แซมเบีย ดินแดนที่ธรรมชาติและหัวใจหลอมรวมกัน

 

แซมเบีย ดินแดนแห่งสายน้ำและวิญญาณแห่งแอฟริกา

การเดินทางคือครูผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยใช้กระดานดำหรือบทเรียนสำเร็จรูป Explore World Explore Mind จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำ แต่เป็นประสบการณ์ตรงที่ระเบิดออกมาว่า ทุกเส้นทางที่ก้าวไปไม่ว่าจะไกลหรือใกล้ล้วนเปิดประตูสู่การเรียนรู้ทั้งสองด้าน ทั้งโลกภายนอกที่กว้างใหญ่ และโลกภายในที่ยังรอการค้นพบ บางครั้งสิ่งที่ได้จากการออกเดินทางไม่ใช่เพียงภาพถ่ายหรือของที่ระลึก หากแต่เป็นมุมมองใหม่ที่ส่องสะท้อนกลับมายังตัวเราเอง

.

แซมเบีย… ชื่อที่อาจไม่คุ้นหูสำหรับนักเดินทางชาวไทย แต่ประเทศเล็ก ๆ แห่งแอฟริกาตอนใต้แห่งนี้ กลับซ่อนมหัศจรรย์ของธรรมชาติและเรื่องราวมนุษย์ไว้อย่างยิ่งใหญ่ ดินแดนที่แม่น้ำซัมเบซีหล่อเลี้ยงทั้งผู้คนและสัตว์นานาชนิด ดินแดนที่น้ำตกวิกตอเรียส่งเสียงดังก้องราวเสียงคำราม ทั้งหมดนี้คือฉากหลังที่ทำให้การเดินทางที่นี่เป็นประสบการณ์ที่เรียกให้หัวใจผู้มาเยือนเต้นแรง

เมื่อเครื่องบินที่มีต้นทางจากรวันดาค่อย ๆ ลดระดับลงเหนือกรุงลูซากา เมืองหลวงอันวุ่นวายกับชีวิตสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังคงกลิ่นอายการต่อสู้เพื่อเอกราชในอดีต สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือบทนำของการผจญภัยครั้งใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้น เส้นทางนี้จะพาผู้เดินทางออกจากเมืองสู่ทุ่งหญ้า ลัดเลาะสู่แม่น้ำ และจบลงที่ผืนม่านน้ำขนาดยักษ์ที่ครอบคลุมสองประเทศ คือแซมเบียและซิมบับเว

.
.

การเดินทางเข้าแซมเบีย คนไทยสามารถยื่นขอวีซ่าได้สะดวกทั้งแบบ Visa on Arrival ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือยื่นล่วงหน้าผ่านระบบ e-Visa ออนไลน์ แต่สิ่งที่อยากให้เตรียมใจไว้คือขั้นตอนของ ตม. ที่นี่ค่อนข้างแปลกและอาจสร้างความกังวลได้บ้าง แม้ผมจะมีประวัติการเดินทางที่ดี ตอบคำถามได้ครบถ้วน แต่กว่าจะผ่านก็ไม่ง่ายนัก จนอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นเพียงความเข้มงวดหรือมีนอกมีในแอบแฝงอยู่หรือไม่ อย่างไรก็ดี สุดท้ายก็ผ่านมาได้ตามปกติ เพียงแต่เสียเวลาไปพอสมควร

สิ่งที่อยากฝากถึงนักเดินทางคือ เตรียมเอกสารให้พร้อม ชัดเจนในวัตถุประสงค์การมาเที่ยว และอย่าตระหนกหากเจอคำถามหรือท่าทีที่ไม่ปกติ จงยืนหยัดในเจตนาของเราอย่างสุภาพและหนักแน่น ที่สำคัญคืออย่าให้ความสับสนหรือแรงกดดันใด ๆ ทำให้เรายอมก้าวออกนอกระบบ และเหนือสิ่งอื่นใด ความปลอดภัยของตัวเองต้องมาก่อนเสมอ

.
.

ลูซาก้า เมืองหลวงของแซมเบีย อาจไม่ใหญ่โตเท่าโจฮันเนสเบิร์กในแอฟริกาใต้ หรือไนโรบีแห่งเคนยา แต่ก็มีเสน่ห์คึกคักในแบบของตนเอง ถนนสายหลักแน่นขนัดไปด้วยรถยนต์ทั้งใหม่และเก่าปะปนกัน ส่วนใหญ่เป็นรถรุ่นเก่าที่แล่นฝ่าความร้อนและฝุ่นควันโดยแทบไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ ผู้คนยังคงใช้ชีวิตอย่างไม่สะทกสะท้าน แผงลอยขายผลไม้ เนื้อสัตว์ และของพื้นเมืองประปรายสองข้างทาง เสียงบีบแตรผสมกับเสียงตะโกนเรียกลูกค้าของคนขายของตามแยกจราจร กลายเป็นจังหวะชีวิตที่ทำให้ลูซาก้าแตกต่างและมีชีวิตชีวาในแบบเฉพาะตัว

ลึกลงไปใต้ภาพถนนคึกคักกับเสียงแตร ลูซาก้ามีชั้นดินประวัติศาสตร์ที่เก่ากว่านั้นมาก หลักฐานการอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ย้อนไปได้ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 6 และมีร่องรอยชุมชนในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ก่อนที่ผู้คนเผ่าเลนเจและโซลีจะเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างเด่นชัดราวคริสต์ศตวรรษที่ 17–18

ภูมิประเทศที่เป็นที่ราบสูงตอนใต้ของที่ราบมัธยประเทศ (central plateau) ทำให้ที่นี่เป็นจุดผ่านของผู้คนและสินค้าแต่โบราณกาล เมื่อจักรวรรดิอังกฤษเข้ามาจัดระเบียบพื้นที่ปลายศตวรรษที่ 19 บริษัทบริติชเซาท์แอฟริกัน (BSAC) ที่ได้รับพระบรมราชานุญาตจากราชินีวิกตอเรียเป็นผู้ผลักโครงการรถไฟสายเคปถึงไคโรขึ้นมา เมืองลูซากาในสมัยใหม่จึงถือกำเนิดในปี 1905 ในฐานะ “สถานีเติมน้ำ” ให้หัวรถจักรไอน้ำและได้ชื่อตามหัวหน้าเผ่าเลนเจชื่อ “ลูซากา/ลูซาคา” ก่อนจะค่อย ๆ ขยายเป็นศูนย์กลางค้าขายของชาวอาฟรีคานเนอร์ที่เข้ามาทำไร่ ทำฟาร์มในละแวกนี้

.
.

เดิมเมืองหลวงของนอร์เทิร์นโรดีเซียอยู่ที่ลิฟวิงสโตน แต่ในทศวรรษ 1930 รัฐบาลอาณานิคมอังกฤษเห็นว่าตำแหน่งนั้นไกลศูนย์กลางเศรษฐกิจมากไปจึงตัดสินใจย้ายเมืองหลวงขึ้นมาตรง “สี่แยก” เส้นทางหลัก—ถนนสายเหนือ–สายตะวันออก และแนวรถไฟ

ลูซากาได้รับเลือกในปี 1935 พร้อมแผนผังเมืองใหม่โดยทีมวางผังจากลอนดอน เมืองเริ่มเติบโตด้วยอาคารราชการ ย่านที่อยู่อาศัย และ Government House อันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐสมัยนั้น การย้ายเมืองหลวงทำให้ลูซากาเปลี่ยนสถานะจากจุดแวะทางรถไฟเป็นจุดหลักสำคัญของดินแดน

.

แต่ในปี 1953 ลอนดอนผลักดันการรวมดินแดนเป็น “สหพันธรัฐโรดีเซียและนายาซาแลนด์” รวบซาเธิร์นโรดีเซีย (ซิมบับเว), นอร์เทิร์นโรดีเซีย (แซมเบีย), และนายาซาแลนด์ (มาลาวี) เข้าไว้ด้วยกัน เมืองหลวงระดับ “สหพันธรัฐ” ไปอยู่ซอลส์บรี (ฮาราเร) ทำให้ลูซากาเสียศูนย์บางส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐและธุรกิจหลายส่วนไหลไปสู่ศูนย์กลางใหม่ เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมแรงสั่นสะเทือนจากราคาทองแดงตกต่ำในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ทั้งหมดนี้ยิ่งเร่ง “คำถามเรื่องอำนาจและความเป็นธรรม” ในหมู่ชาวแอฟริกันมากขึ้น

.
.

ในเชิงสังคมการเมือง ลูซากาเป็นเตาหลอมความคิดของคนงาน ครู เสมียน และผู้นำท้องถิ่นที่รวมตัวกันตั้ง “สมาคมสวัสดิการ” ตั้งแต่ทศวรรษ 1940 ก่อนจะพัฒนาเป็น “สภาแห่งชาตินอร์เทิร์นโรดีเซีย” (Northern Rhodesia Congress) ในปี 1948 ภายใต้บทบาทของก๊อดวิน มบิคุสิตา เลวานิกา ต่อมาแปรสภาพเป็น “แอฟริกัน เนชันนัล คองเกรส” สายนอร์เทิร์นโรดีเซีย โดยมีแฮร์รี นคุมบูลาเป็นผู้นำ ขบวนการนี้ค่อย ๆ ก้าวจากข้อเรียกร้องสวัสดิการสู่การเมืองเต็มตัว พร้อม ๆ กับการก้าวขึ้นมาของเคนเน็ธ คาอุนดา ซึ่งจะแยกตัวไปตั้งพรรค UNIPในเวลาต่อมา

.

ช่วงต้นทศวรรษ 1960 ลูซากาเป็นเวที “อารยะขัดขืน” และการเจรจารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จนปลายทางของสหพันธรัฐยุติลงปลายปี 1963 และ “นอร์เทิร์นโรดีเซีย” ประกาศเอกราชเป็น “สาธารณรัฐแซมเบีย” เมื่อ 24 ตุลาคม 1964 โดยมีคาอุนดาเป็นประธานาธิบดีคนแรก เมืองหลวงก็คือลูซากา เมืองที่ครั้งหนึ่งเป็นเพียงจุดเติมน้ำให้รถไฟ

เพื่อฝังความทรงจำการต่อสู้นั้นลงในแผ่นดิน กลาง Independence Avenue จึงมี อนุสาวรีย์เสรีภาพ บุรุษยกแขนหักโซ่ตรวน ที่ถูกสั่งสร้างโดยประธานาธิบดีคาอุนดาในปี 1974 ครบรอบ 10 ปีเอกราช ฝีมือประติมากรอังกฤษ เจมส์ บัตเลอร์ และมักเชื่อมโยงกับเรื่องเล่าของ “แซนโก มปุนดู มูเทมโบ” นักสู้เอกราชที่ถูกสั่งให้ “แกะโซ่ให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะถูกยิง” ภาพชายหักโซ่จึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของการปลดแอกและการระลึกถึงผู้สละชีพ ทุกวันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งเป็น Africa Day ผู้คนจะมารวมตัววางพวงมาลา และรูปปั้นนี้ยังไปปรากฏบนธนบัตรควาชาของประเทศด้วย

.
.

บทบาทของลูซากาหลังเอกราชไม่ได้หยุดอยู่เพียงภายในพรมแดน ปี 1969 ที่นี่เป็นเจ้าภาพ “สมัชชาสุดยอดเอเชีย–แอฟริกาตอนกลาง” ที่ออกแถลงการณ์ลูซากา (Lusaka Manifesto) เสนอแนวทางจัดการปัญหาแอฟริกาตอนใต้ด้วยการเจรจาและหลักสิทธิมนุษยชน เอกสารนี้ต่อมาถูกองค์การสหประชาชาตินำไปรับรอง และทำให้ชื่อ “ลูซากา” ปรากฏบนสิ่งพิมพ์การทูตระหว่างประเทศนับแต่นั้น

พร้อมกันนั้นลูซากายังกลายเป็น “เมืองหลวงพลัดถิ่น” ของขบวนการปลดปล่อยหลายองค์กร โดยเฉพาะสภาแห่งชาติแอฟริกัน (ANC) ของแอฟริกาใต้ ที่ย้ายสำนักงานใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1970–80 มาตั้งที่นี่ ขณะที่ SWAPO (นามิเบีย) และ ZAPU (ซิมบับเว) ก็ใช้แซมเบียเป็นฐานสนับสนุนการยืนเคียงข้าง

ขบวนการปลดปล่อยเหล่านี้ทำให้แซมเบียถูกตอบโต้จากระบอบเชื้อชาติ (apartheid) และรัฐบาลขาวของโรดีเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แซมเบียจึงถูกนับเป็นหนึ่งใน “รัฐแนวหน้า” (Frontline States) ที่แบกรับภารกิจของภูมิภาคทั้งในทางการทูตและความมั่นคง

.
.

หากเรื่องราวที่เล่ามาคือภาพของแซมเบียในอดีต สำหรับปัจจุบัน ประเทศนี้กลับถูกจดจำในฐานะบ้านเกิดของบุคคลที่สร้างชื่อเสียงให้โลกได้รู้จัก และทำให้ชื่อ “Zambia” ถูกรู้จักมากขึ้นในเวทีนานาชาติ

หนึ่งในนั้นคือ คาลูช่า บวัลยา (Kalusha Bwalya) อดีตกัปตันทีมชาติแซมเบีย ผู้ก้าวขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของฟุตบอลแอฟริกาใต้ เขาคือหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนของทวีปที่ได้สร้างชื่อในลีกยุโรป โดยเฉพาะกับสโมสรในเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม ผลงานอันโดดเด่นทำให้เขาได้รับรางวัล African Footballer of the Year ในปี 1988 และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนจำนวนมากที่ฝันอยากจะใช้ฟุตบอลเปลี่ยนชีวิตตนเอง

.

เรื่องราวของ คาลูช่า บวัลยา ยิ่งทรงพลังเมื่อย้อนมองโศกนาฏกรรมปี 1993

คืนวันที่ 27 เมษายน 1993 ทีมชาติแซมเบียชุดที่ถูกยกให้เป็นกลุ่มนักเตะพรสวรรค์ที่สุดรุ่นหนึ่งของทวีป เดินทางด้วยเครื่องบินลำเลียงของกองทัพอากาศแซมเบียแบบ De Havilland Canada DHC‑5D Buffalo มุ่งหน้าไปดาการ์ เซเนกัล เพื่อทำศึกคัดเลือกฟุตบอลโลก 1994 เส้นทางบินวางจุดแวะเติมน้ำมันไว้หลายช่วง ระหว่างทางมีการบันทึกปัญหาเครื่องยนต์ตั้งแต่หยุดที่บราซซาวิลล์ สาธารณรัฐคองโก ก่อนที่เครื่องจะขึ้นจากลิเบรอวิลล์ กาบอง ในเวลากลางคืนและเกิดเหตุร้ายเพียงไม่กี่นาทีต่อมา อุบัติเหตุตกนอกชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ห่างฝั่งราว 500 เมตร คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 30 คน รวมถึงผู้เล่นทีมชาติ 18 คน สตาฟฟ์โค้ช เจ้าหน้าที่สมาคม และลูกเรือทหารอากาศโดยไม่มีผู้รอดชีวิตเลยสักคนเดียว

รายงานการสืบสวนของทางการกาบองระบุสาเหตุโดยตรงว่าเกิดไฟไหม้และความขัดข้องที่เครื่องยนต์ซ้าย หลังจากนั้นนักบิน ซึ่งมีอาการอ่อนล้าจากภารกิจบินก่อนหน้า ปิดเครื่องยนต์ขวาที่ทำงานปกติด้วยความเข้าใจผิด ทำให้เครื่องสูญเสียกำลังทั้งหมดขณะไต่ระดับและตกทะเล รายงานยังชี้ถึงปัจจัยร่วมอย่างความล้าของนักบินและเครื่องวัดที่บกพร่อง ซึ่งสะท้อนทั้งปัญหาทางเทคนิคและความพร้อมเชิงมนุษย์ที่บรรจบกันอย่างวิกฤตในคืนนั้น

.

ท่ามกลางรายชื่อผู้จากไป มีชื่อที่ชาวแซมเบียยกย่องดุจวีรชนแห่งลูกหนัง เดวิด ชาบาลา นายทวารทีมชาติระดับตำนาน, วิสดอม มุมบา ชันซา และเดอร์บี มากินกา ขณะที่ซุเปอร์สตาร์อย่างคาลูช่า บวัลยาไม่ได้โดยสารเที่ยวบินนี้ เพราะกำลังเล่นอยู่กับ PSV ไอนด์โฮเฟนในเนเธอร์แลนด์ และวางแผนบินตามไปสมทบทีมที่ดาการ์ในภายหลัง โศกนาฏกรรมจึงพราก “ทีมหลัก” ไปเกือบยกชุด รวมถึงสตาฟฟ์โค้ชอย่างก็อดฟรีย์ ยูคาร์ ชิตาลู และอเล็กซ์ โชลา ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนด้วย เหตุการณ์นี้กลายเป็นบาดแผลร่วมของชาติ ไม่ใช่แค่ในแวดวงกีฬา แต่ในความทรงจำส่วนรวมของผู้คน

ทันทีหลังเหตุการณ์ สมาคมฟุตบอลแซมเบียและสังคมทั้งประเทศยืนขึ้นเพื่อสร้างทีมใหม่จากศูนย์ ทีมชาติถูกประกอบร่างอีกครั้งภายในเวลาอันสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ และเพียงปีถัดมา แซมเบียก็ทะลุเข้าชิงแชมป์แอฟริกัน เนชันส์ คัพ 1994 ก่อนพ่ายไนจีเรียไปอย่างหวุดหวิด เรื่องราวการฟื้นตัวนี้ทำให้โลกยอมรับหัวใจที่แข็งแกร่งของชิปอโลโปโล คอปเปอร์ บูลเล็ตส์ และยิ่งตอกย้ำว่าโศกนาฏกรรมปี 1993 ไม่อาจพรากเจตจำนงของพวกเขาไปได้

เกือบสองทศวรรษให้หลัง วงล้อประวัติศาสตร์หมุนพาทีมชาติแซมเบียกลับไปยังลิเบรอวิลล์อีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเวทีของการเยียวยา วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2012 ที่สตาด อังกงเช แซมเบียคว้าแชมป์แอฟริกัน เนชันส์ คัพ สมัยแรก ด้วยการดวลจุดโทษชนะโกตดิวัวร์ 8–7 ในเมืองเดียวกับที่เคยสูญเสีย “ทีมในฝัน” ไปเมื่อปี 1993 แชมป์นั้นถูกอุทิศแด่วิญญาณของผู้ล่วงลับทั้งหมด และกลายเป็นบทสรุปที่โลกฟุตบอลเรียกกันว่าปาฏิหาริย์ลิเบรอวิลล์ เป็นการปิดแผลด้วยความทรงจำและความหมายที่งดงาม ด้วยความหวัง และการยืนหยัดที่ยังคงอยู่ในหัวใจชาวแซมเบียทุกวันนี้

.
.

อีกหนึ่งเสียงจากแซมเบียที่โลกควรได้ยินคือ ซูซาน่า ลูวาลิซา (Suzana Lubwalisya) นักร้องหญิงผู้มากับเสียงอันทรงพลังและอบอุ่นในคราวเดียวกัน เธอเติบโตมากับบทเพลงพื้นบ้านที่ขับขานในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่กลายเป็นรากฐานหล่อหลอมความเป็นศิลปินในตัวเธอ เมื่อก้าวขึ้นสู่เวทีใหญ่ ซูซาน่านำท่วงทำนองเหล่านั้นมาผสมผสานกับจังหวะร่วมสมัย ทั้งแจ๊ส โซล และเรกเก้ ทำให้ดนตรีของเธอฟังแล้วทั้งคุ้นเคยและสดใหม่

บทเพลงของเธอไม่ได้เป็นเพียงความไพเราะเพื่อความบันเทิง แต่เป็นภาษาที่สื่อสารเรื่องราวของผู้คนผิวดำในแอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ ถ่ายทอดทั้งความหวานปนเศร้าที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ความหวังที่จะก้าวพ้นความยากลำบาก และความจริงอันเปราะบางที่ชุมชนต้องเผชิญ เพลงของเธอคือเสียงของหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ถูกขยายไปสู่เวทีระดับโลก

.

เมื่อเธอร้องบนเวทีต่างประเทศ บทเพลงไม่ได้เป็นเพียงศิลปะ แต่เป็นกระบอกเสียงที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของชาติเล็ก ๆ ที่ผู้คนในโลกภายนอกอาจไม่รู้จักนัก เธอร้องถึงความทรงจำของบรรพบุรุษที่เคยถูกกดทับด้วยอาณานิคม ร้องถึงความภาคภูมิใจในการรักษาภาษาและวัฒนธรรม ร้องถึงความฝันของคนหนุ่มสาวที่จะลุกขึ้นสร้างอนาคตที่ต่างออกไป

ในสายตาของผู้ฟังต่างชาติ ซูซาน่าเป็นเหมือนหน้าต่างที่เปิดให้เห็นวิถีชีวิตของแซมเบียผ่านดนตรีที่จริงใจและทรงพลัง เธอไม่ได้เป็นเพียงนักร้อง หากแต่เป็น “ผู้เล่าเรื่องของชาติ” ที่ทำให้เสียงเล็ก ๆ จากหมู่บ้านริมลูซากาก้องไปถึงผู้คนทั่วโลก

.

นอกเหนือจากกีฬาและดนตรี แซมเบียยังมีบุคคลสำคัญในสาขาอื่น ๆ ที่ทำให้โลกหันมามอง ตัวอย่างเช่น ดร.มูซุมบา มุมบา (Dr. Musonda Mumba) นักสิ่งแวดล้อมหญิงผู้มีบทบาทในโครงการพัฒนาและอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำของโลก เธอเคยทำงานกับองค์การสหประชาชาติด้านสิ่งแวดล้อม (UNEP) และเป็นตัวแทนของแซมเบียที่แสดงให้เห็นว่าประเทศเล็ก ๆ ก็สามารถมีบทบาทในประเด็นสิ่งแวดล้อมระดับโลกได้เช่นกัน หรือ Ngugi wa Mumba นักเขียนและกวีที่ใช้ภาษาอังกฤษและภาษาเบมบาเล่าถึงความยากจน ความไม่เท่าเทียม และความงามในวิถีชีวิตพื้นเมือง ซึ่งช่วยเปิดหน้าต่างให้โลกเข้าใจจิตวิญญาณของชาวแซมเบีย

ดังนั้น ภาพของแซมเบียในปัจจุบันจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียง “ภูมิประเทศ” แต่คือ ผู้คน ที่ใช้ความสามารถของตนเองสร้างสะพานเชื่อมจากบ้านเกิดอันไกลโพ้น สู่หัวใจของผู้คนทั่วโลก

.
.

และหากจะทำความเข้าใจประเทศใดประเทศหนึ่งให้ลึกซึ้งขึ้น นอกจากการอ่าน การฟัง การดูจากสื่อต่าง ๆ สิ่งสำคัญคือการเดินเข้าไปเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งชาติแซมเบีย (National Museum of Zambia) อาคารสีเหลืองทรงเรขาคณิตที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมือง สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่เก็บรักษาวัตถุโบราณเท่านั้น หากแต่เป็นเสมือนห้องเรียนที่เล่าประวัติศาสตร์ของชาติ ตั้งแต่ร่องรอยก่อนประวัติศาสตร์ ศิลปะพื้นเมือง ความเชื่อท้องถิ่น ไปจนถึงการต่อสู้เพื่อเอกราชที่เพิ่งกล่าวถึงเมื่อครู่ ผลงานศิลปะจากศิลปินท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งภายในยังมีนิทรรศการชั่วคราวที่สะท้อนปัญหาสังคมร่วมสมัย (ของแซมเบีย) เช่น โรคเอดส์ และสิทธิของสตรี

ก้าวแรกที่ก้าวเข้าสู่โถงด้านใน กลิ่นของหนังสือเก่าและเอกสารโบราณลอยอบอวล ชวนให้นึกถึงบรรยากาศห้องสมุดสมัยโบราณ การจัดแสดงแม้จะเรียบง่าย ไม่ได้หวือหวาซับซ้อน แต่ก็พอมีรายละเอียดให้หยุดพินิจอยู่หลายจุด สิ่งหนึ่งที่ทำให้สะดุดใจคือวิธีการนำเสนอ “บุคคลสำคัญ” ของประเทศซึ่งจัดแสดงอยู่ในตู้กระจก ทว่าลำดับกลับเรียงสลับซ้ายขวาไปมา จนชวนให้เกิดความงงว่า ตอนจัดแสดงผู้จัดไม่รู้ตัวเลยหรือ

กระนั้น สิ่งที่ค้างคาใจยิ่งกว่าการจัดแสดง ก็คือ “ห้องสมุด” ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ห้องสมุดถูกเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาศึกษาค้นคว้าได้ แต่เมื่อสายตาไปสะดุดเข้ากับป้ายค่าธรรมเนียมสมาชิกก็ถึงกับต้องชะงัก ป้ายระบุกว่า 300 บาทต่อเดือน ตัวเลขนี้อาจดูเล็กน้อยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่หากเทียบกับค่าครองชีพในแซมเบียแล้วถือว่าสูงไม่น้อย เพราะรายได้เฉลี่ยของคนในลูซากาอยู่เพียงราว 223 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 8,000 บาท ขณะที่ค่าครองชีพเฉลี่ยของประเทศก็อยู่ราว 280 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนเท่านั้น ค่าใช้จ่ายเช่นนี้จึงอาจทำให้การเข้าถึงห้องสมุดกลายเป็น “เรื่องหรู” สำหรับคนท้องถิ่น และในทางหนึ่งก็สะท้อนปัญหาสำคัญว่า โอกาสทางการศึกษาอาจถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขที่ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดของการพัฒนา

.
.

นอกจากพิพิธภัณฑ์ ผมยังแวะไปเยือน Kabwata Cultural Village หมู่บ้านวัฒนธรรมเล็ก ๆ ในลูซากาที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรักษางานหัตถกรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ บ้านแต่ละหลังสร้างจากไม้และดินในรูปแบบกระท่อมพื้นเมือง แต่ถูกปรับให้เป็นร้านขายของที่ระลึก ไม่ว่าจะเป็นงานแกะสลักไม้ ผ้าทอสีสันสด หรือศิลป์พื้นบ้านที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คน รอยยิ้มและอัธยาศัยของชาวบ้านทำให้บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง ทว่าพอสอบถามราคากลับพบว่าสูงกว่าที่คาดไว้พอสมควร จึงเลือกที่จะยังไม่อุดหนุน อาจเพราะที่นี่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงซึ่งเป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยว ทำให้ราคาสูงกว่าความเป็นจริงอยู่บ้าง เลยตั้งใจว่าจะไปลองเลือกหางานหัตถกรรมที่ลิฟวิงสโตน เมืองเล็กกว่า แต่ขึ้นชื่อว่ายังรักษาความเป็นพื้นบ้านแท้ ๆ ได้มากกว่า

การเดินทางจากอนุสาวรีย์เสรีภาพ มายังพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ แล้วต่อถึงหมู่บ้าน Kabwata ทำให้ได้เห็นอีกมิติหนึ่งของแซมเบียที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือความอลังการของธรรมชาติ หากเป็นความท้าทายเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่คุณภาพชีวิต การเดินทาง ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ไปจนถึงราคาสินค้าหัตถกรรมที่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวเพื่อความอยู่รอด วัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาอาจต้องแลกกับกลไกตลาดเพื่อให้ดำรงอยู่ต่อไป และทั้งหมดนี้ก็สะท้อนภาพจริงของประเทศที่ยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง ท่ามกลางความงดงามและความซับซ้อนที่โลกภายนอกไม่ค่อยได้มองเห็นนัก

.
.

ในบทถัดไป สิ่งที่กำลังรออยู่ข้างหน้า คือหัวใจที่แท้จริงของการเดินทางครั้งนี้… น้ำตกวิกตอเรีย สายน้ำมหึมาที่ไม่เพียงแต่แบ่งพรมแดนระหว่างแซมเบียและซิมบับเว หากยังแบ่งโลกออกเป็น “สิ่งที่เราคิดว่ารู้จักธรรมชาติ” กับ “สิ่งที่ธรรมชาติแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ยังเล็กเพียงใด” น้ำตกที่กว้างสุดสายตา ราวกำแพงน้ำที่ตั้งตระหง่านปกป้องความลับของโลกเอาไว้ เสียงคำรามของมันดังไกลหลายกิโลเมตรจนชาวพื้นเมืองขนานนามว่า “Mosi-oa-Tunya” หรือ “ควันที่คำราม”

และในเส้นทางที่จะมาถึง ผมจะพาคุณขึ้นเครื่องบินเล็ก ลอยตัวเหนือแม่น้ำซัมเบซีที่คดเคี้ยวเหมือนงูยักษ์ เฉียดผ่านป่าไม้หนาทึบและทุ่งหญ้าสีทอง ก่อนจะเห็นม่านน้ำขนาดมหึมาที่แตกตัวเป็นหมอกสูงเสียดฟ้า ภาพที่ใครได้เห็นเพียงครั้งเดียวก็จะจำไปตลอดชีวิต

นี่คือช่วงเวลาที่ Explore World Explore Mind จะพาเราไปยืนต่อหน้าสิ่งที่คนทั้งโลกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมหัศจรรย์ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด น้ำตกที่กว้างที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

แล้วพบกันในตอนต่อไปกับการเดินทางสู่ น้ำตกวิกตอเรีย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *