ความรู้สึกนั้นเรียกอีกอย่างว่า “ความเป็นห่วง”
ความเป็นห่วงนี้แม้จะทำให้เรากลุ้มอยู่บ้างแต่ด้วยเป็นความรู้สึกที่ออกมาจากด้านดีคือความรัก ความเมตตา กรุณาที่เรามีต่อเขาอย่างบริสุทธิ์ใจ เราจึงคิดว่าไม่น่าจะส่งผลเสียอย่างใด เต็มใจที่จะกลุ้มกับมัน
ก็จริงในระดับหนึ่งครับหากความเป็นห่วงนั้นไม่แปรสภาพเติบใหญ่ต่อกลายเป็นความรู้สึกอีกอย่างซึ่งเป็นของต้องระวัง ความรู้สึกนั้นคือ “ความกังวล” ครับ
ความกังวลอันเป็นเสมือนผลผลิตที่ต่อมาจากความห่วงใย คือห่วงมาก ก็คิดมาก คิดมากก็ปรุงแต่งมาก มากเกินจนเลยเป็นความกังวลไป ซึ่งความกังวลนี้เองที่อาจเป็นตัวกีดขวางการก้าวเดินของคนที่เรารักไปเสียเอง
เรากังวลในเรื่องลูกเสียจนเราไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้หาประสบการณ์ชีวิต จนกลายเป็นลูกแหง่ ขาดประสบการณ์จนในที่สุดเมื่อหมดพ่อแม่ที่เป็นห่วงจนมากเกินแล้วนี้ เด็กเลยกลายเป็นอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
หรือเรากังวลกับอนาคตของเขาจนไม่กล้าให้เขาเลือกทางเดินชีวิตของเขาเอง ขังเขาไว้ในพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) จนในที่สุดพื้นที่แห่งความไม่ต้องห่วงที่ตนยึดว่าปลอดภัยนี้ได้กลายเป็น “คุก” ชั้นดีที่ขังชีวิตทั้งชีวิตของคนที่เรารักไว้กับความกังวลของเรา เป็นธรรมดาที่การใช้ชีวิตใหม่ ๆ หรือการมีแนวคิดแปลก ๆ ไปจากความคุ้นเคยจะทำให้เกิดความรู้สึกเสี่ยง แต่ในมุมกลับการใช้ชีวิตแบบเดิมที่ไม่เสี่ยง ไม่ใหม่ก็ไม่อาจคาดหวังความเปลี่ยนแปลง (ในทางที่ดี)
ได้ นักวิทยาศาสตร์เอกของโลกอย่างไอน์สไตน์เคยกล่าวว่ามีแต่คนวิกลจริตเท่านั้นที่กระทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ แล้วคาดหวังว่าผลลัพธ์จะเปลี่ยนไป เปรียบเหมือนเครื่องจักรผลิตสินค้า ที่เราใส่วัตถุดิบเข้าไปชุดหนึ่งเข้าไปเราย่อมได้ผลลัพธ์ชนิดหนึ่งออกมา ซึ่งหากเรายังไม่ชอบใจต่อผลนั้น หรือยังอยากหวังให้ได้ผลที่ดีกว่าเดิม แต่เรายังคงใส่วัตถุดิบเข้าไปแบบเดิม เช่นนี้ลองนึกดูว่าผลผลิตที่ออกมานั้นจะเปลี่ยนไปดั่งที่เราต้องการไหม แน่นอนครับ คำตอบคือไม่ ผลย่อมออกมาแบบเดิมนั่นเอง แล้วเราคิดว่าการที่เราอยากเห็นลูกหลานก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด อยากเห็นชีวิตเขาพุ่งทะยานไปในทางที่ดี แต่เรากลับไม่ยอมให้เขาเข้าไปสู่สนามใหม่ ๆ หรือลองทำอะไรแปลก ๆ เลยเพราะความกังวลของเราแล้วเขาจะได้ผลนั้นมาหรือครับ
ความเป็นห่วงนั้นมากจากฐานใจที่ดีคือความรักและเมตตา เป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่ความกังวลนั้นมาจากฐานแห่งอกุศลคือโทสะ ความกลัว ความกังวลจึงเป็นสิ่งไม่ดี ไม่จำเป็นในชีวิตของเรา แม้มันอาจมาหลอกเราว่าดีคือทำให้รอบคอบ ระมัดระวัง แต่ที่จริงแล้วความระมัดระวัง รอบคอบนั้นมาจากการคิดอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่มาจากความรู้สึกกลัว อีกทั้งเมื่อความกังวลมีกำลังมากขึ้นไปมันจะยิ่งสร้างมหันตภัยร้ายมาสู่ครอบครัวที่นักของเรา เพราะพัฒนาการจากความกังวลก็คือความ “วิตกจริต” ที่เมื่อใดความห่วงเติบใหญ่มาถึงความวิตกจริตนี้จะทำให้เราไม่กล้าทำอะไรหรือไม่กล้าที่จะยอมให้ลูกหลานทำอะไรเลย
หลายกรณีแห่งความวิตกจริตจะอ้างถึงโอกาสที่น่ากลัวที่อาจเกิดขึ้นแต่หากวิเคราะห์ให้ดีจะพบว่าโอกาสนั้นอาจมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก ๆ น้อยจนเรียกว่าอาจไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงเลย ยกเว้นแต่เกิดในจินตนาการของเราก็ได้ ความเป็นห่วงเป็นสายใยที่แสดงความอบอุ่น แต่ต้องระวังอย่าเลยไปเป็นความกังวลอันเป็นผลผลิตจากความกลัว (ในสิ่งที่ไม่น่ากลัว) จนขังลูกหลานตัวเองไว้ในคุกแห่งความวิตกจริต ทำให้เขาไม่สามารถออกไปสู่สิ่งท้าทายใหม่ ๆ ได้เลย โลกยุคโลกาภิวัตน์เช่นนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่ง ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตข้างหน้าได้ต้องเป็นผู้ที่สามารถท้าทายความหลากหลายนี้ได้ อยากเห็นความสำเร็จของคนที่เรารักก็เฝ้าดูด้วยความรักอย่างใกล้ชิด แต่อย่าขังเขาในคุกแห่งความปลอดภัยนะครับ !
ดร.วีรณัฐ โรจนประภา (ดัดแปลงจาก คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสาร บางกอก ฉบับที่ วันอังคารที่ 22 มกราคม 2556)







ใส่ความเห็น