
หากโลกของธุรกิจในศตวรรษที่ 20 คือเวทีของกลยุทธ์ การเติบโต และการแข่งขัน โลกของธุรกิจในศตวรรษที่ 21 กลับเป็นสนามของ “การอยู่รอดร่วมกัน” ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยวิกฤตหลายชั้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้ว ไปจนถึงความเชื่อมั่นที่ถดถอยในระบบเศรษฐกิจและสถาบันทางสังคม เมื่อองค์กรไม่สามารถแยกตัวอยู่เพียงลำพังในฟองสบู่ของผลกำไร แต่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ว่า จะกำไรไปเพื่ออะไรถ้าพรุ่งนี้ไม่มีโลกให้เราอยู่ คำถามที่เคยเป็นเพียงวาทกรรมเชิงปรัชญา กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์ระดับบอร์ดรูม
ภายใต้แรงกดดันนี้ โมเดลการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามกรอบ SDGs (Sustainable Development Goals) จึงกลายเป็นแกนกลางของการออกแบบอนาคตขององค์กร ไม่ว่าจะในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม หรือธรรมาภิบาล (ESG) แต่ท่ามกลางเส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่ทั้งซับซ้อน เปราะบาง และเต็มไปด้วยแรงต้าน หนึ่งในทักษะที่องค์กรต้องมี ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี ไม่ใช่แค่เงินทุน ไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่คือ “Optimism” ความสามารถในการหล่อเลี้ยงความหวัง ท่ามกลางความไม่แน่นอน และสื่อสารมันออกมาอย่างทรงพลังให้ทั้งองค์กรลุกขึ้นเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงยังเป็นไปได้
.
คำนิยามจากต้นฉบับ IDG ของทักษะ Optimism ว่าเป็น
‘Ability to sustain and communicate a sense of hope, positive attitude and confidence in the possibility of meaningful change.’
‘ความสามารถในการหล่อเลี้ยงและถ่ายทอดความรู้สึกแห่งความหวัง ทัศนคติเชิงบวก และความมั่นใจในความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย.’
ทักษะนี้ไม่ได้หมายถึงการมองโลกในแง่ดีแบบเพ้อฝัน แต่คือการยืนยันว่า แม้ความเป็นจริงจะขมขื่นเพียงใด เราก็ยังมีพลังที่จะสร้างอนาคตที่ดีขึ้นได้ด้วยการลงมือทำ มันคือพลังของผู้นำที่ไม่เพียงคิดใหญ่ แต่ยัง “กล้าหวัง” ใหญ่ และชวนให้ผู้อื่นร่วมฝันด้วยกัน
.
.
ความหวังคือพลังงานทางอารมณ์ของระบบ
จากงานวิจัยของนักจิตวิทยาเชิงบวกอย่าง Barbara Fredrickson (University of North Carolina) ได้เสนอ “Broaden-and-Build Theory” ว่าความรู้สึกบวก เช่น ความหวัง ความสุข ความรัก จะช่วยขยายขอบเขตการรับรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และการมองเห็นทางเลือกมากขึ้น ในขณะที่อารมณ์ลบ เช่น ความกลัว ความสิ้นหวัง หรือความโกรธ มักทำให้มุมมองตีบแคบลง ส่งผลให้การตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของการเอาตัวรอดระยะสั้น ไม่ใช่การเติบโตระยะยาว
เมื่อองค์กรต้องเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ซึ่งมักหมายถึงการต้องลงทุนเพิ่ม ปรับกระบวนการ เปลี่ยนวัฒนธรรม และรับมือกับความไม่แน่นอน ทัศนคติของผู้นำจึงส่งผลโดยตรงต่อวิธีคิด วิธีวางแผน และวิธีโน้มน้าวทีม ถ้าผู้นำหวาดกลัว ทีมก็จะกังวล ถ้าผู้นำไม่เชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ กระบวนการก็จะล้มเหลวตั้งแต่ต้นทาง
.
ในขณะเดียวกัน งานวิจัยของ Charles Snyder (University of Kansas) ได้เสนอว่า “Hope” ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เป็นกระบวนการทางความคิดที่ประกอบด้วยสามองค์ประกอบ: เป้าหมาย (Goals), เส้นทาง (Pathways), และแรงผลักดัน (Agency) องค์กรที่มีวัฒนธรรมแห่งความหวังจึงไม่ใช่แค่พูดเรื่อง Vision แต่ต้องออกแบบเส้นทางให้เดินได้ และมีระบบที่หล่อเลี้ยงพลังของผู้คนให้กล้าก้าวต่อ
ดังนั้น Optimism ในระดับองค์กร จึงไม่ใช่การสวมบทนักฝัน แต่คือการใช้เครื่องมือจิตวิทยาเพื่อบริหารพลังงานทางอารมณ์ให้คนในระบบลุกขึ้นมาเชื่อ ร่วมลงมือ และอดทนพอที่จะรอผลลัพธ์ในระยะยาว
.
.
เศรษฐศาสตร์แห่งความหวัง
ความคุ้มค่าที่มองไม่เห็นในงบดุล
ในโลกของการเงินแบบดั้งเดิม Optimism อาจถูกมองว่าเป็น Soft Factor ที่จับต้องไม่ได้ แต่ในโลกของเศรษฐกิจยั่งยืน ความหวังกลับเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อมันแปลงสภาพเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภค นักลงทุน และพนักงานภายในองค์กร
พฤติกรรมเชิงเศรษฐศาสตร์ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่กลายเป็นผู้บริโภคและแรงงานหลักของระบบเศรษฐกิจโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า แสดงให้เห็นว่า Gen Z ไม่ซื้อสินค้าด้วยราคาและคุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่ซื้อเพราะเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของแบรนด์ ซื้อเพราะอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตที่ดีกว่า
บริษัทที่สื่อสาร Optimism ออกมาได้ดี เช่น Patagonia, Tesla หรือ Interface จึงสามารถแปลงพลังแห่งความหวังให้กลายเป็น Brand Equity ที่มีมูลค่ามหาศาล ไม่ใช่เพียงเพราะขายของเก่ง แต่เพราะพวกเขาขาย “อนาคตที่คนอยากอยู่ร่วมด้วย”
.
นอกจากนี้ ความหวังยังเป็นพลังที่ลดต้นทุนการบริหารจัดการองค์กรในระยะยาว งานศึกษาจาก Gallup พบว่าองค์กรที่มีพนักงานรู้สึกว่าตนเองมีความหมาย (Purpose) และมองเห็นความก้าวหน้าในอนาคต จะมี Engagement สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 21% และมี Turnover ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 59%
กล่าวอีกนัยหนึ่ง Optimism ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความรู้สึกดี ๆ” แต่เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่แฝงอยู่ในระบบต้นทุนและรายได้ขององค์กร เพียงแค่เราอาจยังไม่ได้เปลี่ยนมันเป็นสูตรใน Excel เท่านั้น







ใส่ความเห็น