ย้อนหลังไปสัก 30 ปีก่อนเมืองไทยของเรามีการรณรงค์เรื่องการวางแผนครอบครัว หรืออีกนัยหนึ่งคือการรณรงค์ลดการมีลูก เพราะการมีลูกสักคนผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต้องใช้เงินเพิ่มอีกจำนวนมากจนอาจทำให้เศรษฐกิจในครัวเรือนไม่คล่อง และการต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อให้มีเงินพอเลี้ยงดูก็อาจทำให้การดูแลอาจด้อยลงก่อให้เกิดปัญหาขาดความอบอุ่น ครอบครัวแตกแยกอันนำมาซึ่งปัญหาสังคมอื่น ๆ ต่อเนื่องไปอีก ซึ่งนี่ต่างจากสมัยโบราณเป็นอย่างมาก ! ผมหมายไปถึงโบราณในยุคเกษตรกรรมที่วิถีชีวิตเราอยู่กับการทำไร่ไถนา ทำให้ทุกบ้านเลยอยากมีลูกเยอะ ๆ เอาไว้ช่วยกันทำนา ทำไร่ ค้าขาย การมีลูกเพิ่มมีแต่กำไรเพราะไม่มีทุน ข้าวปลาอาหารที่ใช้เลี้ยงดูก็อุดมสมบูรณ์อยู่รอบบ้านไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหนหิวก็เข้าไร่นาเด็ดผัก ผลไม้มากิน เติบใหญ่ออกเรือนกันก็เข้าป่าไปตัดไม้มาสร้างเรือนที่มุมหนึ่งของนา การเรียน การศึกษาก็มีวัด มีพระคอยอบรมอยู่ทุกหัวระแหงไม่ต้องดิ้นรนหาค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่ากิจกรรมเสริมพิเศษ หรือค่าติวเตอร์ เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไปหาสมุนไพรพื้นถิ่นรักษากันไปได้ หรือหากหนักหน่อยก็มีหมอประจำหมู่บ้านช่วยกันดูแลไม่ต้องขายบ้านไปจ่ายค่ายา แต่พอเราผันตัวไปสู่ยุคอุตสาหกรรมที่ผมมักเหน็บแนมว่าเป็นการ “อุตส่าห์-หา-กรรม” การณ์เลยกลับตาลปัตรไป ยิ่งมีลูกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นภาระเท่านั้น ตั้งแต่ค่าฝากท้อง ค่าคลอด ค่านม ค่าเรียน ค่ารักษาพยาบาลล้วนเป็นภาระมากมาย ขนาดมีคำพูดว่ามีลูกคนหนึ่งจนไปเป็นสิบปี หรือมีลูกมากจะยากนาน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการวางแผนครอบครัวขึ้น ซึ่งก็ไม่เฉพาะเพียงบ้านเรา อีกหลายประเทศก็ใช้นโยบายควบคุมจำนวนประชากรนี่เหมือนกัน จนเราไม่เคยนึกว่าจะมีประเทศไหนส่งเสริมให้มีลูก แต่ทุกสิ่งมีสองด้านเสมอครับ เมื่อมีประเทศวางแผนให้คนของตนมีลูกน้อยก็มีบางประเทศที่ส่งเสริมให้คนมีลูกมากเช่นกัน ประเทศที่เขาอยากให้คนมีลูกเยอะ ๆ ยิ่งมีมากคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็จะได้โบนัสจากรัฐบาลมาก ประเทศนั้นก็ใกล้ ๆ เราเองคือประเทศ สิงคโปร์ ปัจจุบันคนสิงคโปร์เขาไม่ค่อยจะยอมที่จะแต่งงานกันด้วยเพราะค่านิยมในการแข่งขันทำงานที่ต้องการมีหน้าที่การงานตำแหน่งงานสูงๆ หรือเป็นเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จ คนของเขาเลยมุ่งมั่นแต่ทำงาน หาเงิน ทุ่มชีวิตไปกับการ “ทำงาน” จนการ “แต่งงาน” การมีครอบครัวเป็นเรื่องไม่สำคัญนัก ก็ขนาดแต่งงานยังไม่อยากจะแต่งกัน ก็ยิ่งไม่ต้องพูดไปถึงขั้นการอยากมีลูกกันเลยครับ หากจะสาวหาเหตุ เหตุหนึ่งก็อาจด้วยเพราะประเทศเขาขาดแคลนทรัพยากรก็เป็นได้ ด้วยภูมิประเทศที่เป็นเกาะเล็ก ๆ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าอย่างน้ำมัน ไม่มีที่เพาะปลูกพืชผลเกษตรเพื่อส่งออก ทำให้วัฒนธรรมของเขาคนต้องขยันขันแข็ง ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน อีกทั้งในอดีตที่ต่อเนื่องมายาวนานจนถึงปัจจุบันเขามีผู้นำที่เน้นวินัยอย่างเข้มแข็ง คนจึงมีระเบียบมาก มีความมุ่งมั่นในงานสูงจนเกือบจะคล้าย ๆ เป็นเครื่องจักรผลิตผลงาน อีกทั้งผู้ชาย กับผู้หญิงแทบจะไม่ต่างกัน ผู้หญิงสิงคโปร์ไม่ได้เป็นช้างเท้าหลังที่คอยมาดูแลจัดการบ้าน หรือมาคอยปรนนิบัติพัดวีให้ การแต่งงานจึงเกิดขึ้นน้อย หรือแม้บางคู่ลงเอยแต่งงานกันก็ด้วยเพราะอยากมีคู่มาดูแลเติมเต็มชีวิตซึ่งกันและกัน ไม่ได้คิดอยากจะสร้างครอบครัวในลักษณะของการมีลูก บทสรุปสุดท้ายประเทศสิงคโปร์ทุกวันนี้จึงขาดแคลนประชากร จนผู้นำของเขาอดห่วงไม่ได้ว่าอนาคตอาจถึงขั้นสูญสิ้นประเทศ เพราะเมื่อไม่มีคนทำงานก็ไม่มีผลของงานออกมา ไม่มีผลงานก็ไม่สามารถต่อกรกับคู่ค้าอื่นได้ จึงต้องไปนำเข้าแรงงานต่างชาติที่หากเข้ามามากเวลาผ่านจากรุ่นสู่รุ่นสุดท้ายอาจถูกกลืนประเทศ นโยบายสังคมของรัฐบาลเขาจึงส่งเสริมให้คนอยากมีลูกกันอย่างเต็มที่มีโบนัสให้กับการมีลูกเพิ่ม มีการจัดสวัสดิการที่พัก วันลา วันหยุดให้ ฟังแล้วก็ลองจินตนาการเล่น ๆ อาจเห็นภาพประเทศเขาเป็นความเจริญเต็มไปด้วยเทคโนโลยีผนวกกับความมุ่งมั่นขยันทำงานของคนในเมืองที่แม้จะดูทันสมัยแต่ก็รู้สึกได้ถึงการแข่งขันอย่างรุนแรง แม้จะไม่มีนอกเกมแต่ก็เต็มไปด้วยความร้อนระอุ เคร่งเครียดมาประกบกับภาพโบราณของเราที่อยู่กันกลางทุ่งนา ช่วยเหลือเกื้อกูลกันท้ายบ้านแกงส้มหัวบ้านก็ได้กินด้วย กลางบ้านตำน้ำพริกทั้งหัวทั้งท้ายบ้านก็ได้กินเช่นกัน ทั้งหมู่บ้านเป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ เป็นเหมือนญาติกันหมดไม่ทางพ่อ ทางปู่ ก็ทางย่า ทางยาย แม้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกไม่มากอาจหิว เหนื่อยลำบากแต่บ้านก็เปี่ยมด้วยความสุขด้วยสายใยรักพ่อแม่ลูก หรือแม้แต่เราจะหลงไปอุตส่าห์หากรรมกันแล้ววัฒนธรรมครอบครัวใหญ่ของเราก็ยังสืบทอดต่อมาไม่น้อย ค่านิยมการมีลูกไว้สืบสกุลก็ยังเข้มแข็งที่แม้ต่อมาการมีลูกสักคนจะมีปัญหาเรื่องการหาเงินมาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องของหลายชีวิตในครอบครัวดั่งที่เกริ่นในเบื้องต้น แต่ก็เป็นสถานการณ์ที่เกิดมาจากความรัก เป็นหน้าที่ของสกุล ทำให้แม้ลำบากแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ความรัก ความเสียสละ อิ่มก็อิ่มด้วยกัน หิวก็หิวด้วยกัน นึกแล้วอบอุ่นจังครับ ยุคนี้เขาฮิตคำว่าปฏิรูป ที่หากแปลความกันก็อาจได้ว่า “ปฏิ” แปลว่ากลับ “รูป” สิ่งที่รับรู้ได้ รวมกันก็คือกลับสู่บางสิ่ง บางอย่างซึ่งขยายต่อก็คือการกลับไปสู่สิ่งที่ดีงามในอดีต ดังนั้นใครอยากปฏิรูปสังคมก็อาจเริ่มด้วยการนำค่านิยมครอบครัวอบอุ่นนี้กลับมาสู่ประเทศเรากันนะครับ

ปฏิรูปครอบครัว
Search
Popular Posts
Categories
Archives
- พฤษภาคม 2026
- เมษายน 2026
- มีนาคม 2026
- กุมภาพันธ์ 2026
- มกราคม 2026
- ธันวาคม 2025
- พฤศจิกายน 2025
- ตุลาคม 2025
- กันยายน 2025
- สิงหาคม 2025
- กรกฎาคม 2025
- มิถุนายน 2025
- พฤษภาคม 2025
- มีนาคม 2025
- กุมภาพันธ์ 2025
- ธันวาคม 2024
- พฤศจิกายน 2024
- ตุลาคม 2024
- กันยายน 2024
- สิงหาคม 2024
- กรกฎาคม 2024
- มิถุนายน 2024
- พฤษภาคม 2024
- เมษายน 2024
- กุมภาพันธ์ 2024
- มกราคม 2024
- ธันวาคม 2023
- พฤศจิกายน 2023
- ตุลาคม 2023
- กันยายน 2023
- สิงหาคม 2023
- กรกฎาคม 2023
- มิถุนายน 2023
- พฤษภาคม 2023
- เมษายน 2023
- มีนาคม 2023
- มกราคม 2023
- ธันวาคม 2022
- ตุลาคม 2022
- กันยายน 2022
- สิงหาคม 2022
- กรกฎาคม 2022
- มิถุนายน 2022
- พฤษภาคม 2022
- เมษายน 2022
- มีนาคม 2022
- กุมภาพันธ์ 2022
- ธันวาคม 2021
- ตุลาคม 2021
- กันยายน 2021
- สิงหาคม 2021
- กรกฎาคม 2021
- มิถุนายน 2021






ใส่ความเห็น