รถคันแรก

        จราจรเป็นจราจลเป็นเรื่องปกติของเมืองใหญ่โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่ขาดการวางผังเมืองอย่างรอบคอบจนทำให้เกิดการเดินทางในกิจกรรมมากมายทั้งเรื่องของธุรกิจ ภาคราชการท่องเที่ยว ไปถึงเรื่องส่วนตัวไขว้ไป ไขว้มาจนรถติด         ฟังเผิน ๆ ก็เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาเพราะกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแยกกันไม่ออก คนทำงานก็ต้องติดต่อราชการ เลี้ยงรับรองลูกค้า พักผ่อนท่องเที่ยว         อาจใช่ครับ แต่หากมีการจัดผังรองรับที่เหมาะสมอย่างการแบ่งโซนกันให้ขาดภาคราชการก็มารวมศูนย์กัน ภาคธุรกิจการเงินก็ไปรวมกัน แหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนก็เกาะเป็นกลุ่มกัน เช่นนี้ก็จะช่วยได้มาก         ซึ่งหากให้ความเป็นธรรมต้องบอกว่ากรุงเทพเมืองหลวงของเราก็มีการพยายามโซนนิ่งอยู่ แต่ด้วยข้อจำกัดอาจยังทำได้ไม่เต็มที่นัก มีสะเปะสะปะไปตามวิถีอยู่บ้าง อย่างการตัดถนนของเราที่ไม่เคยตรงเป็นตารางเหมือนในหลาย ๆ เมืองใหญ่ วกไป โค้งมาจนน่าเวียนหัว ก่อเกิดจุดตัดร่วมที่ไม่เหมาะหลายจุดอันเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุของรถติด         จะว่าไปเรื่องการตัดถนนลักษณะนี้ผมยังพอรับได้ แต่สิ่งที่ผมรับไม่ได้ก็คือเรื่องรถติดนั่นแหละครับ         “อ้าว ไหนว่ารถติดเป็นเรื่องธรรมชาติไง”         ถ้ามันเป็นธรรมชาติจากการโตเร็วเกินเหมือนที่เคยเกิดขึ้นนั่นรับไหวครับ แต่นี่มันติดเพราะไม่เป็นธรรมชาติไงครับถึงมาบ่นอยู่         หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รถติดกันวินาศสันตะโรตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่านโยบาย “รถคันแรก” นั้นมีส่วนอยู่ด้วย ตรงนี้ล่ะครับที่ว่ามันไม่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้มาจากการขยายตัว(ที่ขาดการจัดการ) แต่มันเป็นผลกระทบจากการออกนโยบายประชานิยมมาแข่งกัน ไม่ได้ว่าพรรคที่ออกนโยบายนี้พรรคเดียวนะครับ ว่าทุกพรรคที่ใช้ประชานิยมแบบผิด ๆ นี่ล่ะว่ามันเป็นการไปกระตุ้นความอยาก ความละโมบ หรือความขี้เกียจของคนขึ้นมาจนก่อผลกระทบในวงกว้าง นี่อย่าได้นึกเชียวนะครับว่านโยบายที่ดูเหมือนจะส่งผลแต่ในเมืองไม่ได้มีอิทธิพลกว้างไปทั่วประเทศอย่างรถคันแรกนี้จะไม่ก่อแรงกระเพื่อมมหาศาล ที่ชัดก็ความเสียหายทางธุรกิจที่เกิดจากรถติดดั่งที่ทราบ ๆ กันดีอยู่แล้ว ต่อด้วยความเสียหายทางภาคการเงินที่ไฟแนนซ์จะเจอหนี้สูญสูงขึ้น โยงต่อมาถึงความเสียหายทางภาคอุตสาหกรรมและการตลาดที่ทำให้กลไกผิดเพี้ยนไปยอดรถใหม่ตกฮวบ ที่สำคัญคือความเสียหายด้านสังคมทั้งสุขภาพส่วนตัวจากไอพิษและความเครียด ไปถึงสุขภาพครอบครัวจากสายใยรักในบ้านที่หายไปจากเวลาที่เสียไปกับการจราจร         นี่แหละครับนโยบายที่มองเผิน ๆ เหมือนจะส่งผลกระทบไม่มากยังอาจส่งผลกว้างได้ขนาดนี้ ก็อยากวิงวินฃนักการเมืองที่ชอบใช้ประชานิยมนั้นให้เพลา ๆ กันหน่อย มาแข่งกันที่นโยบายพัฒนาชาติดีกว่านโยบายเร้าความอยากของคนเถิดครับ!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *