พิชิตหุ้น

        ตัวชี้วัดกระแสสังคมง่าย ๆ ตัวหนึ่งก็คือ “อันดับหนังสือขายดี” หนังสือหมวดไหนติดอันดับมากหมายถึงสังคมกำลัง “อิน” กับเรื่องนั้นมาก         อย่างช่วงปี 2000 หนังสือแนวพยากรณ์ ภัยพิบัติแห่กันขึ้นชาร์ต หรืออย่างช่วงน้ำท่วมหนังสือป้องกันภัย รู้เรื่องน้ำก็ครองกันแทบจะทุกอันดับ ส่วนปีนี้หนังสือที่ขายดีที่สุดคือหนังสือ “แนะนำการเล่นหุ้น” ครับ แถมเฉพาะเจาะจงไปด้วยว่าเป็นสำหรับกลุ่มมือใหม่ นั่นสะท้อนอะไร ?         มันสะท้อนถึงนิสัยของคนส่วนใหญ่ในสังคมที่อยากได้เงินมาก ๆ อย่างง่าย ๆ และต้องเร็ว ๆ แม้ปัจจุบันงานผมจะหนักไปทางด้านงานการกุศล งานเผยแผ่ธรรมะ แต่อดีตผมเคยเป็นบรรณาธิการนิตยสารวิเคราะห์หุ้นเล่มแรก ๆ ของประเทศจึงพอมีความรู้เชิงจิตวิทยาของผู้เล่นไม่น้อย ผมเลยมักได้คำถามจากคนที่ทั้งอยากเล่นหุ้น และปฏิบัติธรรมเสมอ ๆ ว่าจะเล่นหุ้นพร้อมปฏิบัติธรรมได้อย่างไร เพราะวัน ๆ เต็มไปด้วยความโลภ         ซึ่งผมจะยังไม่ตอบแบบ แต่จะแยกแยะให้เขาเห็นก่อน ว่าแท้จริงแล้วบรรดานักเล่นหุ้นรายย่อย หรือที่มักเรียกว่า “นักเก็งกำไร” นั้นเขาไม่ได้เล่นหุ้นด้วยความโลภอย่างที่ถามกันมา และไม่เพียงไม่ใช่ความโลภแต่ยังกลับด้านกัน นั่นคือส่วนใหญ่ใช้ “ความกลัว” ย้ำครับว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ !         อาจเริ่มด้วยความโลภ อยากรวย อยากมีเงิน อยากสบายทำงานง่าย ๆ แต่ได้เงินเยอะ ตื่นมาแค่ดู ๆ อ่าน ๆ ฟัง ๆ แล้วจะวิเคราะห์เองหรือเชื่อตามข่าวกระแสก็สั่งซื้อขาย ง่าย ๆ เท่านี้ก็ร่ำรวยมากมาย มากกว่าทำงานเหนื่อยจากเช้าจดค่ำ ตลอดทั้งปีอีก บรรดานักเล่นหุ้นเกือบทั้งหมดมักวาดภาพด้วยความโลภไว้เช่นนั้น         แต่หลังจากนั้นล่ะ หลังจากเขาได้ตัดสินใจเริ่มด้วยการซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งไว้ ด้วยคะเนว่าราคาน่าจะวิ่งขึ้นเพื่อที่จะขายได้กำไร อะไรเกิดขึ้นต่อ สิ่งต่อจากนั้นเป็นแบบนี้ครับ หากหุ้นนั้นผิดจากคาดคือไม่ขึ้นแต่ลงคนซื้อไว้ก็จะเริ่มทุรนทุรายแล้วว่าตนขาดทุน เกิด “ความกลัว” ขาดทุนขึ้น เกิดความ “เสียดาย” เงินของตนที่หายไปจากราคาที่ลดลงนี้ ความกลัว ความเสียดายนี่แหละที่เรียกว่า เป็นลูก เป็นหลานที่เกิดมาจากรากของ “โทสะ” ความกลัวในใจ         คราวนี้มาอีกด้านคือด้านที่คาดถูก ราคาหุ้นที่ซื้อขึ้นสูงขึ้นอย่างที่หวัง แต่โดยธรรมชาติของหุ้นแล้วนักเล่นเขาทราบดีครับว่ามันไม่ได้ปรู๊ดปร๊าดขึ้นต่อเนื่องทุกวัน ทุกชั่วโมง มันจะมีจังหวะหยุดพักตัว มีการถอยลงมาสร้างฐานตั้งหลักอยู่ตลอด ซึ่งในระหว่างทางนั่นแหละครับที่คนถือหุ้นนั้นจะเกิดความกลัว และความเสียดายเช่นกัน เสียดายกำไรที่น้อยกว่าเมื่อวาน กลัวเดี๋ยวมันไม่ยอมขึ้นต่อ ถึงขั้นกลัวลดลงมาเท่าทุนขาดทุน         