รับผิดชอบ

        คำสั้น ๆ นี้กินความหมายกว้างและลึกนัก         หลายท่านนึกถึงด้านความสำคัญที่คำนี้สำคัญมากจริง ๆ หากสังคมใด บ้านใดสมาชิกขาดความรับผิดชอบหรือหย่อนยานสังคมหรือบ้านนั้นคงอยู่ยาก และไม่อาจที่จะพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองได้         แต่คำนี้ยังคงมีอีกหลายมิติที่น่านำมาพูดกันซึ่งหากจะอภิปรายกันจริงคงได้เป็นตำราหนา ๆ แต่กับบทความสั้น ๆ นี้ขอเจาะที่ผมสนใจประเด็นเดียว เป็นประเด็นที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง และลุกลามจนเรียกได้ว่าถึงขั้นวิกฤติแล้ว และที่วิกฤติที่สุดคือคนที่ขาดนั้นไม่ได้รู้สึกว่าตนขาดแต่อย่างใด !         ใครผิดอะไร มีข้อด้อยตรงไหนหากรู้แม้ยังแก้ไม่ได้นี่ผมว่ายังพอมีโอกาสปรับปรุง พัฒนาตัวต่อไป แต่ใครที่ไม่รู้ว่าตนผิดตรงไหนนี่ซิ ยากที่จะเกิดการแก้ไขปรับปรุงตัว         เด็กและเยาวชนเราขณะนี้ผมว่าขาดความรู้ว่าตนกำลังรับผิดชอบกับอะไรอยู่มากครับ โดยเฉพาะในเรื่องหน้าที่การงานที่เด็ก ๆ (หรืออาจรวมถึงผู้ใหญ่หลาย ๆ คนด้วย) ไม่รู้ว่างานของตนสำคัญอย่างไร มีผลกระทบ ผลข้างเคียงแค่ไหน มองงานเป็นเพียงเครื่องมือในการหาเงินมาเลี้ยงหรือปรนเปรอตนเอง หรือหากนึกก็ไพล่ไปนึกว่าตนรับผิดชอบต่อบริษัท เจ้าของบริษัท หรือเจ้านายไปโน่นกันเลย และนั่นทำให้เมื่อเด็กไม่พอใจอะไรอาจเป็นสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่เจ้านายหากไม่ติดเเงื่อนไขด้านการจ้างงาน หรือไม่เดือดร้อนเรื่องการเงินก็มักจะหนี ผละออกจากงานนั้น ด้วยคิดง่าย ๆ ว่าไม่ทำงานไม่รับเงินเดือนก็เท่ากับไม่ได้เอาเปรียบเจ้านาย ไมท่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายแต่อย่างใด นี่แหละครับที่ผมว่าน่ากลัว !         เด็กเราไปจับคู่ระหว่าง “ค่าตอบแทน” การจ้างงาน กับ “เวลาการทำงาน” ของตน ทั้งที่คู่ที่ถูกต้อง ที่ควรจะเป็นคือคู่ระหว่าง “ผลจากงาน” ของตัวเอง กับ “คุณค่า” ของตัวเอง และนั่นอาจสรุปเป็นคำถามง่าย ๆ ได้ว่างานของตนนั้น “รับผิดชอบต่อใคร ?”         คำตอบไม่ใช่บริษัทหรือเจ้านายอย่างที่เด็กจำนวนมากคิดแต่เป็นทุกคนที่รับผลจากงานของเราต่างหากที่เราต้องรับผิดชอบ         หากสามารถนำความจริงตรงนี้ใส่ใจได้เขาได้ เขาเหล่านั้นย่อมไม่สนว่าเพื่อนจะเป็นอย่างไร เจ้านายจะเป็นอย่างไร หรือกฏระเบียบบริษัทจะโหดร้ายแค่ไหนเพราะเขาจะมุ่งมั่นทำงานต่อเพื่อไม่ให้ใครได้รับผลกระทบจากการกระทำของเขา จนเมื่อทุกอย่างมีคนสานต่อคนทำแทนหรือปรับเปลี่ยนแผนงานเรียบร้อยไม่มีใครเดือดร้อนจากการจากไปของเขาแล้วนั่นแหละ เขาจึงหมดความรับผิดชอบแล้วจากนั้นจะออกก็ออกกัน         จำได้ว่ายุคสมัยของผมต่อให้เราโกรธเกลียดกับเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าแค่ไหนเราก็ไม่สามารถทิ้งไปได้ดื้อ ๆ จำต้องอยู่ถ่ายงานจนคนทำต่อทำได้ หรืออย่างน้อยก็เขียนวิธีการสานต่ออย่างละเอียดชัดเจนเต็มที่แล้วค่อยผละจากสภาพที่เราไม่ชอบนั้น เพราะหากคิดว่าไม่รับเงินเดือนแล้วออกมาเฉย ๆ คนที่มาทำต่อย่อมยากที่จะสาน เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่ อิเหน่ด้วย ต้องพึ่งพิงเงินเดือน ค่าคอมมิชชั่น รายได้จากงานเพื่อไปเลี้ยงครอบครัวก็จะพลอยเดือดร้อนด้วย รวมถึงลูกค้า หรือผู้ใช้งานของเราเองก็จะติดขัดเดือดร้อนกันเป็นลูกโซ่ไปด้วย แต่สมัยนี้อาจหายากขึ้นเพราะเด็กไปฝังใจว่า ไม่ทำงานก็ไม่ได้เงินก็จบเจ๊ากันไป นี่ล่ะอันตราย !         มาถึงตรงนี้ผมคงไม่มีอะไรจะขยายต่อ คงได้เพียงเขียนกระตุ้นให้ลองเฉลียววิกฤติทางความคิดนี้กันเพื่อช่วยกันปลูกจิตสำนึกในหน้าที่รับผิดชอบของเด็ก และเยาวชนเราให้กลับคืนมา สุดท้ายผมไปนึกถึงคำโบราณที่เราคุ้นหูกัน ไปลา มาไหว้ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *