตั้งในการเริ่มต้นทำงาน ใช้ใจที่เอื้อเฟื้อในการขยายบริษัท เป็นธุรกิจสีขาวตั้งแต่ต้นทาง ใครอยากมีฐานลูกค้ามาก ๆ อย่างมั่นคง หรือใครไม่อยากตกโลกรีบปรับตัวรับกระแสได้เลยครับ การทำธุรกิจต้องทำด้วยใจที่มีความปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมสังคมครับ

ธุรกิจแห่งอนาคต
Search
Popular Posts
Categories
Archives
- พฤษภาคม 2026
- เมษายน 2026
- มีนาคม 2026
- กุมภาพันธ์ 2026
- มกราคม 2026
- ธันวาคม 2025
- พฤศจิกายน 2025
- ตุลาคม 2025
- กันยายน 2025
- สิงหาคม 2025
- กรกฎาคม 2025
- มิถุนายน 2025
- พฤษภาคม 2025
- มีนาคม 2025
- กุมภาพันธ์ 2025
- ธันวาคม 2024
- พฤศจิกายน 2024
- ตุลาคม 2024
- กันยายน 2024
- สิงหาคม 2024
- กรกฎาคม 2024
- มิถุนายน 2024
- พฤษภาคม 2024
- เมษายน 2024
- กุมภาพันธ์ 2024
- มกราคม 2024
- ธันวาคม 2023
- พฤศจิกายน 2023
- ตุลาคม 2023
- กันยายน 2023
- สิงหาคม 2023
- กรกฎาคม 2023
- มิถุนายน 2023
- พฤษภาคม 2023
- เมษายน 2023
- มีนาคม 2023
- มกราคม 2023
- ธันวาคม 2022
- ตุลาคม 2022
- กันยายน 2022
- สิงหาคม 2022
- กรกฎาคม 2022
- มิถุนายน 2022
- พฤษภาคม 2022
- เมษายน 2022
- มีนาคม 2022
- กุมภาพันธ์ 2022
- ธันวาคม 2021
- ตุลาคม 2021
- กันยายน 2021
- สิงหาคม 2021
- กรกฎาคม 2021
- มิถุนายน 2021






ใส่ความเห็น