ห้างชุมชน

        ชีวิตมนุษย์เคลื่อนเวียนเปลี่ยนไปตามกาล หรือหากให้ตรงกว่านั้นก็ต้องใช้คำว่าเปลี่ยนไปตามกิเลส ตัณหาที่บงการอยู่         สภาพสังคมเมืองที่เร่งรัด ร้อนรน ทำให้เหลือเวลาว่างน้อยนิดขณะที่ความต้องการกลับสูงยิ่ง บีบบังคับให้คนเมืองหาวิถีที่เหมาะกับตนเอง หนึ่งในนั้นก็คือประเภทของสถานที่ที่กำลังได้รับความนิยม เรียกว่ากำลัง in trend อย่างมาก และได้แพร่ไปยังหัวเมืองใหญ่อื่น ๆ ต่อไปหลายเมืองแล้ว นั่นคือประเภทสถานที่ ที่เรียกว่า Community Mall หรือจะแปลว่าห้างชุมชนก็ได้         ห้างชุมชนนี้ขนาดจะย่อมกว่าห้างสรรพสินค้าเต็มรูปแบบอยู่พอสมควร ข้างในมักประกอบด้วยร้านอาหารยอดนิยมคละประเภทสัก 5-6 ร้าน กับร้านขนม ของหวานฮิป ๆ อีก 3-4 ร้าน มีซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อม ๆ อีกหนึ่งแบรนด์ บวกกับร้านยา(สมัยใหม่) ร้านสื้อผ้า เครื่องประดับให้พอเดินช๊อปย่อยอาหารอีกจำนวนหนึ่ง ที่สำคัญคือการตั้งอยู่ท่ามกลางแหล่งชุมชนหนาแน่น แหล่งที่พักอาศัย แหล่งสถานที่ทำงานใหญ่ที่มีผู้คนพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก คนกลุ่มนี้ด้วยยังอยากที่จะพักผ่อนกินข้าวเย็น เดินช๊อปปิ้งหาซื้อของใช้ที่ขาดเข้าบ้านในวันธรรมดาหลังเลิกงานกันแต่จะไปห้างสรรพสินค้า(เต็มรูปแบบ)เลยก็ติดเรื่องการเดินทาง การหาที่จอดรถ จะไปเฉพาะเรื่องเช่นจะซื้อของแวะร้านสะดวกซื้อ ร้านของชำ จะกินก็ไปร้านอาหารโดด ๆ เลยแบบนี้ก็ดูยังเติมไม่เต็มรสนิยมเท่าไหร่ ห้างชุมชนจึงมาถมช่องว่างนี้ได้         เลิกงานพาครอบครัวไปกินข้าว ต่อด้วยขนมเย็น ๆ แวะซื้อของเข้าบ้านในซุปเปอร์ ก่อนกลับเดินดูของย่อยอาหาร กลับบ้านหลับสบายเพื่อตื่นมาเข้าวงจรเดิม ๆ อีก         พูดไปก็เหมือนไม่มีอะไรมาก แต่ที่อยากชวนคิดใหม่กันก็คือชีวิตคนเมืองทุกวันนี้มีแต่ดิ้นรนออกจากบ้าน จริงไหม ?         จะว่าวิถีบังคับก็ไม่เชิง เพราะที่ห้างชุมชนเกิดขึ้นมาได้ก็มาจากความต้องการของคนในชุมชนนั่นเอง คนในชุมชนต้องการกินข้าวนอกบ้าน คนในชุนต้องการจับจ่ายข้าวของในซุปเปอร์หรู คนในชุมชนต้องการเปิดหูเปิดตากับสินค้าอินเทรนด์         เราไม่มีความสุขเพียงพอกับการกินข้าวในบ้าน เราไม่ยากจะเหนื่อยยากซื้อของที่เหมือนกันแต่ราคาถูกกว่าจากตลาดสด รวมถึงเราสุขไม่พอกับสามี(ภรรยา)และลูกๆของเราในในบ้านหรือห้องเช่าหลังน้อย         เราไม่พอกับวิถีแห่ง “ครอบครัว” เราเลยต้องดิ้นรนแสวงหาทางแห่งชีวิตใหม่ ๆ ที่มาตอบสนองความอยากในข้อจำกัดที่บีบบังคับอย่างเรื่องเวลา พอมีอะไรมาสนองตรงนี้ได้ ประสานความอยากและข้อจำกัดเข้าด้วยกันได้ สิ่งนั้นจึงกลายเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จในสังคม         ไม่ได้เขียนบทนี้เพื่อจะให้ต่อต้านหรือแอนตี้ห้างชุมชน แต่อยากให้คิดใหม่ มองใหม่กับใจตัวเอง ว่าเมื่อไหร่ที่เราจะเรียนรู้ที่จะหยุดและมีความสุขกับชีวิตปัจจุบันแทนการแสวงหาสิ่งนอกตัวกันเสียที เมื่อไหร่เราจะมีความสุขใน “บ้านหลังน้อย” กับครอบครัวอันอบอุ่นของเราเสียที !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *