ฝันมีราก

        เที่ยวรอบโลกเป็นหนึ่งในความฝันของคนจำนวนมาก หลายคนใช้เป็นรางวัลที่ตั้งใจมอบให้กับตัวเองยามทำงานถึงเป้าหมาย         ซึ่งการเที่ยวของแต่ละคนก็ต่างสไตล์กันบางคนชอบเที่ยวแบบชิล ชิลไปนอนเอกเขนกรับลมชมวิว บางคนชอบเที่ยวแบบแรมโบ้ตะลุยเก็บทุกสถานที่ไฮไลต์         ส่วนผมออกจะกึ่ง ๆ เอนมาแบบจะเป็นแรมโบ้นิด ๆ ด้วยถือว่าไปทั้งทีก็ขอเก็บให้ได้มากที่สุดแต่มีข้อแม้ว่าต้องสบายที่สุดด้วยเช่นกัน ดังนั้นผมจึงมักจะออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยวเองเพราะนอกจากจะสนุกกับการได้วางแผนการเดินทาง การพัก การช๊อปแล้วอีกสาเหตุคือผมมีนิสัยเที่ยวไม่ค่อยเหมือนคนอื่นคือที่แรกที่วางไว้มักจะเป็น “พิพิธภัณฑ์” ประจำเมือง         เหมือนกับต้องไปทำความรู้จักสถานที่นั้นให้ชัดและลึกก่อนแล้วค่อยไปเที่ยวจุดอื่น ไม่เช่นนั้นมันเหมือนเที่ยวแบบเบลอ ๆ ใครเขาว่าเป็นไฮไลต์เราก็แห่ตามกันไปจนหลายที่ไปแล้วก็งงว่ามัน ไฮ มัน ไลต์ตรงไหนแต่ไม่ไปก็ไม่ได้เพราะเขาว่าหากไม่ไปเท่ากับไปไม่ถึง         ต่างกับการไปโดยรู้ประวัติมันมีความรู้สึกร่วม ทั้งที่หลายแห่งสภาพจริงแทบไม่เหลืออะไรน่าสนใจให้ชมแล้ว แต่ด้วยรู้ตำนานเลยทำให้แค่ซากปูน กองดินกลายเป็นของที่ควรค่าต่อการเสียเวลาและหยาดเหงื่อในการเดินทางมาชม         นี่ล่ะครับผมถึงชอบไปพิพิธภัณฑ์ แต่น่าเสียดายที่ต้องเขียนโดยไม่เกรงใจว่าพิพิธภัณฑ์เกือบจะทุกที่ในบ้านเราแทบจะเป็นสถานที่ทิ้งร้าง ไม่มีการดูแลเท่าที่ควร สื่อการนำเสนอหากมีการใช้ไฟฟ้าก็มักจะเสีย เปิดไม่ติด ไฟไม่ขึ้น ได้แต่เดินไปอ่านป้ายที่ติดข้างตู้กระจกโชว์ของที่ก็เหมือนจะไม่ได้มีการจัดแต่งเท่าใดเลย         ขณะที่ในต่างประเทศเขาจะให้ความใส่ใจกับพิพิธภัณฑ์มาก ๆ หลายเมืองมีหลายพิพิธภัณฑ์เฉพาะเรื่องแยกกันไป และที่สำคัญคนในเมืองเขาล้วนให้ความสนใจทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์พ่อแม่จะพาลูกไปต่อคิวรอเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่ก็มักจะมีพัฒนาการปรับปรุงการนำเสนอใหม่ ๆ เป็นระยะ ไม่ใช่เสาร์-อาทิตย์เอาแต่เข้าห้างวนเวียนในวงจรเดิม ๆ ทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ หากเราอยากเห็นวิถีครอบครัวไทยเป็นเช่นนั้นบ้างผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายก็ต้องช่วยกันครับทั้งเจ้าของพิพิธภัณฑ์ ทั้งสื่อช่วยกันโปรโมต ที่สำคัญคือคุณ ๆ พ่อแม่ผู้ปกครองนี่แหละครับที่ต้องช่วยกันชักชวนลูกหลานเราให้ไปพิพิธภัณฑ์บ้าง         แต่ก่อนจะให้รางวัลชีวิตด้วยการไปเที่ยวตามฝัน เราก็ต้องทำฝันของเราให้เป็นจริงเสียก่อน ซึ่งฝันจะเป็นจริงได้ก็ต้องสร้างครับ ไม่มีฝันใดจะเป็นจริงด้วยการหลับตาเนรมิตเอา(แม้ใจเราอยากจะให้มีก็ตาม) และที่ต้องเตรียมใจไว้เลยก็คือการสร้างนั้นแสนจะเหนื่อยเสียด้วย         ดังนั้นก่อนจะเหนื่อยเราควรมาพิจารณาให้ถ้วนถี่เสียก่อนว่าฝันนั้นมีค่าควรหยาดเหงื่อไหม         ด้วยการสาวลงไปให้ถึงที่มาของความฝัน ถ้ามาจากความอยาก ละโมบโลภมากอันผิดทำนองคลองธรรม ฝันเช่นนั้นก็ไม่ควรค่าแก่การเหนื่อยสร้าง         แต่หากสาวแล้วเห็นว่าฝันนั้นมาจากความดีงามที่จะนำไปสู่ความงดงาม ฝันนั้นก็คุ้มที่จะลงมือ         และเมื่อพิจารณาแล้วคุ้ม ตัดสินใจที่จะเหนื่อยสร้าง การสร้างตึกต้องเริ่มด้วยการสำรวจชั้นดินใต้พื้นลงไประยะต่าง ๆ ให้ดี ต้องเลือกประเภทของเสาให้เหมาะไม่เช่นนั้นตึกก็พังทลาย ฝันของเราก็เช่นกันต้องสำรวจให้ถ้วนถี่ ลึกซึ้ง รอบด้านถึงบริบทแวดล้อมต่าง ๆ ไม่ใช่เอาแต่จินตนาการฝันเฟื่องของเรา ไม่เช่นนั้นฝันของเราก็จะสลาย อย่างฝันทางธุรกิจก็ต้องเจาะให้ลึกถึงสิ่งที่ผลักดันให้ลูกค้าซื้อสินค้า ฝันทางความรักก็ต้องเจาะให้ลึกถึงความชอบของคนที่เราหมายปอง หรือจะฝันให้ครอบครัวมีสุขก็ต้องเจาะให้ลึกถึงที่มาของความสุขที่แท้จริง         ซึ่งเมื่อตอกเสาเสร็จอย่างถูกต้องแล้วคราวนี้การสร้างส่วนที่เหลือก็ไม่ช้า และไม่ลำบากค่อย ๆ ทำอย่างใจเย็นไปทีละชั้น ๆ อย่างไรก็สำเร็จแน่เพราะมีรากฐานที่แข็งแกร่งรองรับอยู่ ไม่ได้เลื่อนลอยอย่างที่เรียกว่าการสร้างวิมานในอากาศ         เปรียบอีกแบบก็เหมือนการปลูกต้นไม้ เริ่มด้วยการปรับสภาพดินให้ดี เลือกเมล็ดพันธ์ที่ดี ที่เหมาะกับดินและสภาพภูมิอากาศ พอหว่านลงไปแล้วคราวนี้ก็เหลือแต่คอยรดน้ำ พรวนดิน ป้องกันโรค สักพักไม้นั้นก็เติบใหญ่         การปรับดินก็คือการปรับใจเราให้ดี อยู่ในทำนองคลองธรรม การหาเมล็ดพันธ์ที่ดีก็คือการมีเป้าหมายที่ดีมีคุณค่าเป็นประโยชน์ ความเหมาะแก่ภูมิอากาศก็คือการเหมาะกับบริบทแวดล้อม จากนั้นที่เหลือก็คอยดูแลกันไปวันหนึ่งย่อมเติบใหญ่งอกงามอย่างมั่นคงเพราะ ฝันของเรามีรากครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *