วันสำคัญ

        วันสำคัญมีมากมาย         แต่เรามักจำได้แต่เฉพาะวันสำคัญที่เราได้หยุด หรือที่เรียกว่าวันนักขัตฤกษ์ ส่วนที่จำได้เพราะได้หยุดไประลึกถึงความสำคัญของวันนั้น หรือเพราะได้หยุดเพื่อไปเที่ยวเตร่ตามอัธยาศัยนั้นไม่อาจทราบได้ แม้ลึก ๆ ในใจแล้ว(ไม่) อยากจะเชื่อว่าเป็นด้วยเหตุผลหลังเสียล่ะมากกว่า         วันสำคัญล่าสุดขณะที่ผมเขียนต้นฉบับบทนี้ เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่เป็นวันสำคัญประจำปีที่ปีนี้พิเศษเพราะเป็นปีที่เราเรียกว่าครบรอบ 2600 ปีแห่งการชนะมารของพระพุทธเจ้า หรือพุทธชยันตี นั่นคือวันวิสาขบูชา         แต่น่าเศร้าที่แม้จะเป็นวันสำคัญใหญ่ของชาวพุทธ รวมทั้งของชาวโลกแต่กลับมีชาวพุทธ(ตามทะเบียนบ้าน)ในประเทศพุทธอย่างประเทศไทยเรามีคนหยุดเที่ยวเตร่ในวันสำคัญนี้โดยไม่ทราบความหมายของวันนั้นเลย หากเขียนหรือบ่นต่อไปคงจะยาวและน่าเบื่อเพราะผมบ่นเรื่องนี้มานานน่าจะเกิน 10 ปีได้ล่ะมัง ดังนั้นบทนี้จึงขอข้ามเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นนี้ไปก่อน มาพูดถึงวันสำคัญอีกวันที่ถัดจากวันวิสาขบูชานี้นั่นคือวันที่ 5 มิถุนายนที่ทุกวันนี้ของทุกปีเราถือว่าเป็น “วันสิ่งแวดล้อมโลก”         หากใครไม่ทราบก็ไม่แปลกเพราะวันนี้ไม่ได้เป็นวันหยุด แถมกระแสสื่อก็ไม่ได้โหมรุกอะไรมาก จะทราบได้ก็ต้องเป็นจังหวะพอดีได้ฟังข่าวแทรก หรือสกู๊ปพิเศษสั้น ๆ ในวันนั้น แต่ด้วยส่วนตัวเห็นว่าวันนี้เป็นวันสำคัญยิ่งอีกวันหนึ่งจึงขอนำมาขยายย้อนหลังต่อเสียหน่อยนะครับ         จากวันวิสาขะหรือจะเรียกว่าเป็น “วันสิ่งแวดล้อมจิต” ก็พอได้ มาถึงวัน “สิ่งแวดล้อมโลก(กาย)” นี้มีความเกี่ยวข้องกันโดยอาจไม่ได้ตั้งใจ เพราะเราจะดูแลใจให้สะอาด บริสุทธิ์ไม่ได้เลยหากสภาพโลกเรายังย่ำแย่ขนาดนี้ และกลับกันเราจะดูแลสิ่งแวดล้อมทางกายภาพให้เรียบร้อยไม่ได้เลยหากใจเราเองเรายังรักษาไว้ให้สะอาดไม่ได้ เรียกว่าสิ่งแวดล้อมนี้เป็นทั้งเหตุ และเป็นทั้งผลของการทำใจให้สะอาดก็ไม่ผิด ใจดีสิ่งแวดล้อมก็ดี สิ่งแวดล้อมดีใจก็ดี         เป็นเสมือนของคู่กัน เรารู้ เราเชื่อ แต่เราไม่ค่อยทำสิ่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากนัก ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะเราไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร นึกถึงการรักษ์โลกก็นึกถึงแต่การปลูกต้นไม้ การเก็บขยะ ซึ่งต้องใช้เวลาเฉพาะในกาค แสดงออกทำให้หลายคนแม้ใจจะใช่แต่พอขาดการชี้นำ แนะนำ หรือกระตุ้นอย่างเหมาะสม เวลาก็พาให้ความตั้งใจดีนั้นสลายหายไปได้ช่นกัน         แต่สำหรับปีนี้ผมประทับใจเหลือกินครับ กับสโลแกนรณรงค์รักสิ่งแวดล้อมในวันสิ่งแวดล้อมโลกที่ออกมานั่นคือ กินข้าวหมดจาน ดื่มน้ำหมดแก้ว         เรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัวมาก ไม่มีใครไมีกินข้าว ไม่มีใครไม่ดื่มน้ำ เราดื่มกินกนทุกวันในแทบจะทุกเวลา หากเรามีสำนึกรักธรรมชาติ ไม่เบียดเบียนธรรมชาติโดยไม่จำเป็น อยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตรที่สุด เช่นนี้จะทให้ธรรมชาติอยู่ข้างเราได้นานขึ้น คอยช่วยเหลือเราให้อยู่บนโลกที่มีสมดุลได้มากที่สุด         และการกระทำนี้ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ไม่ต้องหาซื้อต้นกล้าไปปลูก ไม่ต้องเสียค่าเดินทางลางานไปทำ แค่เพียงเราตั้งตนอยู่ในวิถีของผู้มีวุฒิภาวะทำ ใช้ บริโภคเท่าที่จำเป็นและด้วยความคุ้มค่าสูงสุดเพียงเท่านี้โลกเราจะน่าอยู่ขึ้นมากแล้ว         และไม่เพียงการเบียดเบียนจะน้อยลงแต่สิ่งนึกที่ได้จากการรณรงค์นี้จะแพร่กระจายไปยังเริ่องอื่น ๆ ในชีวิตเราด้วย จะกลายเป็นฐานที่แข็งแกร่งให้เรายืนอย่างมั่นคงสามารถป็นหลักพัฒนาสังคม ๆ ได้ต่อไป         ฉบับนี้ผมไม่แขวะไปยังการกินแบบบุฟเฟต์เพราะเขียนไปหลายรอบแล้ว ขอมาสร้างด้านดีนี้กันคือช่วยรณรงค์ กินข้าวหมดจาน ดื่มน้ำหมดแก้วนี้ต่อไปแม้จะเลยวันสิ่งแวดล้อมโลกมาแล้ว ก็เราอยู่กับสิ่งแวดล้อมทุกวันก็ต้องรักเขาทุกวันซิครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *