ปิดงบ

นิตยสาร World Business ways

กุมภาพันธ์ 2555

        เป็นธรรมเนียมปฏิบัติยามปีเก่าผ่านพ้น ปีใหม่มาเยือนที่บริษัท ห้างร้านต่างๆ จะทำการปิดงบประจำปีโดยเฉพาะงบกำไร-ขาดทุนที่จะเป็นตัวสะท้อนถึงผลสำเร็จขององค์กรนั้นๆ         ธรรมเนียมนี้ยังเหมาะที่จะนำมาใช้ในระดับบุคคล คือชีวิตส่วนตัวด้วย ที่แต่ละปีเราควรทำการประเมินกำไร-ขาดทุนชีวิตของเราเองว่าที่ผ่านมานั้นเราดำเนินการประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร         ปีใหม่ที่ผ่านมาใครยังไม่ได้ทำงบกำไร-ขาดทุนของชีวิตตัวเอง ผมก็ขอเชิญชวนมาลองทำกันนะครับ แต่ตัวชี้วัดที่ใช้ในงบนี้ไม่ใช่ตัวเลขเงินในบัญชี ไม่ใช่มูลค่าสินทรัพย์ที่คุณสะสมได้เพิ่มขึ้น และก็ไม่ใช่จำนวนสาขาบริษัทในเครือที่ขยายเพิ่ม หรือไม่ใช่แม้แต่ตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้นแต่อย่างใด         ตัวชี้วัดเหล่านั้นยังจัดว่าเป็นเรื่องพื้นๆ เรื่องสามัญ และเป็นงบที่คุณคงได้ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว ดังนั้นตัวชี้วัดในงบที่ผมเสนอนี้จึงขอวัดกันที่ระดับความสามารถสูงสุดของมนุษยชาติกันเลยครับ ซึ่งนั่นก็คือความสามารถในการพาตัวเองไปสู่ “อิสรภาพ”         ความสามารถระดับนี้นี่แหละครับ ที่เพียงพอจะจำแนกความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธ์มนุษย์เรากับเผ่าพันธ์สัตว์อื่นๆ อีกทั้งผลของมันคือ “อิสรภาพ” ที่ได้รับมานั่นแหละที่ควรเป็นเป้าหมายสูงสุดที่พวกเราควรคำนึงถึง ควรตั้งเป็นเป้าหลัก และควรทำการประเมินทุกระยะ         ทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ บารมี หน้าที่ การงาน ทุกสิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงเป้ารอง เป็นเป้าประสงค์ที่เราตั้งสมมติฐานไว้ว่าจะช่วยทำให้เราไปถึงเป้าหลักคือความเป็นอิสระนั้น แม้ในความเป็นจริงเราอาจจะไม่เคยนึกถึงมันอย่างจริงจังเลย แต่เชื่อเถอะครับที่เรายอมทุ่มแรงกาย แรงใจทั้งชีวิตก็เพื่อความเป็นอิสระนี้แหละ แล้วเราจะวัดความเป็นอิสระประจำปีของเราได้อย่างไร ? ไม่ยากครับหากวัดตรงๆ ลำบากเราก็วัดตรงข้ามซึ่งก็คือเราวัดความเป็น “ทาส”         ลองนั่งเงียบๆ ในมุมสงบ หากระดาษมาสักแผ่น(หรือหลายแผ่น) ค่อยๆ นึกย้อนในรอบปีที่ผ่านมาว่าชีวิตเราที่ใช้ไปนั้นถูกบงการด้วยสิ่งใดบ้าง ? มากน้อยแค่ไหน ? ต้นปีเราทุ่มเพื่อโบนัสจากยอดขายจนยอมโกหกลูกค้า แปลว่าเราเป็นทาสของเงิน กลางปีเรายอมอดตาหลับขับตานอนเพื่อรางวัลเกียรติยศโดยละเลยเวลากับลูกน้อย แปลว่าเราเป็นทาสของชื่อเสียง สิ้นปีเรายอมใส่ความเพื่อนรัก เพื่อเราจะได้ตำแหน่งใหญ่ แปลว่าเราเป็นทาสของ ตำแหน่งงาน         และเมื่อเสร็จแล้วหากในบันทึกปรากฏว่าเราตกเป็นทาสของสารพัดสิ่ง ที่สำคัญเรายังยอมก้มหัวให้มันขนาดทำผิดทำนองคลองธรรม จารีต ประเพณี หรือแม้แต่ผิดกฏหมายอย่างตัวอย่างข้างต้น เช่นนี้แสดงว่าเราขาดทุนยับเยิน         ขณะที่ถ้าในบันทึกเรามีสิ่งที่เราเป็นทาสเช่นกัน แต่ไม่ถึงกับบงการให้เราทำอะไรผิดทำนองคลองธรรม หรือละเลยหน้าที่ทางสังคมอื่นๆ แล้ว ก็พอถือว่างบเราเท่าทุน         แต่ถ้านั่งนึกย้อนแล้วจดอะไรไม่ได้เลย เพราะทุกสิ่งที่เราทำล้วนทำจากเหตุและผลอันสมควร เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเราเอง ของครอบครัว และของเพื่อนๆ ร่วมสังคม เช่นนี้เรียกว่าเรามีกำไรมากมายครับ         ค่อยๆ จดดูครับ การเป็นทาสนี้ไม่ถึงกับผิดถ้าเรารู้ว่าเราเป็นทาสอะไร เพื่อที่เราจะได้นำมาวางแผนพัฒนาชีวิตของเราเพื่อไปสู่ความเป็นไทต่อไป         เพราะการตกเป็นทาสนี่แหละที่จะทำให้ชีวิตเราล้มเหลวโดยเฉพาะการตกเป็นทาสของความโลภ เป็นทาสของความกลัว ความโกรธ หรือเป็นทาสของความไม่รู้ ความหลง ถ้าเราถูกสิ่งเหล่านี้ครอบงำ และขับเคลื่อนชีวิตเราให้ทำสิ่งต่างๆ ตามความต้องการของมัน แล้ว อนาคตข้างหน้าก็หวังได้แต่ความมืดมน         แต่เมื่อเรารู้และค่อยๆ ปลดปล่อยตัวเองออกจากความเป็นทาสไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งอิสรภาพที่แท้จะเป็นรางวัลอันหอมหวานของเราครับ ฉะนั้นปีนี้มาทำงบกันเพื่อที่เราจะได้บริหารจิตวิญญาณนี้ให้มีกำไรต่อไป ปีที่แล้วคุณกำไร หรือ ขาดทุนเท่าไหร่ครับ ?

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *