ปัจจุบันเขานิยม “ตัวชี้วัด” จะทำอะไรก็ต้องหาเกณฑ์มาวัดกัน วัดกันจนเฝือ จนกลายเป็นธุรกิจการวัด การประเมินผลมีการพัฒนาแข่งกันสร้างเครื่องมือวัดแบบต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อจะได้มีที่อ้างอิง วัดกันจนต้องมาหาวิธีวัดตัวชี้วัดเองนั่นอีกขั้น !
มองมุมนี้ก็ตลกดี แต่ถ้ามองมุมของเจ้าของเรื่อง หรือเจ้าของเงินก็เข้าใจได้ว่าทุกคนย่อมต้องการผลสรุปกับสิ่งที่ตนลงทุนว่าคุ้มค่าไหม ควรทำต่อหรือหยุดทำอย่างไร เช่นเดียวกับภาครัฐเองก็ต้องการผลที่มีเกณฑ์ชัดเจนในการบริหารงานไม่เช่นนั้นใช้ดุลยพินิจของบุคคลย่อมอาจก่อเกิดความข้องใจ หรือไม่โปร่งใสขึ้นได้
หลายคนที่เคยเสวนา ถกอภิปรายกับผมเรื่องตัวชี้วัดนี้ มักนึกว่าผมแอนตี้ หรือรังเกียจมัน ก็จริงครับผมปฏิเสธตัวชี้วัดในปัจจุบันจำนวนมาก และปฏิเสธผู้ที่ยึดเอาตัวชี้วัดเป็นสรณะ หรือเป็นคำตอบสุดท้ายอย่างเบ็ดเสร็จ เพราะนั่นทำให้เราพลาดในแก่นหลักของงานที่ทำ ไปเอาการประเมินเป็นงานหลักดั่งที่เรียกว่า “ผักชีโรยหน้า” ไปเสีย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เพราะเมื่อทุกอย่างมาอิงเอากับตัวชี้วัด อนาคต หน้าที่การงานขึ้นอยู่กับตัวชี้วัด คนทำงานก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ผ่านตัวชี้วัดนั้น การแก้จึงต้องแก้ที่ผู้ใช้ที่ต้องใช้ให้เป็น ต้องเข้าใจว่ามันเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการประกอบการตัดสินใจ ยังมีส่วนอื่นให้ต้องพิจารณาร่วมอีกมากโดยเฉพาะเป้าหมายหลักของงานนั้น ที่สำคัญตัวชี้วัดเองก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป !
ใครเคยออกแบบตัวชี้วัดจะทราบดีว่าไม่ง่ายเลยที่จะวัดได้ตรง ยิ่งในเรื่องของนามธรรมด้วยแล้วยิ่งยากที่จะตรวจวัดได้เที่ยง มีการถกกันเยอะมาก มีคำถามมากมายในเรื่องความชัดเจนของนามธรรมต่าง ๆ วันก่อนผมได้รับจดหมาย (อีเลคทรอนิกส์) อยู่ฉบับ ไม่มีหัว ไม่มีท้ายเปิดมาก็ถามโป้งเลยว่า “ความดีใช้อะไรวัด ?” เท่านี้พร้อมบอกว่าจะรออ่านคำตอบใน “บางกอก” เมื่อถามมาก็ขอตอบตามที่ผมใช้แล้วกันนะครับ แน่นอนว่าผมคงไม่พยายามคิดค้นตัวชี้วัดในเชิงจับต้องได้ง่าย ๆ เพื่อมาเป็นเกณฑ์ ไม่ใช่อยากให้ยากแต่มันเป็นไปไม่ได้ การที่พยายามจะใช้รูปธรรมมาจับนามธรรมย่อมผิดฝาผิดตัว แน่นอนว่าสิ่งจะวัดนามธรรมเช่นความดีนี้ย่อมเป็นนามธรรมด้วยกัน แล้วคืออะไร ?
คำตอบคือวัดกันที่ “เจตนา” ครับ เพราะหากไปวัดกันที่ผลว่า “ดี” ไหมจะยากเพราะดีในโลกสมมติมีการแปรเปลี่ยนไปเรื่อย ตามสมัย ตามเหตุการณ์ บางการกระทำสมัยหนึ่งว่าดี ผ่านไปหลายร้อยปีอาจกลายเป็นเรื่องเลวร้ายไปได้ บางการกระทำทำในสังคมนี้ว่าดี ไปทำอีกสังคมว่าชั่ว ไม่สามารถหาเกณฑ์ที่ชัดเจนได้ ดังนั้นสิ่งที่พอจะวัดได้ จึงเป็นเรื่องเหตุ ทำอะไรย่อมได้เช่นนั้น ปลูกมะม่วงก็ได้มะม่วงไม่เป็นมะนาว หากเจตนาร้ายต่อให้ทำดีอย่างไรแถมต่อให้ผลออกมาดีผมก็จัดว่าเป็นการกระทำไม่ดี ไม่สามารถเป็นอื่นได้ ขณะที่ด้านดี ผมยังไม่วัดแค่เพียงเจตนา แต่ยังวัดไปถึงวิธีการและผลด้วย ว่านอกจากเจตนาจะดีแล้ว วิธีการต้องดี ปราชญ์ ยอมรับ ไม่ผิดจารีตประเพณีและสุดท้ายผลก็ต้องดี คือไม่เบียดเบียนทั้งตัวผู้กระทำเอง และเบียดเบียนผู้อื่น สรุปคือตัวชี้วัดความดีของผมต้องดีตลอดสายจากใจแท้ไปสู่ผลภายนอกครับ ขอบคุณสำหรับคำถามจากคุณ numb reekoom ครับ







ใส่ความเห็น