วิปริต

        ทุกวันนี้อะไรที่กำลังวิปริตอยู่ ? ก. คน ข. โลก ค. ทั้งคนทั้งโลก         โลกวิปริตนี่ชัดเจน ข่าวดินฟ้าอากาศแปรปรวนสร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินนั้นหนักขึ้นเรื่อย ๆ และเรื่อย ๆ ทั้งยังขยายวงกว้างออกไปอีกเรื่อย ๆ และเรื่อย ๆ จนแทบจะไม่มีพื้นดินไหนบนโลกนี้อีกแล้วที่เราจะไม่ได้ยินข่าวของวิบัติภัยรูปแบบต่าง ๆ         ขณะที่วิปริตของคนนั้นแม้ข่าวอาจนำเสนอไม่เห็นภาพชัดเท่า แต่หากดูให้ลึกจะเห็นว่าคนสมัยนี้นั้นวิปริตรุนแรงยิ่งกว่าโลกเสียอีก         วิปริตนี้ไม่ใช่คนเป็นบ้า หรือเสียสติแต่หมายเอาความวิปริตด้วยการทำอะไรผิดทำนองคลองธรรม ผิดจากความเป็นคนที่มีจิตใจสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ และเรื่อย ๆ แพร่กระจายวงไปทุกหย่อมหญ้าแทบจะไม่มีชุมชนไหนเลยที่เราจะไม่ได้เห็นความวิปริตของคนในชุมชนนั้น การฆ่าล้างแค้น การทำทารุณกรรมผู้อ่อนแอกว่า การปล้นสดมถ์         เหล่านี้ล้วนแสดงออกถึงความวิปริตในใจคน หรือเป็นความวิปริตของสังคม         ฉะนั้นคำตอบที่น่าจะถูกต้องที่สุดก็คือข้อ ค. คือถูกทั้งสองข้อ วิปริตทั้งสองอย่างทั้งคน ทั้งโลก         แต่ถ้าจำเป็นจะต้องเลือกอย่างใด อย่างหนึ่งผมขอฟันธงเลยว่าที่วิปริตแท้ก็คือคน ส่วนโลกที่แปรปรวน ผันผวนนั้นก็มาจากคนวิปริตนั่นเอง คนนั่นแหละที่ทำให้โลกเป็นเช่นนี้ ข้อสรุปนี้สอดคล้องกับคำครูอาจารย์ที่ท่านกล่าวไว้ว่า “โลกวิปริตเพราะจิตผิดศีล”         ฟังเผิน ๆ บางท่านอาจหาว่ามองอะไรร้ายเกินไปหรือเปล่า หรือดีหน่อยอาจคิดว่าเป็นคำเปรียบเปรยให้คนรู้สึกผิดยามจะผิดศีล ซึ่งตรงนี้ผมขอยืนยัน และนอนยันแทนครูบาอาจารย์ท่านเลยครับ ว่านี่เป็นคำสอนที่ตรงไป ตรงมาที่สุด ไม่ใช่การอนุมาน การเปรียบเปรยใด ๆ รวมถึงคำว่าโลกวิปริตก็หมายถึงโลกจริง ๆ ที่วิปริตจากภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือไฟไหม้ ทุกอย่างแม้มองเผิน ๆ อาจเหมือนเป็นภัยธรรมชาติที่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์แต่หากสาวให้ลึกจะเจอเหตุแท้คือมาจากความละโมบ โลภมาก เบียดบังทรัพยากรมาจากธรรมชาติอย่างหิวกระหาย อย่างไม่บันยะบันยังจนธรรมชาติลงโทษด้วยการปรับสมดุลใหม่ให้เกิดขึ้น         และหากสาวลึกลงอีกก็จะเจอความตรงอย่างท่านว่าคือเพราะจิตที่โลภจะเอาก็คือจิตที่ผิดศีลนั่นเอง         ศีลแปลว่าปกติ ผิดศีลก็คือผิดปกติ จิตที่คิดแต่จะเอา คิดแต่จะได้โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นนั่นก็คือความผิดไปจากที่ควร ยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่ฟังดูอาจคร่ำครึหรือไม่สมเหตุสมผลอย่างเรื่องของการขนทรายเข้าวัด ที่มาจากเวลาเราไปวัดเดินเข้าออกตามธรรมชาติก็จะมีทรายติดรองเท้าเราออกมาด้วยความไม่อยากเป็นหนี้ของส่วนรวมจึงเกิดประเพณีที่วันหนึ่งในหนึ่งปีจะทำการขนหรือนำทรายกับไปคืนวัดผ่านรูปแบบการก่อเจดีย์ทราย นี่เป็นการสะท้อนถึงการชดเชยที่คนที่มีศีลหรือเป็นปกติก็จะมีประจำใจอยู่ ลองนึกเทียบกับปัจจุบันซิครับว่าจริงไหมที่คนส่วนใหญ่ไม่คิดที่จะชดเชย เลยต้องชดใช้เช่นที่เห็น         กลับกันลองนึกดูว่าหากจิตมีศีลคือเป็นปกติไม่เอาแต่ได้ใช้ชีวิตเป็นอยู่อย่างสมควรแก่อัตภาพ ไม่ปล่อยความอยากมาบงการให้แสวงหาจนเบียดบังจนเกินเลย ธรรมชาติก็ย่อมเป็นธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงไปตามฤดู คนก็สอดรับไปด้วยความเสียหายก็มีตามวิสัยแต่ไม่ถึงขั้นวิปริตเช่นนี้ เพราะคนไม่มีศีลนี่แหละภัยพิบัติจึงมาเยือน !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *