เส้นแบ่ง

        คำง่าย ๆ คำนี้น่ากลัวนัก !         หากย้อนอดีตกลับไปตั้งแต่สมัยเริ่มวิวัฒนาการของมนุษย์จะเห็นได้ว่าเราไม่มีเส้นแบ่งใด ๆ เลย เราเกิดมาอยู่ร่วมกันเป็นสายพันธ์เดียวกัน ยังไม่มีประเทศ ยังไม่มีเชื้อชาติ ยังไม่มีภาษา วัฒนธรรมมาแยกออกเป็นหมู่ เหล่า ไม่ต้องพูดถึงเส้นแบ่งทางความคิด ความเชื่อ ลัทธิ ศาสนา หรือการเมือง หากจะมีคงมีเพียงเส้นหยาบ ๆ อย่างเส้นแบ่งมนุษย์ออกจากสัตว์ หรือแบ่งมนุษย์ออกจากต้นไม้         แต่ดูเดี๋ยวนี้ซิครับ เรามีเส้นแบ่งมากมาย และที่สำคัญคือไม่ได้มีเพียงแค่มีเพื่อรับรู้ถึงความแตกต่างว่านี่คน นั่นสัตว์ นี่ต้นไม้ แต่เรายังเอาจริงเอาจังกับมันมาก มากจนถึงบางเส้นแบ่งนั้นผลของมันแบ่งชีวิตระหว่างความเป็นกับความตายทีเดียว         เรารบกับผู้ที่อยู่คนละฟากของเส้นแบ่งประเทศ         เรารบกับผู้ที่อยู่คนละฟากของเส้นแบ่งทางการเมือง         และเรารบกับผู้ที่อยู่คนละฟากกับเส้นแบ่งทางความเชื่อของเรา         รบแบบแรกระหว่างประเทศนี้พอเข้าใจได้ว่าเพื่อปกป้อง ป้องกันดินแดนของเราจากข้าศึกศัตรูเพื่อลูก เพื่อหลาน เพราะในอดีตนั้นการดำรงชีวิตต้องพึ่งพาแหล่งน้ำ แหล่งเพาะปลูก ความสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินจึงหมายถึงชีวิตของเพื่อนร่วมเผ่า ร่วมประเทศ การปกป้อง รบกันเพื่อให้ได้มา หรือเพื่อไม่ให้เสียไปของดินแดนจึงหมายลึกไปถึงเรื่องของการปกป้องชีวิต แม้จะไม่ถูกต้องในการใช้กำลังหักเอาของที่ไม่ใช่ของตนมาแต่ยังพอทำใจได้บ้าง คงคล้าย ๆ เวลาเราดูข่าวแม่ขโมยของเพื่อซื้อนมมาให้ลูกกิน         รบแบบที่สองทางการเมืองก็พอเข้าใจได้ว่าเพื่อนาคตที่เชื่อว่าจะดีขึ้นของประเทศ เพราะเมื่อสังคมมีวิวัฒนาการตามกาลเวลาไป เริ่มมีกฏ มีกติกาการมีใช้อำนาจในการปกครองให้คนหมู่มากอยู่รวมกันได้อย่างสงบ และไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบกัน การออกมาเรียกร้อง หรือดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้ได้มาซึ่งความเสมอภาคทางความเป็นมนุษย์จึงพอเข้าใจ         แต่รบอย่างสุดท้ายคือทางความเชื่อนี่น่าคิดนะครับว่าเรารบกันไปเพื่ออะไรกัน มันอาจเหลื่อม ๆ กันกับการรบแบบที่ 2 แต่หากสาวให้ลึกไม่แน่ว่าจะใช่อุดมการณ์มุ่งหมายเดียวกันเพราะมันอาจเอนมาด้านเพื่อตัวเอง หรือเพื่อความเชื่อของตัวเองมากกว่า         ดูให้ดีจะเห็นว่ายุคนี้คนรบเพื่อตัวเองมากกว่าทุกสมัย ทั้งยังมีแนวโน้มจะมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นก็เพราะโลกเทคโนโลยีมันไวกว่าเดิมมาก มันกระจายไปสู่ปัจเจกอย่างทั่วถึง ทำให้แต่ละคนสามารถสร้างอาณาจักรของตนได้อย่างอิสระไม่ว่าจะเป็นผ่านโซเชียลเนตเวิร์กต่าง ๆ ซึ่งเมื่อมีอาณาเขตของตนก็ต้องมีการปกป้องอาณาเขตของตน รบกับผู้ที่จะล้ำแดนตน         เมื่อยุคเปลี่ยนอำนาจก็เปลี่ยน ผลประโยชน์ก็เปลี่ยน จากยุคเงินคืออำนาจ มาสู่ยุคเครือข่ายเป็นอำนาจ จากรบกันเพื่อแหล่งเพาะปลูก ดินแดน เพื่อเงินมาเป็นรบเพื่อ “สาวก” เพราะยุคนี้ใครมีสาวกมากหมายถึงมีอำนาจมาก และเมื่อำนาจอยู่ในมือก็สามารถนำไปใช้แปรเป็นของที่มาสนองความต้องการตนได้         ตัวอย่างง่าย ๆ อย่างบรรดาคนดัง ดารา นักร้อง หรือเซเลบที่มีสาวกติดตามทั้งในโลกจริงคือสื่อกระแสหลัก ทั้งในโลกเสมือนคือโปรแกรมอย่างเฟซบุค อินสตราแกรม คนกลุ่มนี้หากอยากได้อะไรอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ร้านอาหารแทบจะทุกร้านอยากให้คนกลุ่มนี้ไปกินแล้วช่วยโพสร้านเขาในแง่ดีลงสู่เฟซบุค โรงแรม รีสอร์ตทุกแห่งอยากให้เขาไปเที่ยวและถ่ายรูปสวย ๆ ของสถานที่เขาลงอินสตราแกรม อย่าว่าแต่ให้ไปกินฟรี พักฟรีเลย หลาย ๆ คนได้เงินกลับบ้านเต็มกระเป่าเสียด้วย         นี่แหละครับอำนาจสมัยนี้เปลี่ยนมาเป็นสาวก เราเลยรบเพื่อป้องกันสาวก แต่ไม่ใช่ป้องกันชีวิตสาวก เหมือนแม่ทัพป้องกันชีวิตทหารกล้า แต่ป้องกันสาวก “แปรพักต์” เปลี่ยนใจไม่เป็นสาวกเราต่างหาก และที่น่ากลัวยิ่งก็คือเส้นแบ่งนี้แทรกซึมไปทุกครัวเรือนจนยากแก่การป้องกัน         เส้นแบ่งดินแดนยังสังเกตุได้ แต่เส้นแบ่งความเชื่อนั้นมันมาจากโลกเสมือนที่ยากแก่การจำแนกสุดท้ายแล้วยังมองไม่ออกว่าจะป้องกันความร้าวฉานที่แตกมาจากข้างในนี้ได้อย่างไร คงต้องปล่อยไปตามกรรมร่วมของสังคมที่ต้องเผชิญกันเอง สิ่งที่พอทำได้คือการประคองไม่ให้ความแตกแยกนี้ลุกลามจนเสียหายเกินขอบเขต ไม่เว้นแม้ในบ้านก็เริ่มเห็นเส้นแบ่งการแย่งสาวกนี้กันแล้ว ไม่ได้หมายถึงพ่อกับแม่รบกันเพื่อแย่งชิงลูกนะครับ แต่หมายถึงคนนอกที่มาสร้างเส้นแบ่งให้กับคนในบ้าน ตัวอย่างที่คุณ ๆ คงนึกกันชัดก็เช่น พ่อหนึ่งสี แม่หนึ่งสี เผลอ ๆ ลูกอาจจะอีกหลากสี อยู่ชายคาเดียวกัน บ้านเดียวกัน ครอบครัวเดียวกันแต่ถูกแบ่ง (ทางความเชื่อ) เสียแล้ว         ไม่ได้จำกัดอิสรภาพทางความคิด ความเชื่อ แต่ต้องการชี้ให้เห็นปัญหา และช่วยกันแก้ไขครับ แก้จนเส้นแบ่งสักแต่ว่าเป็นเส้นให้รู้ว่ามีความแตกต่าง ไม่ใช่ไม่เห็นเส้นแต่กลับรบรากันทุกหัวระแหง คิดเล่น ๆ ว่าวันใดที่เส้นแบ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางความคิด ความเชื่อ ลัทธิ การเมือง ศาสนา ดินแดน เผ่าพันธ์ สายพันธ์ไปจนถึงธรรมชาติหมดสิ้นไปจากใจมนุษย์เมื่อนั้นโลกคงสงบสุขเสียที หมดไปคือยังคงมีเส้นแบ่งทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา หรือการเมือง แต่เราเห็นมันชัดและรับมันได้ ที่สำคัญคือไม่มีเส้นกั้นระหว่างจิตใจแห่งความเอื้ออาทรของมนุษยชาติครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *