ยุคสมัยเปลี่ยน วิถีการดำรงชีวิตก็เปลี่ยน

จากเดิมที่เราหาเลี้ยงชีพด้วยการเข้าป่าหาผลหมากรากไม้มากิน หาใบไม้มาปิดของสงวน หาถ้ำมาเป็นเพิงพักอาศัย มาเป็นทำไร่ไถนาเพาะปลูกพืชผักมาปรุงกิน ช่วยกันถักทอเสื้อผ้ามาสวมใส่ มีขวานตัดไม้มาปลูกบ้านเองได้ ทั้งสองแบบแม้จะต่างกันในรูปแบบแต่ก็เหมือนกันในหลักการ คือมนุษย์ทำงานเพื่อหาของมาบริโภคโดยตรงไม่มีอะไรซับซ้อน ต่างจากปัจจุบันที่มนุษย์ทำงานเพื่อให้ได้เงินแล้วค่อยนำเงินที่หาได้ไปซื้อข้าวกิน ซื้อของใช้อีกต่อหนึ่ง เกิดระบบที่ซับซ้อน ซ้อนทับกันมากขึ้นจนถึงจุดที่มนุษย์จำนวนมากอาจแยกไม่ออกว่าอันไหนของจริง อันไหนของปลอม จนก่อเกิดความเชื่อว่าเงินคือพระเจ้าที่สามารถเนรมิตทุกสิ่งที่ต้องการให้ได้แม้กระทั่งความถูกต้อง…
ทำให้มีคนส่วนหนึ่งมุ่งหาเงินมาอย่างไม่ชอบ เบียดเบียนเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน โกหก ฉ้อโกง ยักยอก หรือปล้นชิงให้ได้มาซึ่งทรัพย์ ที่ขอเรียกการได้มาในลักษณะนี้ว่าการหาทรัพย์สีดำ ตรงกันข้ามกับอีกกลุ่มที่ซื่อสัตย์ ตรงไป ตรงมา ไม่หลอกลวงลูกค้า ไม่ยักยอก ที่ขอเรียกว่าการหาทรัพย์สีขาว แต่ด้วยคนเรานั้นคละคน ผสมปนเปกันไปคนจำนวนมากจึงมักไม่ได้ถึงกับขาวจนหมดจด หรือดำจนหาความสว่างไม่ได้ ทำให้มีคนอีกกลุ่มที่หาเงินด้วยการทำทุจริตบ้าง หาเงินด้วยความสุจริตบ้างที่ขอเรียกว่าหาทรัพย์สีเทา
นี่ว่ากันด้านการหาเงินที่แจกแจงไว้ 3 ระดับคือ ดำ เทา และขาวที่มีความต่ำสูงตามนั้น ดำคือต่ำสุด เทาคือสูงขึ้นมาส่วนจะสูงแค่ไหนก็ตามปริมาณความดำที่ผสมนั้นและที่สูงสุดคือขาว ขณะที่ด้านการจ่ายเงินนั้นก็สามารถแจกแจงเป็นระดับต่าง ๆ ได้เช่นกัน โดยอิงจากการใช้ทรัพย์นั้นว่าใช้เพื่อตัวเอง หรือใช้เพื่อแบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่น คือคนที่มีทรัพย์แล้วเอาแต่ตระหนี่ถี่เหนียวไม่ใช้แม้แต่ดูแลตนเองไม่ต้องพูดถึงใช้เพื่อผู้อื่นเลยแบบนี้คือแบบที่แย่ที่สุด แบบดีขึ้นมาหน่อยคือใช้เลี้ยงตัวเองแต่ไม่ยอมใช้เผื่อผู้อื่น ขณะที่ระดับสูงสุดคือใช้ทั้งดูแลตัวเองทั้งยังปันไปช่วยเหลือสังคมอีกด้วย และหากจะนำทั้งสองด้านคือด้านรับและด้านจ่ายมาพิจารณาร่วมกันก็สามารถแจกแจงประเภทของคนทำงานหาเงินออกมาเป็นระดับไล่เรียงกันไปได้แก่
1. หาทรัพย์แบบสีดำ แล้วไม่เลี้ยงทั้งตนเองและไม่เผื่อแผ่แบ่งปัน
2.หาทรัพย์แบบสีดำ แล้วเลี้ยงตนแต่ไม่เผื่อแผ่แบ่งปัน
3. หาทรัพย์แบบสีดำ แล้วเลี้ยงตนด้วย เผื่อแผ่แบ่งปันด้วย
4. หาทรัพย์แบบสีเทา แล้วไม่เลี้ยงทั้งตนเองและไม่เผื่อแผ่แบ่งปัน
5.หาทรัพย์แบบสีเทา แล้วเลี้ยงตนแต่ไม่เผื่อแผ่แบ่งปัน
6. หาทรัพย์แบบสีเทา แล้วเลี้ยงตนด้วย เผื่อแผ่แบ่งปันด้วย
7. หาทรัพย์แบบสีขาว แล้วไม่เลี้ยงทั้งตนเองและไม่เผื่อแผ่แบ่งปัน
8.หาทรัพย์แบบสีขาว แล้วเลี้ยงตนแต่ไม่เผื่อแผ่แบ่งปัน
9. หาทรัพย์แบบสีขาว แล้วเลี้ยงตนด้วย เผื่อแผ่แบ่งปันด้วย แต่ยังติดในทรัพย์นั้น ยังใช้สอยทรัพย์นั้นโดยไม่รู้เท่าทันอันตรายจากทรัพย์นั้น
แต่ทราบไหมครับว่าขนาดขั้นที่ 9 ที่ทั้งเป็นการหาทรัพย์แบบแสนขาวแล้ว ยังนำมาใช้จ่ายให้แสนจะเกิดประโยชน์เช่นนี้แล้ว กลับยังไม่ใช่ขั้นสูงสุดของคนทำงานหาเลี้ยงชีพ เพราะยังมีขั้นที่เลิศ ประเสริฐกว่าทั้ง 9 ระดับที่กล่าวไปแล้วนั้นอยู่อีกนั่นก็คือขั้นที่ 10 ได้แก่ผู้ที่หาทรัพย์แบบสีขาวแล้ว เลี้ยงตนด้วย เผื่อแผ่แบ่งปันด้วยแล้ว ยังใช้ทรัพย์นั้นด้วยความรู้เท่าทันอันตรายจากทรัพย์นั้น เป็นนาย เป็นอิสระเหนือทรัพย์นั้นด้วย
นี่ล่ะครับสุดยอดของคำสอนที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ขั้นการทำดี เป็นคนดี แต่เลยไปถึงขั้น “เหนือดี” ที่นอกจากเราควรจะต้องดำเนินชีวิตอย่างสุจริต หาเงินที่ชอบมาใช้จ่ายที่เหมาะทั้งเลี้ยงตน เลี้ยงคน เลี้ยงสังคมแล้วเรายังควรอยู่เหนือทรัพย์นั้น รู้เท่าทันมัน ไม่ตกเป็นทาสมันแม้แต่ในด้านดี นี่จะทำให้ชีวิตเราเป็นอิสระและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการได้เกิดมาบนโลกใบนี้
ตอนนี้ใครเป็นแบบไหนไม่เป็นไรแต่เมื่อเรารู้ระดับของคนหากินเช่นนี้แล้วเราควรที่จะพยายามขยับตัวเราให้มาสู่ระดับที่สูงขึ้น ใครค้าขายหลอกลวงแล้วยังไม่เลี้ยงตน เลี้ยงท่านอย่างน้อยก็ควรนำเงินที่ได้นั้นไปจับจ่ายเพื่อให้ตนมีกำลังไปช่วยคนอื่นแล้วพยายามหาจังหวะปรับชีวิตของตนให้ทุจริตน้อยลง กลายเป็นการค้าขายหาทรัพย์แบบสีเทา และก็ไม่ควรหยุดเพียงเท่านั้น จากนั้นก็ควรมุ่งมั่นที่จะเลิกการหาทรัพย์ในแบบสีดำนั้นเสียให้หมด ให้เหลือเพียงการหาทรัพย์แบบขาวเท่านั้น
หากทำได้เช่นนี้แล้วยังใช้เงินบริสุทธิ์นั้นบำรุงตนตามสมควรและทำนุบำรุงสังคมให้ดีขึ้นด้วยชีวิตเราจะเปี่ยมด้วยสุขและคุณค่าให้ภาคภูมิใจ สุดท้ายก็มาฝึกจิตใจเรียนรู้ให้เท่าทันทรัพย์นั้นอีกขั้น ชีวิตเราก็จะสมบูรณ์ถึงขีดสุด กลายเป็นชาวบ้านที่เลิศ ประเสริฐสุดครั







ใส่ความเห็น