คนดี กับ คนเก่ง เราอยากให้ลูกเราเป็นคนประเภทไหน
หากเลือกได้ดั่งใจทุกคนก็คงตอบว่าอยากให้ลูกเป็นคนดีที่เก่ง แต่หากจำเป็นต้องเลือกแค่อย่างใด อย่างหนึ่งเขื่อว่าทุกคนก็คงจะเลือกให้ลูกเป็นคนดีแน่
เพราะคนดีที่ไม่เก่งนั้นแม้อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเพราะโลกทุกวันนี้บูชาความเก่ง แต่ด้วยความดีนั้นเราเขื่อว่าจะรักษาลูกเราให้อยู่รอดปลอดภัย สามารถมีความสุขตามอัตภาพได้ ที่สำคัญลูกเราจะไม่ไปเสี่ยงก่อเวรภัยสร้างความเดือดร้อนให้สังคม และเชื่อว่าไม่เพียงลูกของเราที่เราอยากให้เป็นคนดี ลูกของคนอื่น หรือลูกหลาน เยาวชนรุ่นหลังในสังคมเราก็คงอยากให้เต็มไปด้วยคนดีที่ไม่จำเป็นต้องเก่งมากนัก ไม่จำเป็นที่เลยที่ประเทศเราจะต้องอุดมไปด้วยอัจฉริยะเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลก ขอเพียงสังคมอุดมไปด้วยคนดี พลเมืองดี สังคมร่มเย็นเป็นสุข มีแต่ความเอื้อเฟื้อ รักใคร่ปรองดองกัน ปลอดจากอาชญากรรมความรุนแรง เท่านี้ก็สุดยอดปรารถนาแล้ว จริงไหมครับ…
ถ้าเช่นนั้นเราก็ต้องมาช่วยกันสร้าง แต่ก่อนจะสร้างเราควรจะทราบเสียก่อนว่าแล้วคำว่า “พลเมืองดี” นั้นหมายถึงอะไร มีคุณสมบัติอย่างไร
ข้อนี้ไม่ต้องถกกันมาก ไม่ต้องการนักวิชาการมาหาคำจำกัดความเพื่อสร้างตัวชี้วัด เพื่อจะได้มากำหนดหาแนวทางในการสร้างพลเมืองดีอะไรกันให้เสียเวลาครับ เพราะมีคำตอบจากพระผู้รู้ท่านสอนไว้อยู่แล้วว่าหลักการครองตนเป็นพลเมืองที่ดีนั้นมี 17 ข้อได้แก่
1. ไม่หมกมุ่นเรื่องเพศ ไม่ประพฤติผิดในกาม
2. ไม่เสพสิ่งเลิศรสตามลำพัง รู้จักแบ่งปัน
3. ไม่ใช้เวลาไปกับเรื่องไร้สาระ
4. มีศีล 5
5. ตั้งใจทำหน้าที่อย่างเต็มที่
6. ไม่ประมาท มีความตื่นตัว
7. ใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งต่าง ๆ
8. ใจกว้าง รับฟังความเห็นของผู้อื่น
9. มีระเบียบ รักความสะอาด
10. พูดจาสุภาพ
11. มีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น
12. มีใจแบ่งปัน
13. มีวินัยจัดการงานให้เรียบร้อย
14. ทำนุบำรุงพระสงฆ์ ปราชญ์
15. ใฝ่ธรรม มีความซื่อตรง
16. หมั่นศึกษาเรียนรู้ในวิชาของตน
17. ใฝ่หาความรู้ที่ยิ่งขึ้น
แม้จะมีร่วม 20 ข้อแต่หลัก ๆ ก็คือการใช้ชีวิตที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งยังรู้จักเอื้อเฟื้อแบ่งปันช่วยเหลือเพื่อนร่วมสังคม รวมถึงมุ่งบำรุงสงฆ์ ส่งเสริมผู้ทำคุณประโยชน์ อันเป็นวิถีพื้นฐานของชาวไทยพุทธเราอยู่แล้ว จะมีคุณสมบัติที่อาจมีละเลยไปบ้างที่น่านำมาย้ำสัก 2 เรื่องก็คือเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่การงานคือความขยันขันแข็งไม่หมักดองงาน ทั้งยังมุ่งพากเพียรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม หมั่นพัฒนาตน ไม่ใช้เวลาไปกับเรื่องไร้สาระ กับเรื่องเกี่ยวการใช้ชีวิตที่ต้องไม่หมกหมุ่นกับเรื่องทางเพศมากจนเกินไป เน้นเสริมอีกเท่านี้เราก็จะได้ทั้งการไม่เบียดเบียนผู้อื่นที่เป็นพื้นฐานของศีลที่เราขึ้นใจกันอยู่แล้ว ยังจะได้เรื่องพัฒนาตน เพื่อมาพัฒนาส่วนรวมอีกด้วย
ลองตรวจสอบกันดูครับว่าเรามีคุณสมบัติของพลเมืองที่ดีนี้กันกี่ข้อ ขาดข้อไหนห็ตั้งใจแก้ไข ส่งเสริมให้เกิดขึ้นในตนเสีย เพื่อที่เราจะได้กลายเป็นพลเมืองดีของสังคม เอ…คุยเรื่องลูกหลานอนาคตของชาติอยู่ดี ๆ แต่ทำไมสุดท้ายกลับมาลงสรุปที่ให้ผู้ใหญ่ทำเองล่ะ
เรื่องแบบนี้เราอยากให้เด็กเขาเป็นอย่างไร เราผู้ใหญ่ต้องทำให้ดู อยากให้สังคมเต็มไปด้วยพลเมืองดี เราต้องเป็นพลเมืองดีเสียก่อน นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะใช้วิธียื่นกระดาษจดลิสต์รายการที่ต้องการให้เด็กเป็น แล้วสั่งให้เด็กทำ โดยที่ตัวคนคิด คนสั่งเองยังทำไม่ได้ หรือไม่ได้แม้แต่คิดจะทำ แบบนี้เด็กก็ไม่ทำหรอกครับ พอเด็กไม่ทำแล้วจะมาโวยวายภายหลังว่าสังคมเต็มไปด้วยอาชญากร ฆาตรกร คนมักมาก เอาแต่ได้ ขี้ฉ้อ ขี้โกง หาคนดีทำยายากไม่ได้ ก็แม่ปูไม่เดินให้เป็นตัวอย่างนี่ครับ







ใส่ความเห็น