
โลกธุรกิจในจุดเปลี่ยน บริบทใหม่ที่ผู้นำองค์กรไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป
ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา โลกธุรกิจได้เข้าสู่ยุคเร่งแปรผัน (The Era of Accelerated Transformation) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ความไม่แน่นอนสูง (High Uncertainty) ความซับซ้อนเชิงระบบ (Systemic Complexity) และแรงกดดันที่เข้มข้นขึ้นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม (Stakeholder Pressure) ไม่ว่าจะเป็น นักลงทุน พนักงาน คู่ค้า หรือผู้บริโภคปลายทาง
ในรายงาน Global Risks Report 2024 โดย World Economic Forum (WEF) ได้ระบุชัดเจนว่า 6 ใน 10 อันดับแรกของความเสี่ยงที่คุกคามระบบเศรษฐกิจโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือที่รู้จักกันในชื่อ ESG (Environmental, Social and Governance)
– ความล้มเหลวในการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action Failure)
– การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss)
– ความไม่เท่าเทียมทางสังคม (Social Inequality)
– การอ่อนแอของโครงสร้างธรรมาภิบาล (Governance and Institutional Failure)
– ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติขาดแคลน (Natural Resource Crises)
ที่สำคัญ ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อม แต่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของตลาดทุน ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความอยู่รอดขององค์กรในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
.
.
ESG จากการรับผิดชอบต่อสังคม
สู่ ข้อกำหนดใหม่ของเกมธุรกิจระดับโลก
การดำเนินงานด้าน ESG ในอดีตอาจถูกมองว่าเป็นภาระต้นทุน หรือกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์ (Reputational Activities) แต่ในปัจจุบัน ESG ได้กลายเป็น “หลักเกณฑ์มาตรฐาน” (Baseline Requirement) ในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน และเป็นเกณฑ์สำคัญในการประเมินศักยภาพองค์กรในสายตาผู้ถือหุ้นและนักลงทุนสถาบันทั่วโลก
● การลงทุนบนพื้นฐาน ESG (ESG Investing)
กองทุนที่ใช้เกณฑ์ ESG เป็นตัวชี้วัด ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ในปี 2023 มูลค่ากองทุนที่ลงทุนตามแนว ESG มีมูลค่ารวมมากกว่า 53 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 1 ใน 3 ของสินทรัพย์ที่บริหารจัดการทั่วโลก (Global AUM: Assets Under Management)
● ข้อกำหนดทางกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นอย่างรวดเร็ว
Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2026 จะเรียกเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และสารเคมี หากไม่สามารถแสดงข้อมูลการลดคาร์บอนได้อย่างโปร่งใส
ข้อมูลเฉพาะไทยและภูมิภาคอาเซียน
– ไทยเป็นผู้ส่งออกเหล็ก อะลูมิเนียม และซีเมนต์ไปยังสหภาพยุโรปเป็นอันดับต้น ๆ ในอาเซียน
คาดว่า CBAM จะกระทบอุตสาหกรรมการผลิตไทยมูลค่ารวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท หากไม่สามารถลดคาร์บอนได้ภายใน 2026
– ภาคธนาคารไทยเริ่มบังคับใช้หลักเกณฑ์ ESG Lending เช่น SCB, KBank ที่ใช้ ESG Rating พิจารณาอนุมัติสินเชื่อและโครงการลงทุน
● สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเตรียมบังคับใช้ข้อกำหนด ESG Due Diligence ภายในปี 2025 เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อองค์กรธุรกิจในการตรวจสอบซัพพลายเชนและการใช้แรงงานอย่างโปร่งใส
การเพิกเฉยต่อแนวปฏิบัติเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ESG Bonds แต่ยังเสี่ยงต่อการถูกจำกัดสิทธิทางการค้าในตลาดหลักของโลกอีกด้วย
.
.
ผู้นำองค์กรที่ไม่ขยับตอนนี้ จะสูญเสียคุณค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Value) ในระยะยาว จากรายงานทางเศรษฐกิจในปี 2023 ได้สรุปว่า บริษัทที่บูรณาการ ESG ไว้ในกลยุทธ์ธุรกิจหลักมีโอกาสได้รับ
– Valuation Premium สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึง 10-20%
– ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) ต่ำกว่าคู่แข่งที่ไม่เน้น ESG ราว 8-12%
– สามารถดึงดูดและรักษาพนักงานกลุ่ม Millennials และ Gen Z ได้ดีกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับองค์กรทั่วไป
.
กรณีศึกษาองค์กรที่ขยับก่อน ได้เปรียบก่อน
IKEA
ประกาศเป้าหมายเป็นองค์กร Circular Economy 100% ภายในปี 2030
→ ลดการใช้วัตถุดิบใหม่ 50% และสร้าง Supply Chain แบบหมุนเวียน
→ รายรับปี 2023 เพิ่มขึ้น 14% จากการดึงดูดผู้บริโภคที่สนใจสินค้า Green Product
Microsoft
ตั้งเป้า Net Negative Carbon ในปี 2030 และการลด Carbon Footprint ให้เป็นศูนย์ย้อนหลังถึงปี 1975
→ ได้รับความเชื่อมั่นจากกองทุน ESG และเพิ่มคะแนนใน DJSI สูงสุดในกลุ่มเทคโนโลยี
.
.
ESG, SDGs และ IDGs สามขุมพลังใหม่ที่ผู้นำองค์กรไม่สามารถเพิกเฉย
การขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ไม่ได้มีเพียง ESG เป็นกรอบปฏิบัติ แต่ยังรวมถึง SDGs (Sustainable Development Goals) เป้าหมายระดับโลกของสหประชาชาติ ที่องค์กรธุรกิจต้องมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนทั้งระบบ และ IDGs (Inner Development Goals) กรอบพัฒนาศักยภาพผู้นำและพนักงานจากภายใน โดยเน้นทักษะสำคัญในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน เช่น Empathy, Critical Thinking, Complexity Awareness และ Courage to Act เป็นต้น
เพราะการพัฒนาความสามารถเชิงภาวะผู้นำจากภายใน (IDGs) เป็นรากฐานของความสำเร็จด้าน ESG ตัวอย่างเช่น ประเทศในกลุ่มนอร์ดิกที่ใช้แนวคิด Inner Development Goals มาเป็นฐานในการพัฒนาผู้นำในทุกระดับ ส่งผลให้สวีเดน นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ติดอันดับต้น ๆ ของประเทศที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนสูงสุดในโลก (SDG Index 2024)
.
.
ESG คือ เงื่อนไขการอยู่รอด
ไม่ใช่ข้อได้เปรียบในการแข่งขันอีกต่อไป
ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบัน ผู้นำองค์กรไม่สามารถคิดเพียงว่า
ESG เป็น ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
SDGs เป็น หน้าที่ของภาครัฐ
IDGs เป็น เรื่องส่วนตัวของพนักงาน
เพราะทุกกลยุทธ์ที่องค์กรกำลังจะดำเนินการต่อจากนี้ จำเป็นต้องมีหลักความยั่งยืน เป็นฐาน (Sustainability Core Strategy) องค์กรที่ล้มเหลวในการสร้างกรอบ ESG ที่แข็งแกร่ง ไม่เพียงสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีความเสี่ยงสูงในการสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุน และ Stakeholders ทุกภาคส่วน
โลกธุรกิจปี 2025 จึงไม่ได้แข่งขันกันที่ใครโตเร็วที่สุด
แต่แข่งกันที่ ใครอยู่รอดและยั่งยืนได้มากที่สุด
และในเกมนี้
ผู้นำที่ไม่ขยับ = ผู้นำที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ESG, SDGs และ IDGs ไม่ใช่โอกาส
แต่เป็นเงื่อนไขของการมีอยู่ในสนามธุรกิจยุคใหม่







ใส่ความเห็น