รวมความแล้วคือไม่ว่าจะตัดสินใจถูกหรือผิดก็ล้วนแต่ออกด้านความกลัวทั้งนั้น ซึ่งเมื่อรวมเวลาแล้ว เราจะใช้เวลาในตลาดหุ้นไปกับโทสะมากกว่าโลภะเยอะ ดังนั้นหากใครอยากสำเร็จในตลาดผมมีเคล็ดลับมาให้ครับ         ก็ในเมื่อส่วนใหญ่เราตกในโทสะ และเงื่อนไขสำคัญของการชนะหุ้นก็คือ การตัดสินใจได้โดยปราศจากอคติ ตัดสินใจซื้อขายตามข้อมูลที่เป็นจริง ดังนั้นงานเราคือต้องจัดการกับโทสะในใจให้ได้ และวิธีการที่จะจัดการก็มีสูตรสำเร็จอยู่แล้ว นั่นก็คือใช้สิ่งตรงข้ามกันมาจัดการ เมตตา คือสิ่งนั้น         ดังนั้นหากคุณอยากมีกำไรจากการเล่นหุ้น คุณต้องหมั่นแผ่เมตตา เยอะ ๆ ครับ เมื่อใจคุณมีเมตตาเป็นพื้นเมื่อโทสะจากสถานการณ์หุ้นเกิดขึ้นไม่ว่าจะด้านใด ด้วยความคุ้นชินในเมตตาของใจเรา ใจเราจะปรับสภาพให้กลับคืนภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อใจเป็นปกติก็เรียกว่าใจเรามีความเที่ยงตรง การตัดสินใจจึงมีโอกาสที่จะแม่นยำสูงกว่าการตัดสินใจบนความกลัว ผลก็คือความสำเร็จในการซื้อ-ขายหุ้นจะตามมา         นั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ (ในใจ) จริงของนักเลงหุ้นในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของการอยู่ในตลาดคือตอนมีหุ้นถืออยู่ในมือ ค้างอยู่ในพอร์ตไปจนถึงช่วงการตัดสินใจขาย เป็นช่วงของการ “ลุ้น” ราคาระทึก แต่ไหน ๆ แล้วก็ขอจำลองภาพให้ครบทุกช่วงคือจังหวะก่อนที่เราจะซื้อที่เรามักนึกว่าเรากลัว ลังเลละล้าละลังจะซื้อดี ไม่ซื้อดี สำหรับบางคนก็ตัดสินใจด้วยความกลัว คือความทนไม่ได้ต่อภาวะกดดันจะไม่ซื้อก็กลัวเดี๋ยวหุ้นขึ้นซื้อไม่ทันจะพลาดโอกาสทอง จะซื้อก็กลัววิเคราะห์ผิดสุดท้ายก็ตัดสินใจหนีสภาพกดดันนั้นด้วยคำสั่งซื้อให้จบ ๆ กันไป ขณะที่อีกกลุ่มก็ตัดสินใจด้วยความโลภ วาดฝันถึงราคาซิลลิ่ง 5 วันติดก็มูมมามสั่งซื้อเสียเลย         และด้วยเพราะโลภว่าหุ้นตัวนั้นจะทำเงินให้เรา เราเลยไม่ได้วิเคราะห์ด้วยเหตุและผล จึงกล้าไปถึงบ้าที่จะตัดสินใจซื้อ ทางแก้ก็เช่นเดียวกันครับ นั่นคือการใช้สิ่งตรงข้ามกับความโลภคือการ “สละออก” หรือการ “ทำทาน”         เราได้ยินเสมอว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้” ซึ่งเป็นความจริงแม้แต่ในโลกของการเล่นหุ้นครับ         โลกการค้าปกติเราให้สินค้าที่ดีมีประโยชน์ เราย่อมได้ผลกำไรจากผู้ใช้หรือลูกค้าเรา         โลกหุ้น เราบริจาค หมั่นสละใจเราก็จะปลอดจากอคติ ทำให้เราสามารถตัดสินใจซื้อขายหุ้นได้อย่างที่ควรจะเป็น         การฝึกแผ่เมตตา และ การทำทานทำให้ปลอดจากกิเลสรุมเร้า ย่อมตัดสินใจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แล้วจะไม่ให้เราชนะในเกมหุ้นได้อย่างไรกัน ใครหวังพิชิตหุ้นก็มาปฏิบัติธรรม ทำทาน และมี เมตตา กันครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *