เคาะสนิมแค้น

10 ปีแก้แค้นก็ยังไม่สาย ! วลีอมตะจากภาพยนตร์จีนกำลังภายในวลีนี้เป็นที่นิยมใช้กันมาก มีทั้งแบบที่ใช้กันเล่น ๆ เวลาแกล้งเพื่อนที่อาจมีความหลังกันมา มีทั้งแบบที่ใช้จริงคือเก็บความแค้นไว้รอวันชำระกันจริง ๆ แต่ครั้นอายุมากขึ้นการคิดชำระแค้นคู่อาฆาตก็ค่อย ๆ ซาไป แต่การไม่คิดเอาคืนสำหรับบางคนนั้นนั้นมิได้หมายความว่าปล่อยวางได้จริง หรือมีความเข้าใจโลกที่มากขึ้นเลยทำให้เรื่องที่วัยเด็กเคยเป็นเรื่องใหญ่ชนิดยอมกันไม่ได้แปรเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่เป็นเพียงเพราะชีวิตต้องวุ่นวายกับหน้าที่การงาน ต้องหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวประกอบกับไม่ได้มีเหตุให้ต้องเจอคู่ปรับเก่า ความคิดแค้นจึงไม่เกิดเท่านั้น แต่ครั้นพออายุเข้าเกณฑ์เกษียณมีเวลาว่างมากเลยมีบางคนกลับไปขุดคุ้ยเรื่องในอดีตขึ้นมาเคืองต่อ บ้างหมกหมุ่นอยู่กับการย้ำแค้นจนไฟเผาใจตัวร้อนยิ่งกว่าสมัยเกิดเรื่องเสียอีก จนแทนที่ชีวิตหลังเกษียณจะมีความสุขจากความว่างไม่ต้องเครียดเรื่องงานกลายเป็นความสุกจากเพลิงโทสะจากการคิดแค้นนี้ไปเสีย ทั้งที่ก็มักจะได้ฟังพระท่านเทศน์บ่อย ๆ ถึง “อภัยทาน” ซึ่งเป็นยอดแห่งทานที่สามารถทำได้ในทุกเวลา แค่เพียงคราใดที่มีโทสะ ความเคียดแค้นต่อใครเกิดขึ้นในใจก็เพียงสละโทสะนั้นทิ้งออกไปเท่านั้นก็เท่ากับได้สร้างบุญใหญ่อันใหญ่หลวงที่จะส่งผลให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองเต็มไปด้วยความสุขแต่กลับกันหากรังแต่จะหวงแหนความโกรธ เกลียดชัง ยังรักษาความอาฆาต พยาบาทไว้ในใจ จะทำให้ชีวิตย่ำแย่มีแต่นำมาซึ่งสารพัดภัยร้ายมาสู่ตน ยิ่งหากจิตสุดท้ายแห่งชีวิตเต็มไปด้วยเพลิงโทสะก็อาจเป็นเชื้อพาตนไปสู่ขุมนรกได้ แต่ทั้งที่รู้ทั้งคุณ รู้โทษกันดีก็ยังมีหลายคนที่เลือกที่จะปฏิเสธการให้ทานชนิดนี้ หรือจะพูดอีกนัยคือบางคนสมัครใจที่จะยังเปิดประตู่สู่นรกของตนให้อ้าค้างไว้ ก็ลองสำรวจดูครับว่าใลเรายังเปิดประตูนรกไว้รอตนเองอยู่ไหม หากยังเปิดอยู่ก็ควรรีบปิดเสีย “ก็ประตูมันขึ้นสนิมไปแล้ว ปิดไม่ลงน่ะ” บางท่านอาจแค้นจัดจนเปรียบเปรยการอภัยไม่ได้ของตนว่าเหมือนประตูมันขึ้นสนิม ก็ไม่เป็นไรครับวันนี้ผมมีวิธีเคาะสนิมมาฝาก วิธีก็ไม่ยากเลยขอเพียงมีความกล้าเสียหน่อย เริ่มจากลองนึกถึงคู่ปรับในอดีตเบอร์ท้าย ๆ ขึ้นมาแล้วลองสังเกตใจตัวเองดูว่าตอนใจมันเต็มไปด้วยความแค้นนั้นสภาพมันเป็นเช่นไร เราชอบใจในสภาพนั้นหรือไม่ จากนั้นก็ลองกล้ากัดฟันกล่าวอโหสิให้เขาไป ให้อภัยในความเลวร้ายที่เขาทำกับเรานึกเสียว่าอีกไม่นานก็จะจากกันไปแล้ว ไม่รู้จะได้เจอกันอีกไหม อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยวางไป อาจใช้การคิดดีช่วยเสริมว่าที่เขาทำกับเราอย่างเลวร้ายนั้นก็ด้วยความไม่รู้ของเขา ด้วยความประมาท หลงผิด เราไม่ควรที่จะทำร้ายเขาต่อด้วยการผูกเวร ควรเป็นผู้ใหญ่ให้สมวุฒิภาวะดึงเขาขึ้นมาจากปลักตมนั้น และเมื่อปล่อยวางได้บ้างแล้วคราวนี้ก็ให้ลองสังเกตตัวเองอีกครั้งโดยให้เปรียบเทียบกับสภาพเมื่อก่อนปล่อยความแค้นนั้น รับรองครับว่าทุกคนจะต้องพึงพอใจกับใจที่อภัยแล้วของตนมากกว่าแน่ เพราะสภาพที่เบาสบายแทบเหมือนจะลอยได้นั้นเป็นภาวะอันน่าอภิรมย์กว่าสภาพบีบอัดเป็นลูกระเบิดรอเวลาระเบิดเป็นไหน ๆ ใครเคยให้อภัยคนที่ทำไม่ดีต่อตนได้ คน ๆ นั้นก็จะทราบเลยว่าวินาทีที่ใจอภัยอย่างแท้จริง ได้ปลดปล่อยความเคียดแค้นต่าง ๆ ที่สะสมมาได้อย่างหมดสิ้นแล้วนั้น ใจจะสูงขึ้นอย่างฉับพลัน เหมือนโลกตรงหน้าแปรเปลี่ยนไปในด้านดีในทันที ซ้ำยังเหมือนเห็นอนาคตต่อภาคหน้าว่าชีวิตจะมีแต่เจริญรุ่งเรืองขึ้น ณ วินาทีที่ให้อภัยได้นั้นเอง จนหลายคนตำหนิตัวเองกันเลยว่า เหตุใดถึงได้โง่ถ่วงเหนี่ยวตัวเองไว้กับเพลิงแค้น แทนที่จะทะยานขึ้นฟ้ากลับมาถูกผูกติดกับมูลดินเช่นนี้ เมื่อจิตได้รับผลเป็นความสุขจริงจากการให้อภัยนี้ คราวนี้จิตจะยอมเชื่อได้ง่ายขึ้นว่าการอภัยนั้นดีจริง ก็เริ่มไล่ลำดับคู่แค้นเบอร์ถัด ๆ ไปขึ้นมา ทำแบบเดียวกันคือกล่าวอโหสิ เลิกผูกโกรธ เลิกจองเวรกับเขาทำเช่นนี้กับคู่แค้นของเราไล่ไปทีละคน ทำไปสังเกตุใจที่สุขขึ้นเรื่อย ๆ นั้นไป จนถึงคู่แค้นอันดับหนึ่งที่อาจจะอภัยยากหน่อยทำให้อาจทำไม่สำเร็จในครั้งแรกก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะเป็นเรื่องปกติเราไปผู้โกรธอย่างเหนียวแน่นมานานจะให้นึกปุ๊บ อภัยได้ปั๊บก็อาจเกินกำลัง ก็อาศัยความอดทนวันนี้ไม่ปล่อย พรุ่งนี้ลองใหม่ ทำแบบเดิมค่อย ๆ ไล่จากคนที่ทำง่ายขึ้นมาให้จิตได้เรียนรู้คุณค่าของการอภัยให้ชัดมาจนถึงคู่แค้นหลัก ทำทุกวัน ๆ มั่นใจได้ว่าไม่นานเกินไปเราจะสามารถให้อภัยเขาได้จริง ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึงอาจเรียกได้ว่าเราได้ชีวิตใหม่เลยทีเดียว เป็นชีวิตที่รุ่งโรจน์เพราะไม่มีตุ้มแค้นมาผูกถ่วงจิตเอาไว้ ท้าพิสูจน์ครับ ! นั่นคือการปิดหนึ่งในประตูสู่นรก และให้ดี ให้ประเสริฐแก่ตัวเราเองถึงขีดสุดก็ลงกลอนประตูเสียด้วย เมื่ออภัยได้แล้วก็ถือโอกาสสร้างบุญเพิ่มด้วยการแผ่เมตตาให้คู่แค้นของเราที่กลายเป็นอดีตไปแล้วนั้นเสียเลย ใจเราที่เบาดุจเทวดาแล้วจะเลื่อนระดับไปอีกขั้นกลายเป็นจิตแห่งพรหมที่อิ่มและเต็มสุขยิ่งกว่า “ลำพังอภัยแก่คนที่ทำเลวกับเราก็ยากแล้วจะให้เมตตาด้วยไหวหรือ” ไหวซิครับ หากทำแล้วคาใจอย่างไรก็เพียงลองนึกถึงพระพุทธเจ้าของเราดู ว่าแม้ท่านจะโดนพระเทวทัตทำร้ายมาตลอดแค่ไหนแต่ท่านยังมีเมตตาให้พระเทวทัตไม่ต่างจากพระราหุลลูกชายของพระองค์ น้อมนำเมตตาไม่มีประมาณของพระองค์มาสู่เราด้วยครับ เพราะอานิสงส์จากการแผ่เมตตานี้จะยิ่งเติมเต็มชีวิตได้ขึ้นไปอีกมากมายหลายประการดั่งในเมตตาสูตรที่กล่าวถึงผลของเมตตาไว้ว่าจะทำให้ ตื่นก็เป็นสุข หลับก็เป็นสุข ไม่ฝันลามก เป็นที่รักของมนุษย์ และอมนุษย์ เทวดารักษา ภัยตรายไม่กล้ำกลาย จิตตั้งมั่นเร็ว สีหน้าผ่องใส ไม่ตายด้วยความหลง และสุดท้ายหากยังไม่ถึงฝั่งนิพพานก็จะได้เป็นพรหม เห็นไหมครับมีแต่เรื่องดี ๆ ให้กับผู้เจริญเมตตาที่ไม่เพียงสามารถประกันความสุขในชาตินี้ได้ ยังสามารถประกันความสุขในชาติหน้าได้อีกด้วยครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *