รักบ้านเกิด

        รถติดเป็นเรื่องธรรมชาติ !         ประโยคข้างต้นมักใช้ในการเสียดสีสภาพการจราจรที่เป็นจราจลในกรุงเทพ เผิน ๆ ก็ฟังดูน่ารักดี แต่อีกมุมก็ต้องยอมรับว่าเป็นความจริง จริง ๆ คือจริงแท้เสมือนเป็นกฏของธรรมชาติกันเลยว่ากรุงเทพรถต้องติด         ใครที่อายุมากหน่อยคงยังจำได้ถึงช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤติฟองสบู่แตกว่ารถรานั้นติดสาหัสากรรจ์ขนาดไหนเคยจับเวลากันดูปรากฏว่าบางคนใช้ชีวิตในรถมากกว่าในบ้านเสียอีก และพอฟองสบู่แตกสถานการณ์ก็ดีขึ้นหน่อยถนนรับรถน้อยลงจากการที่ไม่มีการงานให้ต้องวิ่งวุ่นติดต่อกันระหว่างบริษัทมากเท่าเดิมแล้ว ยิ่งมาช่วงปีหลังที่มีระบบขนส่งชนิดรางเพิ่มขึ้นอาอีกสองระบบก็ช่วยให้การเดินทางบนถนนเมืองกรุงน่าอภิรมย์ขึ้น มาในระยะใกล้สักปีก่อนนี่แหละที่เริ่มเห็นแววว่าจราจรจะเริ่มกลับมาจราจลกันอีกครั้ง วันธรรมดารถเริ่มแน่นขึ้น ช่วงไหนมีเหตุการณ์พิเศษเช่นงานใหญ่ของห้างใหญ่ หรืองานโชว์ใหญ่ ถนนอันเป็นเหมือนเส้นเลือดของเมืองหลวงนี้แทบเป็นอัมพาตกันเลย         นั่นเป็นเรื่องที่น่ากลัวเพราะเป็นสัญญาณว่ากรุงเทพยังขยายตัวไม่หยุด ถนนทุกสายยังมุ่งหน้าเข้าเมือง หัวใจของด้านต่าง ๆ เศรษฐกิจ การปกครอง สาธารณสุข การศึกษาล้วนยังกระจุกตัวที่นี่ อันเป็นภาพชัดของคำว่า รวยกระจุก จนกระจาย การเงิน การค้ามาสุมกันรวยอยู่จุดเดียวนี้ขณะที่รอบนอกออกไปเต็มไปด้วยการกระจายของความขัดสน ความขาดแคลน และเมื่อทุกสิ่งประดังกันเข้ามาทำให้โครงสร้างพื้นฐานเริ่มที่จะไม่สามารถรองรับได้         วิธีแก้ไขคงไม่ใช่การขยายระบบขนส่งออกไปอีก ซึ่งเรื่องนั้นแม้เป็นเรื่องภาคบังคับที่ต้องทำอยู่แล้วแต่ไม่สามารถใช้เป็นวิธีแก้ปัญหานี้ได้ เพราะเป็นการแก้ไม่ตรงจุด เหมือนปวดก็กินยาพารามันบรรเทาอาการได้เพียงครู่แต่สมมติฐานเหตุของโรคยังไม่ถูกกำจัด และเหตุของโรคร้ายโรคนี้ก็คือ “ค่านิยม” หรือ “สำนึก” ครับ         ต่อให้คุณกระจายสิ่งต่าง ๆ ไป ส่งเสริมด้วยข้อเสนอพิเศษทางภาษีหรืออะไรเข้าไปก็ตาม แต่หากยังไม่สามารถสร้างจิตสำนึกของการรักบ้านเกิดขึ้นมาได้สภาพรวยกระจุก จนกระจายนี้ก็จะยังอยู่ในประเทศไทยเรา         บางท่านอาจแย้งว่าที่จริงทุกคนก็อยากอยู่บ้านอยู่แล้วแต่สภาพแวดล้อมต่างหากที่บีบบังคับให้เขาต้องมาเสี่ยงโชค ผจญภัยในเมืองหลวง ผมว่านั่นเป็นส่วนเดียวครับ ส่วนเล็กด้วย เพราะหากสาวให้ดีที่ว่ามานั้นก็เริ่มมาจากค่านิยมอยู่นั่นเอง ค่านิยมที่จะต้องมีชีวิตศิวิไลซ์ (ในแบบแสง สี เสียง) มีเครื่องอำนวยความสะดวกเท่าเทียมชาวบ้าน มี… มี…. และมี…… นั่นแหละครับคือเหตุผลักดันให้ต้องดิ้นรนเข้ามาแสวงหา หากปรับพื้นตรงนี้ได้เหตุผลหลักก็ลดลงเพราะลำพังการเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนั้นบรรพบุรุษเราท่านก็ทำให้เห็นมาตลอดว่าต่อให้ไม่มีปุ๋ยเคมี รถแทรกเตอร์ท่านก็เลี้ยงคนทั้งครอบครัวได้ แต่มาสมัยนี้ด้วยค่านิยมที่ผิดไปทำให้เราเลือกเส้นทางที่คลาดและเดินไปทางที่พลาด         ไม่ได้บอกว่าอยู่บ้านแล้วจะเจริญเท่านะครับ แต่บอกว่าหากพื้นดีแล้วบวกด้วยสำนึกรักถิ่นฐานช่วยกันพัฒนาบ้านเกิด ชุมชนตน ผมมั่นใจว่าทุกตารางนิ้วในประเทศจะเป็นแดนศิวิไลซ์สำหรับทุกคน         อาจต้องใช้เวลาแต่สำเร็จแน่ มีตัวอย่างชัด ๆ ชัดที่สุดก็ฟุตบอลไทยนั่นไงครับ ล้มลุกคลุกคลานกันหลายสิบปีกับฟุตบอลอาชีพ สุดท้ายเมื่อสามารถปลุกความรู้สึกร่วมของพื้นถิ่น ของชุมชนได้ มีฐานแฟนของทีม คราวนี้ก็โตแบบก้าวกระโดดเลยซิครับ มีความผูกพันธ์ มีความช่วยเหลือ มีการร่วมพัฒนา หรือในแบบที่ไม่น่าเอาอย่างแต่ก็เป็นการสะท้อนถึงความผูกพันธ์คือถึงขั้นมีการแค้นเคือง โมโหโกธากัน ความสัมพันธ์เช่นนี้แหละครับถึงจะสร้างทีมฟุตบอลได้จริง เช่นเดียวกับความสัมพันธ์เยี่ยงนี้ถึงจะสร้างชุมชนได้จริง         แต่เมื่อไหร่ที่ทุกคนมีค่านิยมฟุ้งเฟ้อส่วนตัว เมื่อนั่นทุกคนจึงวิ่งไปแสวงหาเพื่อตอบสนองความต้องการนั้น นั่นคือการทิ้งบ้านเกิด เข้ามาเสี่ยงโชคอย่างที่เกิดขึ้น อยากให้ชุมชนเราพัฒนาอย่างทีมฟุตบอลอาชีพ เราต้องเริ่มที่จิตสำนึก “รักบ้านเกิด” กันครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *