นิวเอจ

        ยุคนี้คนมักเข้าใจว่าอยู่ในยุคที่เรียกว่า “สมัยใหม่” เด็กรุ่นใหม่ก็มักบอกว่าตัวเองเป็นคน “ทัน” สมัย แต่หากว่ากันตามหลักวิชาวิชาแล้วต้องบอกว่าปัจจุบันนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่เรียกว่า “หลังสมัยใหม่” ภาษาอังกฤษ เขาใช้ว่า Postmodern คือเป็นยุคที่ต่อมาจากยุค Modern         อ่านผ่าน ๆ หลายคนคงนึกว่าเป็นยุคที่ต่อเนื่องกัน มีการพัฒนาความรู้จากชุดเดิมไปสู่ชุดใหม่ แต่ความจริงแม้ชื่อจะพ้อง แต่เนื้อหากลับทางกันคนละขั้วกันเลย ยุคหลังสมัยใหม่นั้น เขาปฏิเสธทุกอย่างที่มาจากยุคสมัยใหม่ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีสิ่งที่ดีที่สุดหนึ่งประการ มีความจริงแท้ร่วมกันที่ชัดเจน ขณะที่ยุคหลังสมัยใหม่เขาไม่เชื่อเช่นนั้น เขามองว่าไม่มีความจริงแท้ถาวร ไม่มีความจริงร่วมกัน ความจริงขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละคน         แต่ทั้งสองทางยังคงดูเหมือนจะตอบสนองการแสวงหาลึก ๆ ในใจของมนุษย์ไม่ได้ แนวคิดต่าง ๆ จึงเคลื่อนมาอีกยุคที่ถือว่าเป็นยุคแห่งอนาคตซึ่งบางสำนักก็เรียกว่ายุคหลังจากหลังสมัยใหม่ Post-Postmodern ขณะที่บางสำนักใช้คำว่า นิว เอจ New Age แม้จะใช้ชื่อว่านิว เอจ แม้จะเรียกต่อเนื่องไปอีกว่าหลังของหลังสมัยใหม่ที่ดูหมือนน่าจะเป็นเรื่องทันสมัย ล้ำสมัยแต่แท้จริงแล้วกลับกลายเป็นเรื่องย้อนสมัยเสียมากกว่า เพราะแก่นของยุคหลังของหลังสมัยใหม่ หรือนิวเอจนี้หนักไปทางเรื่องของจิตวิญญาณ ย้อนกลับไปสู่ธรรมชาติ ไปหาศาสนา         ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?         จะตอบได้คงต้องย้อนดูประวัติความเป็นมาของทฤษฏีในแต่ละยุคล่ะครับ เพราะทฤษฏีต่าง ๆนั้น ล้วนถูกสร้างขึ้นมาจนได้รับความยอมรับในสมัยของตน ที่เมื่อบริบทเปลี่ยนไปองค์ความรู้พัฒนาขึ้น ทฤษฏีก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย ซึ่งหากย้อนกลับไปอาจเห็นภาพดังนี้         เริ่มจากยุคคลาสสิก Classic ที่คนมุ่งมองเรื่องผลผลิต และวิธีการให้ได้มาซึ่งผลผลิตสูงสุด มองมนุษย์เป็นปัจจัยนำเข้าในการสร้างผลผลิต เรียกว่าเป็นยุคเห่อวิทยาศาสตร์ก็ไม่ผิด มนุษย์เริ่มรู้จักศาสตร์ใหม่ (วิทยาศาสตร์) นี้เลยเริ่มนำมาใช้สนองความต้องการของสังคมยุคนั้นเกิดแนวคิดการจัดการขึ้น         ต่อด้วยยุคนีโอคลาสสิก Neo Classic หรือคลาสสิกใหม่ ที่มนุษย์เริ่มย้อนมามองเรื่องแรงจูงใจของคนที่จะมีผลต่อผลผลิต ด้วยเรียนรู้แล้วว่าลำพังหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะผลิตงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ต้องการยังมีปัจจัยอื่นอีกนั่นคือเรื่องของแรงจูงใจ เกิดทฤษฏีแรงจูงใจที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้ จะเรียกว่ายุคคลาสสิกคือเรื่องวัตถุยุคคลาสสิกใหม่คือเรื่องจิตใจก็ได้         มาถึงยุคที่เราคุ้นกันคือยุคสมัยใหม่ซึ่งเป็นทฤษฏีที่ออกมาในช่วงโลกอยู่ในยุคอุตสาหกรรมที่คนเอาแต่แสวงหาผลประโยชน์ เกิดทฤษฏีบริหาร การจัดการมากมายที่จะไว้ใช้ในการสร้างการงานให้บรรลุเป้าหมาย เป็นการรวมเอาเรื่องวัตถุกับจิตใจเข้าด้วยกันอย่างมีหลักการ ซึ่งคิดเผิน ๆ ก็น่าจะสมบูรณ์แล้วมีการควบรวมทั้งเรื่องของวัตถุในยุคคลาสสิกกับเรื่องแรงจูงใจในยุคนีโอคลาสสิกเข้าด้วยกันแต่พอกาลผ่านเข้าจริง ๆ ความรู้ชุดนี้ก็ยังเป็นที่สงสัยของคนรุ่นต่อมาจนเกิดเป็นยุคหลังสมัยใหม่ ที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีข่าวสารอย่างเต็มที่คนเลยเริ่มฉุกใจถึงแนวทางที่มนุษย์ใช้ดำเนินมาในยุคโมเดิร์น ที่แม้ผลทางวัตถุจะเด่นชัดแต่ผลทางจิตใจกลับยังตอบสนองไม่พอ         แนวคิดนี้จึงตีกลับไปสู่อีกด้าน คือปฏิเสธความจริงหนึ่งเดียวที่จับต้องได้ที่ยุคสมัยใหม่เชื่อกันอยู่ แต่ด้วยความแรงเลยกลายเป็นตีเกินไปจนสุดขอบ จนเมื่อเรียนรู้จึงเริ่มที่จะย้อนกลับมาสู่แนวทางสายกลาง ความพอเพียงและนั่นคือยุคนิว เอจนั่นเอง ยุคนี้นักวิชาการพยายามสร้างทฤษฏีที่เป็นสายกลาง ที่เป็นธรรมชาติแท้ หรือคืนสู่สามัญ ธรรมดา ที่สุดท้ายแล้วแนวคิดหลักที่ยอมรับกัน ทั้งยังผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนานแล้วว่าเหมาะสำหรับยุคแห่งอนาคตอย่างแท้จริงก็คือ หลักคิดที่มาจากตะวันออกจนเกิดคำว่าบูรพาภิวัตน์ที่ทั่วโลกหันมาศึกษาภูมิปีญญาจากฝากนี้มากขึ้น         โดยเฉพาะหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไล่เรียงประวัติศาสตร์จนเห็นกันอย่างนี้แล้วต้องบอกว่าเราโชคดีมหาศาลที่ได้เกิดมาภายใต้การปกครองของพระองค์ท่านที่ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกล ไกลยิ่งกว่านักวิชาการคนใดในโลกยุคนี้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมว่าพระองค์ทรงให้ทฤษฏีแก่ชาวโลกล่วงหน้าไว้หลายสิบปีแล้ว         คนทั้งโลกกำลังหันมาสนใจศึกษาเพราะเห็นช่องโหว่ของทฤษฏีที่ใช้กันอยู่มากมาย แต่เราคนไทยกันเองกลับยังมองไม่ออกยังหัวปัก หัวปำกลับเอาทฤษฏีตกยุคมาใช้ในการพัฒนา รับรองชีวิตตนเอง ใครบอกเป็นคนสมัยใหม่ใช้ทฤษฏี Modern ก็ทราบเถิดครับว่าคุณตกไป 2 ยุคเต็ม ๆ เดี๋ยวนี้เขาอยู่ New Age ใช้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐาน ไม่เพียงแต่เรื่องของการทำธุรกิจแต่หมายรวมถึงเรื่องชีวิตในทุกด้านด้วยที่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ท่านพระราชทานให้ไว้นั้นสามารถทำให้ชีวิตคุณมีความสุขได้อย่างยั่งยืนและแท้จริง ก็จะไม่สุขได้อย่างไรล่ะครับ         เมื่อชีวิตคุณตั้งอยู่บนฐานของความรู้ ไม่ได้สักแต่ทำอะไรเห่อตามกระแสด้วยความเขลา ทั้งยังมีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ อดทน ไม่ด่วนได้ ทั้งยังประกอบด้วยเหตุและผลที่มาเหนืออารมณ์ มีความพอประมาณไม่โลภจนเกินตัว และมีภูมิคุ้มกันเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ด้วยความพร้อมและครบ สามารถรองรับได้ในทุกสถานการณ์เช่นนี้ต่อให้ตัวแปรอิสระเป็นเช่นไร ตัวแปรตามย่อมออกมาเป็นสุขเสมอ เห็นไหมครับ ใครทำตามพระองค์ท่านรับรองชีวิตที่รื่นรมย๋ได้เลยครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *