ชุมชนสวัสดิการ

        Welfare Society ศัพท์คำนี้หากใครไม่ได้อยู่ในแวดวงงานสังคมก็อาจจะนึกถึงคำว่า “สวัสดิการสังคม”         ซึ่งนอกจากจะไม่ใช่แล้วยังต่างเป็นคนละทิศด้วยซ้ำ ที่จริงอย่าว่าแต่คนไม่คุ้นเลยครับ แม้แต่คนที่อยู่ในวงงานสังคมสงเคราะห์เองจำนวนไม่น้อยก็ยังเข้าใจสับสน         งานสวัสดิการสังคมนั้นแปลมาจากคำว่า Social Welfare ส่วน Welfare Society นี้แปลตรงตัวว่า “สังคมสวัดิการ” ครับ สลับคำ สลับความหมาย ที่สำคัญคือสลับแก่นด้วย !         สวัสดิการสังคมนั้นเปรียบเหมือนคำกริยา เป็นการกระทำ การให้ความช่วยเหลือ การสงเคราะห์ รวมไปถึงการพัฒนาสมาชิกในสังคม มักถูกเปรียบเป็นภาพของการสร้างตาข่ายไว้คอยโอบอุ้มคนข้างในไม่ให้หลุดล่วงออกไปจนเกิดอันตราย         ส่วนสังคมสวัสดิการนั้นเหมือนเป็นคำนาม คือการเรียกขานสังคมใด สังคมหนึ่งที่มีวิถีในการที่สมาชิกในสังคมนั้นคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันเอง         งานสวัสดิการสังคมในหลักการนั้นดีเป็นเหมือนการประกันให้สมาชิก แต่ถ้าใช้ไม่เป็นช่วยจนเกินเลย เลยเถิดไปจะเดินเข้าสู่สภาพที่เรียกว่า “ประชานิยม” ที่ส่งผลเสียเป็นมะเร็งระยะยาว ที่สมัยนี้คงไม่ต้องอธิบายให้มากความเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะผลจากมะเร็งร้ายที่กัดกร่อน กัดกินเนื้อในของสังคมของประชานิยมนั้นได้ส่งผลเป็นแผลผุพองออกมาให้คนจำนวนมากที่อดีตเคยสนับสนุนหรือมองไม่เห็นความร้ายกาจนี้ทั้งยังอาจค่อนคอดคนติงว่าเป็นพวกมองโลกในแง่ร้ายได้เห็นกันอย่างจะจะจนหมดข้อโต้แย้งกัน         ส่วนสังคมสวัสดิการนั้นแค่คำขยายข้างต้นคงพอเห็นภาพอันอบอุ่น ภาพครอบครัวใหญ่ที่สมัครสมานสามัคคีปรองดองกัน ใครเดือดร้อนคนที่มีกำลังพอช่วยได้ก็ช่วยไม่ต้องรอแบบมือขอเงินจากคนมีอำนาจ “สังคมสวัสดิการ” นี้จึงไม่ใช่เป็นเรื่องไกลตัวแต่เป็นเรื่องใกล้ เป็นเรื่องของ “ชุมชน” ที่สมาชิกมีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือกันเองในทุกขั้นตอน เป็นสิ่งที่จะสร้างให้ชุมชนเข้มแข็ง จนควรจะเรียกอีกชื่อซึ่งอาจจะตรงมากกว่าคือ “ชุมชนสวัสดิการ”         และชุมชนสวัสดิการนี้เองที่จะทำ “ประชานิยม” สิ้นฤทธิ์ลงได้อย่างแท้จริง เพราะประชาชนไม่ต้องรอพึ่งการจัดสรรทรัพยากรจากรัฐบาลหรือผู้ปกครองท้องถิ่น อันนำมาซึ่งช่องทางในการได้อำนาจผ่านนโยบายประชานิยม ที่เมื่อประชานิยมไม่อาจครอบงำการปกครองได้แล้วการจะปฏิรูปมิติอื่นทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือครอบครัวก็จะสามารถทำได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนจริง ดังนั้นชุมชนสวัสดิการนี้จึงสมควรเป็นภาพสุดท้ายของทุกชุมชนในประเทศ         คุณเห็นด้วยและอยากให้ชุมชนของคุณเองอยู่กันด้วยความอบอุ่น เอื้ออาทรซึ่งกันและกันดังที่เกริ่นกันอยู่เช่นนั้นใช่ไหมครับ         ถ้าเห็นด้วยก็ขอบอกว่าภาครัฐเองทั้งภาพใหญ่ของมหานครอย่างกรุงเทพก็เห็นด้วยและได้มีบรรจุไว้ในวิสัยทัศน์อยู่แล้ว ที่ขาดอยู่ตอนนี้คือการเริ่มลงมือทำให้เป็นรูปธรรม ซึ่งการลงมือนี้มิใช่การรอให้รัฐทำแต่ต้องเป็นการลงด้วยมือคุณเองครับ อย่าคิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่เกินตัว เป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจ ความคิดเช่นนั้นเกิดเพราะความคุ้นชินกับ “อำนาจนิยม” (ประชานิยม) ทั้งที่จริงชื่อก็ชัดอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของชุมชน แล้วใครจะรู้ดีหรือเหมาะแก่การสร้างชุมชนของตนเองเท่ากับคนในชุมชนเองล่ะครับ         ชุมชนของคุณที่คุณเป็นสมาชิก ที่ลูกหลานคุณต้องเติบใหญ่ขึ้นมา ถ้าคุณอยากให้พวกเขาโตมาบนพื้นที่แห่งความรัก คุณก็ต้องช่วยกันสร้าง แล้วจะเริ่มสร้างกันอย่างไร ?         ไม่ยากครับ จะมีชุมชนที่เข้มแข็งเริ่มจากการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสมาชิกในชุมชน คือเริ่มจากคุณเองที่เป็นคนสร้างความสัมพันธ์นั้นให้เกิดขึ้น หมั่นทักทาย โอภาปราศรัยกัน ทำความรู้จักเพื่อนใหม่คนอื่น ๆ โอกาสเหมาะก็อาจชักชวนกันทำกิจกรรม งานบุญ งานประเพณีตามความเหมาะสม จากกลุ่มเล็ก ๆ นี้เองสักพักจะค่อย ๆ ขยายใหญ่ไปจนวันหนึ่งย่อมเกิดพลังของชุมชนขึ้นจริง ได้ทราบความต้องการและปัญหาของชุมชนที่แท้จริง รวมถึงได้แนวทางในการแก้ไขปัญหานั้นด้วยการช่วยเหลือของสมาชิกกันเอง         สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ต้องการหลักวิชาหรือเครื่องมือพิเศษใด ๆ จากภาครัฐ การณ์จะดำเนินไปเองตามธรรมชาติ แต่ผลลัพธ์จะออกมาเป็นความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนของชุมชน เพราะนั่นคือการมีส่วนร่วมในทุกระดับตั้งแต่การตระหนักรู้ปัญหา การหาทางแก้ การแก้ไข การรับผล และการประเมินผล เป็น Tailor Made ไม่ใช่ One Fit All แบบการรอรับความช่วยเหลือจากทางการที่ชุมชนมีส่วนร่วมเพียงขั้นตอนการรับผลเท่านั้น         หลายปีที่ผ่านมามีคำติดหูอยู่คำคือคำว่า “จิตอาสา” ถือเป็นคำที่ดี ดีมาก ๆ แต่จะดีถึงที่สุดหากคำนั้นจะเดินต่อไปสู่คำว่า “จิตสาธารณะ” เพราะการอาสานั้นก็ยังคงเหมือนมีสองฝ่ายคือฝ่ายอาสาหรือผู้ให้กับฝ่ายผู้รับ แต่สาธารณะนั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นเรื่องของหน้าที่ เป็นเรื่องของธรรม         Happy + ฉบับนี้มีธีมคือจิตอาสา Family in Love บทนี้จึงขอเชิญชวนให้คุณแปรจากจิตอาสา มาสู่วาจาอาสา กายอาสา ด้วยการร่วมกันสร้างชุมชนอันเข้มแข็งอบอุ่นทั้งนี้มิใช่เพื่อใครอื่น แต่เพื่อลูกหลานที่จะเติบใหญ่ขึ้นมานั่นเอง         ทำจิตอาสาง่าย ๆ แค่เพียงยิ้มและพูดจากันด้วยเมตตากับเพื่อนบ้านของคุณ ไม่นานจิตคุณจะกลายเป็นจิตสาธารณะและชุมชนคุณจะกลายเป็นชุมชนสวัสดิการครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *