อิสระ

        หยิบงานเก่า ๆ ของตัวเองขึ้นมาอ่านรู้สึกอยากขยายข้อคิดของตัวเองอยู่บทความหนึ่ง เป็นบทที่ผมเขียนเกี่ยวกับการว่ายน้ำ         ไม่ใช่สอนว่ายน้ำนะครับแต่เป็นการสาวหาสาเหตุส่วนตัวที่ตัวเองชอบว่ายน้ำ ซึ่งก็พบว่าเป็นเพราะการได้ลอยตัวในน้ำมันเหมือนกับได้ปลดปล่อย “พันธนาการ” ที่จองจำเราไว้         พันธการที่ยึดเหนี่ยวเท้าให้กดลงพื้น ให้ตัวต้องตั้งตรง ให้เราเคลื่อนไหวได้ในทิศทางจำกัด แต่เมื่อลงน้ำความ “อิสระ” นั้นมันเกิดขึ้น จะแหวกว่ายไปทางไหน หัวหกคะเมนตีลังกาอบ่างไร จะผุดโผล่กลางสายชลเช่นไรล้วนทำได้อย่างไร้ข้อจำกัดเมื่อเทียบกับการกระทำบนพื้นดินปกติ นั่นเป็นอิสระทางกายยังทำให้เรารู้สึกดีขนาดนั้น เลยลองนึกต่อว่าหากเป็นอิสระทางใจล่ะจะไม่ยิ่งแสนสุขกว่านี้ล่ะหรือ !         แต่จะทำได้อย่างไร ทางกายนั้นทำได้ด้วยการตัดข้อจำกัดของแรงดึงดูดด้วยแรงพยุงของน้ำ แล้วทางใจล่ะจะพ้นจากข้อจำกัดหรือพันธนาการนั้นได้ด้วยวิธีใด จะสาวหาวิธีได้ก็ต้องรู้ให้ได้เสียก่อนว่าพันธนาการนั้นคืออะไร         หลายท่านอาจตอบว่าพันธนาการนั้นคือกิเลส หรืออุปาทาน หรือจะเป็นชื่อของสิ่งร้อยรัดต่าง ๆ ซึ่งก็คงไม่ผิดหรอกครับ เพราะขึ้นอยู่กับบริบทแวดล้อมและมุมมองในขณะนั้น ๆ แต่มีอยู่มุมหนึ่งที่ผมอยากชวนมองเพราะสังเกตุกับตัวเองมาหลายคราเต็มทีว่าเมื่อใดก็ตามที่ได้กระทำ(ทางใจ)แบบนี้พันธนาการที่หนักอึ้งมาตลอดได้หายเป็นปลิดทิ้ง นั่นคือ “การยอมรับความจริง”         ลองซิครับ เมื่อใดที่ใจเรายอมที่จะรับความเป็นจริงตรงหน้า ยอมที่จะรับสภาพที่เกิดขึ้น ยอมที่จะปล่อยความคาดหวังที่เป็นไปไม่ได้(ในเวลานั้น) ใจเราจะโล่ง โปร่งเป็นอิสระอย่างยิ่ง         จำลองแบบโหด ๆ หน่อยก็เช่นยอมรับเสียทีว่าคนที่เรารักได้จากเราไปแล้ว จะจากเป็นหรือจากตายก็ตาย เลิกคาดหวังว่าเขาจะกลับมาครองคู่กับเราเช่นเดิม ใจรับได้เมื่อไหร่อิสระก็มาเยือนทันที         ยอมที่จะรับว่าตนไม่ได้มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นสตาร์ หรือเป็นคนที่ฝันใฝ่อยากจะเป็น ยอมที่จะเป็นคนในแบบที่ตนเป็น แบบที่เหมาะกับตัวเอง เท่านี้ใจก็เหมือนลูกโป่งสวรรค์ล่องลอยอย่างมีความสุขแล้ว         แต่เขียนแบบนี้อาจมีบางท่านแย้งว่าเหมือนให้ปลงกับชีวิต ให้ยอมแพ้กับชีวิต ถ้าอย่างนั้นไม่กลายเป็นสอนให้เป็นคนไม่เอาไหน ไม่พัฒนาตนเองหรอกรึ ต้องตอบว่ากลับกันเลยครับ การรับความจริงนี่แหละคือการพัฒนาชีวิตเราเอง         เมื่อเรารับความจริงว่าเรายังไม่พร้อมสำหรับตำแหน่งนี้ เรายอมรับความจริงว่าเรายังขาดคุณสมบัติสำหรับการไปถึงเป้าที่ตั้งไว้ นอกจากใจจะเปิดโล่งเพราะไม่โดนความอยากได้ อยากเป็นมาบังตาให้คิดไปเองในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในขณะนั้น ๆ แล้ว เท่ากับเรายอมที่จะรู้ว่าเราขาดอะไร และเราก็ไปเสริม ไปพัฒนาซิครับ         ผมยังไม่ได้เขียนสักนิดว่าเมื่อยอมรับความจริงแล้วให้พอใจนอนเอกเขนกเป็นผู้แพ้เช่นนั้น ทั้งผมยังจะแนะนำต่อว่าว่าเมื่อรู้ว่าเราไม่แต่เราวางเป้าที่เราว่าใช่ไว้แล้ว ก็ต้องแก้ไขจุดอ่อนนั้นเสียเพื่อที่เราจะได้ถึงเป้า หรือเราจะได้ปรับเป้า เปลี่ยนทิศให้เป็นเรา ใช่เรามากขึ้น         หลายปีก่อนมีเกมชื่อเกมกำจัดจุดอ่อน โดยรูปแบบผมไม่ค่อยชอบนักเพราะดูมันไม่เหมาะกับวิถีไทยเท่าไหร่ แต่บางสิ่งในเกมเขาก็ถูกนั่นคือผู้เล่นต้องช่วยกันกำจัดจุดอ่อนในทีมออกไป โดยก่อนนั้นต้องรู้เสียก่อนว่าข้อต่อไหนที่อ่อนแอที่สุด เป็นตัวถ่วงของงาน เราจะไปข้างหน้าอย่างยิ่งใหญ่ตามประสงค์ต้องเริ่มจากยอมรับความจริงนี่แหละครับ สุขตั้งแต่รับได้และจะสุขยิ่งขึ้นเมื่อการรับนั้นนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของเราเองครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *