
ทุกคนอยากกำหนดชะตาของตนเอง ไม่อยากให้อนาคตไปติดตึงอยู่กับผังกรรมเก่าที่เหวี่ยงเรามาอยู่ในบริบทเช่นปัจจุบันนี้ ซึ่งการจะลิขิตชีวิตตนสิ่งแรกที่จำเป็นต้องทำคือการรู้เสียก่อนว่า “ชีวิต” คืออะไร เพราะหากเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราจะกำหนดคืออะไรเราย่อมไม่สามารถกำหนดมันได้
แล้วชีวิตคืออะไร?
หากตอบทางปรัชญาตะวันออกชีวิตก็คือรูปและนามประกอบกัน สืบต่อส่งต่อกันเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับปรัชญาตะวันตกที่มีรากมาจากเรื่องของสสารและเรื่องของจิต ดังนั้นการจะกำหนดชีวิตเราจึงสามารถทำได้ทั้งการทำด้วยร่างกายและการทำทางนามหรือจิต
การทำทางกายก็คือการใช้ให้ร่างกายมุ่งมั่นทำในเป้าหมาย ส่วนการทำทางจิตก็คือใช้ให้จิตมุ่งมั่นคิดในเป้าหมาย เพราะเมื่อจิตคิดจิตก็จะแปรตัวเองไปเป็นสสารตามที่คิด (ระยะหลังมักเรียกกันว่ากฎแห่งแรงดึงดูด) ดั่งเช่นที่อัลเบิร์ต ไอสไตน์เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อคุณเชื่อมต่อจินตนาการของคุณเข้ากับจักรวาลมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มันจะเป็นจริง นี่ไม่ใช่ปรัชญาแต่เป็นฟิสิกส์
และวิธีจะเชื่อมต่อความคิดของเราเข้าสู่จักรวาลก็คือต้องทำความถี่ของเราให้สอดคล้องกับความถี่ของจักรวาลที่ราบ เรียบ และนิ่งด้วยการทำสมาธิให้จิตไม่ฟุ้งซ่านจนความถี่ลดลงไปถึงระดับอัลฟาต่ำหรือเธตา ซึ่งในทางตะวันออกก็คือการทำสมาธิให้แนบแน่นลงไปถึงระดับเฉียดฌานหรือฌานและอธิษฐานจิตกำกับไป ซึ่งนี่ไม่ใช่การบนบานอ้อนวอนแต่เป็นการสร้างเหตุคือให้จิตมีกำลังจากสมาธิแล้วตั้งเจตต์จำนงค์มุ่งมั่นเพื่อการใด การหนึ่ง
วิธีนี้สำเร็จได้ก็เพราะเมื่อจิตรวมเข้ากับจักรวาล หรือพระเจ้า หรืออาตมันแล้วเรากับจักรวาล พระเจ้า หรืออาตมันก็คือสิ่งเดียวกัน ดั่งนั้นทรัพยากรทั้งหมดของจักรวาลก็เสมือนของเราด้วย ข้อควรระวังคือเมื่อเราได้ทรัพย์มาแล้วเราต้องหมุนเวียนทรัพย์นั้นไปเพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้เกิดกับจักรวาล ไม่ใช่การที่เราไปคว้าเอาทรัพยากรธรรมชาตินั้นมาเป็นของเรา เพราะการตั้งเป้าเช่นนั้นก็คือการสร้างตัวตน แยกตัวเราออกจากจักรวาล เรายึงไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์นั้น ๆ
ขณะที่ทางฝั่งตะวันออกชีวิตก็คือรูปและนามที่มาประกอบกัน มาเป็นเหตุเป็นปัจจัยส่งต่อสืบเนื่องกัน ดังนั้นการลิขิตชีวิตที่สะดวก ได้ผลเร็วคือการจัดการกับนาม เพราะนามนี่นเองจะไปปรุงแต่งรูปให้เป็นไปตามนั้น ซึ่งการจะจัดการนามให้ได้ผลก็ต้องทำจิตให้ทั้งมีพลัง และความใหญ่ ใหญ่จนเป็นเสมือนทั้งหมดของนามก็จะเท่ากับเป็นผู้ครอบครองทุกสรรพสิ่ง สามารถดลบันดาลสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้ดั่งที่เรียกว่า “พรหมลิขิต” นั่นเอง
ซึ่งการจะทำจิตให้ใหญ่ไม่มีประมาณเป็นจิตของพรหมนั้น วิธีการก็ตรงไป ตรงมาคือเลียนแบบจิตของพรหม ใช้ชีวิตแบบพรหมดั่งที่เรียกว่า “พรหมวิหาร” หรือเครื่องอยู่ของพรหมซึ่งมี 4 อย่างคือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ที่คุ้นหูกันแต่มักจะละเลยไม่ค่อยได้ทำกัน ส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้ใส่ใจตั้งใจจะทำ ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่เข้าใจว่าแต่ละข้อนั้นคืออะไร? ใช้อย่างไร?
แต่เมื่อหากทราบแล้วว่าการมีจิตอย่างพรหมมีข้อดีตรงที่ทำให้สามารถลิขิตชีวิตตนเองได้ และอยากเป็นพรหมเองกับเขาบ้างจะได้ไม่ต้องไปบนพรหมที่ไหนก็ต้องเริ่มจากมาทำความเข้าใจก่อนว่าพรหมวิหาร 4 นี้ก็คือข้อปฏิบัติของเราที่พึงมีต่อสิ่งมีชีวิตอื่นที่ประสบพบเจอในแต่ละขณะของชีวิต
เช่น เมื่อเราเจอใครก็ตามที่เขาปกติอยู่เราก็ต้องใช้เมตตาคือความอยากให้เขามีความสุข เช่น เจอแม่บ้านที่บริษัทจากที่เรามักจะเดินผ่านไปโต๊ะทำงานเฉย ๆ เราก็ใช้เมตตาก็คือหยุดยิ้มให้ทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบด้วยใจเมตตาว่าอยากให้เขามีความสุขขึ้นจากการได้รู้สึกว่าเขาก็ยังเป็นที่รับรู้ของคนอื่น ๆ ทั้งนี้การใช้เมตตาต้องระวังเรื่องการพลิกไปเป็นราคะความรักใคร่ชอบพอ
ขณะที่หากเจอคนกำลังประสบความสำเร็จเราก็ต้องใช้มุทิตาคือร่วมยินดีพร้อมส่งเสริมให้เขาดียิ่งขึ้น เช่น เขาได้เลื่อนตำแหน่งเราก็ต้องยินดีกับเขาพร้อมแนะนำเขาให้เตรียมความพร้อมกับตำแหน่งใหม่ ไม่ใช่แสดงความยินดีด้วยการให้เขาไปเลี้ยงอาหาร อันเป็นการพลอยยินดีที่มีผลประโยชน์ตัวเราเองแฝงอยู่เบิ้องหลัง
หรือหากเจอคนตกทุกข์ได้ยากอยู่เราก็ต้องเลือกใช้ระหว่างกรุณา คือการปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ด้วยการช่วยเขาตามกำลังที่เราสามารถช่วยได้ หรือหากเราช่วยไม่ได้ก็ต้องวางอุเบกขาคือวางเฉยด้วยปัญญา ไม่ทุกข์หรือเศร้าไปกับความลำบากของเขา คอยสอดส่องจนเขารับวิบากร้ายจนโอกาสเปิดข่องเราค่อยใช้กรุณาดึงเขามาสู่ภาวะปกติ
จะเห็นว่าพรหมวิหารทั้ง 4 ข้อนี้เหมือนจะง่ายแต่เอาเข้าจริงไม่ง่ายเลยที่จะเลือกใช้ได้ถูกต้อง ที่สำคัญคือใช้ทุกครั้งที่เจอคนอื่น ๆ
ลองนึกดูว่าหากทุกครั้งที่เราเจอใครแล้วใจเราอยากให้เขาสุข ไม่อยากให้เขาทุกข์ คอยเกื้อกูลยามเขาดี คอยเป็นกำลังใจยามเขาทุกข์ จิตของเราจะมีสภาพอย่างไร
แน่นอนจิตเราย่อมใหญ่ มีพลัง ที่เมื่อทำจนชินเป็นนิสัยจิตของเราย่อมไม่ต่างจากจิตของพรหมที่พร้อมที่จะ “ลิขิตชีวิตตนเอง”
*ถอดความจาก Life: Talk with Dr. mai 17 พ.ค. 66







ใส่ความเห็น