หลักทำทีวี

        ผมโชคดีที่มีโอกาสได้รับฟังความคิดเห็น ประสบการณ์ดี ๆ จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมาก แต่ละท่านล้วนมีข้อคิดที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และมีอยู่ท่านที่ผมมักนำคำสอนของท่านหลายเรื่องมาเตือนตนเองอยู่เสมอนั่นคือ ศ.ระพี สาคริก         ใครที่มีโอกาสได้พบกับท่านจะรู้สึกเหมือนกันถึงความทรงภูมิที่เปี่ยมด้วยเมตตา พร้อมจะเป็นหลัก เป็นแสงสว่างคอยส่องนำทางให้กับลูกหลานที่เข้าไปหา และแน่นอนคือทุกคนจะได้ข้อคิดติดกลับออกมาด้วย         นอกจากนี้หากมีเวลาอาจารย์อาจเล่าเรื่องอดีตสมัยอาจารย์ตะลุยงานโดยเฉพาะเรื่องการทำสื่อต่าง ๆให้ได้ฟังกันอย่างกันเองด้วย และแน่นอนหากผู้ฟังจับประเด็นก็จะได้ข้อคิดด้วยเช่นกัน ซึ่งมีอยู่เรื่องที่ผมเผอิญนึกถึงและนำมาฝากวันนี้ครับนั่นคือ “หลักการทำทีวี ก็คือการใช้ธรรมะ”         นี่ล่ะครับเรื่องสำคัญมาก ๆ สำหรับวันนี้ เพราะชีวิตเราทุกวันนี้ใกล้ชิดกับทีวีหรือโทรทัศน์เป็นเวลาที่นานมากและดั่งที่ทราบกันดีว่าผลของมันนั้นไม่เพียงคงอยู่แค่ชั่วเวลาหน้าจอแต่มันฝังรากลึกลงไปถึงจิตใต้สำนึก ยิ่งดูมากเท่าไหร่ก็ยิ่งติดตรึงลึกและก่อรูปเป็นการกระทำจริงในเวลาต่อมา นั่นหมายถึงอิทธิพลของทีวีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในบ้านของคนดูแต่รุกออกมาถึงสังคมในวงกว้างด้วย         คงไม่ต้องพูดกันต่อว่าสังคมวงกว้างนั้นกว้างแค่ไหน ดูได้จากข่าวพาดหัวในหน้าหนังสือพิมพ์ที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากแรงขับเคลื่อนของทีวีนี่เอง นี่ยังไม่รวมถึงวิถีชีวิตปกติที่ไม่เป็นข่าวแต่เป็นแทบจะทุกขณะไม่ว่าจะเรื่องการกิน การซื้อของ ไปจนถึงคำพูด         และข่าวร้ายคือแรงบันดาลใจจากทีวีมักจะออกมาในด้านที่ไม่ค่อยเอื้อต่อความเจริญทางจิตใจเท่าใดนัก ซึ่งหากสาวไปก็มาจากเรื่องของกิเลสที่มามีอิทธิพลกับรายการต่าง ๆ ทำให้เนื้อหาออกมาเพื่อสนองกับความต้องการของคนเพื่อให้มียอดผู้ชมมากพอที่จะทำให้ได้ค่าโฆษณาจากสินค้าต่าง ๆ สุดท้ายก็มักจะเลยไปสู่การรับใช้อบายมุขที่ทำง่าย ขายได้ราคา เงินทุนเยอะจนต้องเริ่มมีกฏระเบียบออกมาควบคุมกานำเสนอ แต่ถึงจะคุมอย่างไรก็มีช่องให้เลี่ยงทั้งทางตรงทางอ้อมอีกมาก         ทางตรงก็อย่างการใช้กำลังเงินในการปรับ หรือบีบให้เปลี่ยนกฏนั้นเสียเลย หรือทางอ้อมก็คือใช้เทคนิกการนำเสนอ ใช้การหลบหลีกตีความให้เป็นตามที่ตนต้องการ สรุปคือถึงจะออกกฏอย่างไรก็จะถูกความคิดของมนุษย์แถกแถไปได้เรื่อยอันหมายถึงสังคมก็จะเคลื่อนไปด้านเสื่อมทรามมากยิ่งขึ้น แล้วจะแก้อย่างไร         อาจารย์ระพีได้ให้แนวทางไว้แล้วครับ ท่านกล่าวไว้ถึงหลักการทำทีวีที่ดีไม่ใช่เรื่องกฏ หรือข้อบังคับแต่อย่างใด แต่เป็นหลักธรรมะนี่เองที่ควรนำมาใช้เพื่อเป็นหลักในการทำรายการ ซึ่งหากทำได้ตามหลักนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กฏอะไรมาบังคับอีกเลย         หรือเสริมกันคือแทนที่จะมาออกกฏตามหลังความเสื่อม เป็นเอาหลักธรรมมาตั้งแล้วปรับให้สู่ภาคปฏิบัติจริง         ฝากไว้กับผู้เกี่ยวข้องว่าแทนที่เราจะเดินตามหลังระบบกิเลสนิยม ปล่อยกิเลสลากไปแล้วมาออกกฏตามหลัง หลังจากรับกับปัญหาที่เกิดไม่ได้ สู้เราลองเอาธรรมะเป็นตัวตั้งต้นดั่งอาจารย์ท่านแนะแล้วออกกฏให้เป็นไปตามธรรมจะช่วยได้มากกว่าไหม ล้อมคอกให้แน่นหนาเสียก่อน ดีกว่าวัวหายแล้วถึงมาล้อมคอก ซึ่งก็ไม่เห็นจะเคยล้อมได้อยู่เลยสักครั้ง คุณว่าไหมล่ะครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *