ภูเขาไฟ

        โลกใบนี้เต็มไปด้วยภัยพิบัติมากมาย ยิ่งปัจจุบันทั้งถี่และแรง         สาเหตุก็ดั่งที่ทราบคือมาจากฝีมือของมนุษย์เองที่ไปเบียดเบียนธรรมชาติ         หากเปรียบธรรมชาติเป็นคนก็คงเหมือนเป็นคนที่โดนคนอื่นโกงมาก ๆ พอมีจังหวะก็ขอชำระแค้น ขอคืนแบบทบต้น ทบดอก แต่หากมองในมุมความจริงธรรมชาติเขาก็เพียงแค่ปรับสมดุลให้ตัวเขาเองกลับมาเสถียรจากการที่คนไปทำเขาเอียงกะเท่เร่ไว้         และการปรับสมดุลนี้เองที่ทำให้เราต้องหวาดผวากับข่าวคลื่นยักษ์ น้ำป่าหลาก แผ่นดินไหว พายุถล่ม รวมถึงอีกภัยพิบัติที่แม้เป็นข่าวไม่เท่าประเภทอื่นแต่ระยะหลังรู้สึกจะมีถี่ขึ้นนั่นคือ “ภูเขาไฟระเบิด”         เคยคิดเล่น ๆ สงสัยว่าภูเขาไฟเขาเอาหินที่ร้อนจัดอุณหภูมิสูงยิ่งจำนวนมหาศาลมาผลักขึ้นฟ้าได้จากที่ไหน ส่วนตัวหินคงไม่ยากเพราะเห็นกันชัด ๆ อยู่ว่าหินนั้นก็มาจากใต้พื้นโลกที่เราอยู่อาศัยนี่เอง แต่ส่วนพลังงานความร้อนมหาศาลนี้จากทฤษฏีของนักวิทยาศาสตร์เขาก็บอกว่ามาตั้งแต่แรกเริ่มของการกำเนิดโลกที่เกิดพลังมหาศาลขึ้น เป็นพลังงานที่มากกว่าปัจจุบันนี้มากมายนัก มากและร้อนจนไม่อาจมีสิ่งมีชีวิตใด ๆ อาศัยอยู่ได้ จากนั้นก็โลกก็ค่อย ๆ เย็นลงมาเรื่อย ๆ เป็นล้าน ๆ ปีจนเย็นมามากพอที่ทำให้เกิดมนุษย์ และสัตว์ได้         อ่านแล้วก็อดนึกไม่ได้ว่ากว่าโลกจะปรับตัวจนสิ่งมีชีวิตอยู่ได้ก็เป็นล้านปีแล้วจักรวาลล่ะจะมีช่วงเวลายาวนานปานใด คิดแล้วก็ตกใจว่าโลกเล็ก ๆ ใบนี้แม้มีอายุไม่รู้กี่พันหมื่นล้านปีแต่ถ้าจะเทียบกับจักรวาลใหญ่ทั้งปวงก็คงถือเป็นเพียงวัยเด็กเล็ก หรือเต็มที่ก็แค่วัยรุ่น         แล้วมนุษยชาติล่ะ !         ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่แม้มีมาไม่รู้กี่ชั่วโครตแต่รวม ๆ แล้วก็แค่หลักพันปีที่เมื่อเทียบกับเวลาของจักรวาลก็ยังไม่อาจใช้คำว่าแบเบาะได้ด้วยซ้ำ หากอยากจะเรียกก็คงพอเปรียบได้ว่าเป็นเหมือนเพียงแค่ฟ้าแลบชั่วแปล็บ         แล้วกับชีวิตเราล่ะ !         ชีวิตมนุษย์ที่มีอายุเฉลี่ยกันไม่ถึงร้อยปีนี้ยิ่งมิเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของธรรมชาติเท่านั้นหรือ ชีวิตที่เป็นเพียงเศษธุลีของจักรวาลเท่านั้น แล้วเราจะเอาอะไรกับชีวิตกันหนักหนา         เขียนถึงตรงนี้นึกถึงชื่อเพลงที่มีผู้ร้องถวายสมเด็จพระสังฆราชที่ชื่อ “ชีวิตนี้น้อยนัก แต่สำคัญนัก” ชีวิตนี้น้อยนักเราจะเอาอะไรกับชีวิตมากมาย แต่ชีวิตนี้สำคัญนักเป็นจุดที่จะกำหนดทิศทางเดินในอนาคตข้างในอันยาวไกลของเรา เห็นข่าวภูเขาไฟระเบิดแล้วเลยมาถึงความปล่อยวางไปได้ครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *