เฟซบุคกับความตาย

        ชื่อบทนี้ฟังขัดแย้งกันเองไหมครับ?         คำแรกคือเฟซบุคนี่ได้ยินปุ๊บก็นึกถึงแต่ความไฮเทคปั๊บ เป็นโปรแกรมที่คนทั้งโลกตกอยู่ภายใต้อิทธิพลเรียกว่าเป็นเรื่องของความทันสมัย ขณะที่คำหลังคือความตายนั้นชัดโดยไม่ต้องแปล ฟังปุ๊บก็นึกถึงแต่ความเศร้าซึมปั๊บ แล้วผมนำสองคำที่อยู่ต่างขั้วกันมาเกี่ยวกันอย่างไร ?         คำตอบคงไม่ได้หมายถึงคามตายของเฟซบุคว่าจะเสื่อมสลายคลายความนิยมจนถึงขั้นตายคือล้มหายไปจากบรรณพิภพแห่งโลกไอที เพราะจากสถานภาพปัจจุบันและการตอบโจทย์ที่ประชาชนทั่วโลกถาม เฟซบุคมีคำตอบให้จนอาจต้องรออีกหลายเจเนอเรชั่นที่จะทำให้เฟซบุคไม่เป็นที่พึ่งของชาวโลกอีก         โจทย์ของชาวโลกที่เฟซบุคตอบให้จนคนนิยมสุดขั้วนี้ก็คือการสนองความต้องการพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ทุกคนนั่นคือความต้องการมี “ตัวตน” อยู่ในสังคมนี้ แม้จะเป็นสังคมในโลกเสมือนอย่างอินเตอร์เน็ตก็พอเพียงและเพียงพอแล้วกับการใช้ชีวิตในยุคนี้ เฟซบุคไม่เพียงแก้โจทย์นี้ได้เฟซบุคยังให้อีกสิ่งที่ทุกคนโหยหาและขาดแคลนมาช้านานในสมัยที่ทุกตารางนิ้วในโลกเต็มไปด้วยการแข่งขัน การแก่งแย่งชิงดีนั่นคือการมี “เพื่อน” เฟซบุคสามารถหาเพื่อนที่ห่างหายไปจากชีวิตเรากลับมา เฟซบุคทำให้ชีวิตวัยเยาว์ที่ยังบริสุทธิ์อยู่ยังไม่โดนมายากิเลสครอบไปย้อนกลับมา ให้เพื่อน ให้ตัวตน สินค้าใดก็ตามที่สามารถสนองความต้องการนี้ได้ก็รับประกันถึงความสำเร็จ         คราวนี้เรามาดูกันว่าแล้วความตายที่ผมพูดหมายถึงอะไร         คำตอบคือความตายของคนที่เล่นเฟซบุคครับ ความตายของสมาชิกที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกเสมือนนี้ น่าคิดใหม่จริง ๆ ว่านับวันที่เฟซบุคสะสมประวัติของผู้ใช้ผ่านทางการให้ข้อมูลของเจ้าของชีวิตเอง สะสมมาตั้งแต่ผู้ใช้เป็นเด็ก เติบใหญ่ทำงาน ประสบความสำเร็จล้มเหลว มีครอบครัวมีลูก ไปจวบจนตาย น่าสนใจว่าหากข้อมูลในเฟซบุคมีประวัติชีวิตทั้งชีวิตของคนจำนวนมหาศาลหรืออาจบอกได้ว่าทุกคนในโลก เท่ากับต่อไปเฟซบุคจะเปรียบเสมือนเป็นสัมะโนประชากรอันแสนละเอียดมากทีเดียว ลองนึกเล่น ๆ ว่าหากเฟซบุคถือกำเนิดขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อนทุกคนได้ใช้รวมถึงบุคคลที่เป็นตำนานอย่างไอสไตน์ เอดิสัน ฮิตเลอร์ นโปเลียน เอลวิส ฯลฯ และมาวันนี้เรายังสามารถอ่านความเป็นไปของพวกเขาผ่านไทม์ไลน์ในเฟซบุคได้มันน่าสนใจแค่ไหน ความมีตัวตนของพวกเขาเหมือนจะยังคงอยู่คู่กับข้อมูลที่ยังสามารถเข้าถึงได้ ยิ่งหากใครเขียนสถานะของตนละเอียดและต่อเนื่อง มันแทบจะเหมือนเขามีชีวิตอันเป็นอมตะไม่ตายกันลย ยิ่งต่อไปมีโปรแกรมที่สามารถบันทึกทั้งภาพ เสียง และข้อเขียนที่ผู้ใช้ตั้งเวลาในการเผยแพร่ได้ล่วงหน้า อนาคตเราก็อาจได้อ่านบทวิเคราะห์เรื่องโลกแตกจากไอสไตน์ในจังหวะเวลาที่ไอสไตน์คิดว่าโลกควรจะรู้ซึ่งอาจเป็นหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้วสักห้าร้อย ห้าพันปี         หรือหากเสริมอีกหน่อยกับโปรแกรมเรียนรู้การโต้ตอบแบบเฉพาะตน คนตายนั้นก็อาจยังสามารถตอบคำทักทายในสำนวนแบบที่เขาใช้ได้แม้ยามสิ้นชีพไปแล้ว คนอ่านอาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่ากำลังคุยกับโปรแกรมจำลองที่ก๊อปปี้จากตัวจริงที่เสียชีวิตแล้ว         ฤานี่จะเป็นการมีชีวิตอมตะอย่างที่มนุษย์ฝันไว้ สร้างตัวตนจำลองขึ้นในโลกเสมือนและดำเนินไปตลอดตราบเท่าที่ข้อมูลและโปรแกรมยังไม่ถูกลบ         ยิ่งเขียนยิ่งเพ้อเจ้อ แต่ลึก ๆ เชื่อเถอะครับว่ามีคนอยากได้สถานะอมตะนี้ไว้แม้จะเป็นในโลกไซเบอร์ก็ตาม คนนั้นเป็นคุณด้วยรึเปล่าครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *