Empathy Economy เศษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “หัวใจ ” ไม่ใช่แค่เงิน

 

Empathy Economy
เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจ ไม่ใช่แค่เงิน

จุดเริ่มต้นของความจริงที่เราไม่กล้าพูด

โลกในวันนี้เหมือนคนที่ดูแข็งแรงจากภายนอก แต่ภายในกำลังทรุดโทรมและป่วยหนัก คนจำนวนมากมองเห็นตัวเลขเศรษฐกิจที่ดูสวยหรู รายงาน GDP ที่เติบโตทุกปี รายรับของบริษัทข้ามชาติที่ทำลายสถิติกำไรสูงสุดใหม่ ๆ ทุกไตรมาส แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขากลับไม่เห็นเลยว่า มีคนอีกนับพันล้านที่ยังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดขั้นพื้นฐาน คนที่ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีน้ำสะอาดดื่ม ไม่มีการศึกษาที่มีคุณภาพ และไม่มีโอกาสแม้แต่จะฝันถึงชีวิตที่ดีขึ้น

เราอาจนั่งอยู่ในร้านกาแฟเก๋ ๆ ในย่านธุรกิจของเมืองหลวง ถือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่ผลิตในโรงงานที่ค่าแรงถูกที่สุด และติดตามข่าวคราวโลกผ่านหน้าจอแวววาว แต่สิ่งที่เราไม่ได้เห็นก็คือ รอยน้ำตาของแรงงานเด็กในเหมืองโคบอลต์ที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนเครื่องนั้น หรือการตัดไม้ทำลายป่าที่อยู่เบื้องหลังเฟอร์นิเจอร์ไม้สักราคาแพงที่วางอยู่ในห้องนั่งเล่นของเรา เราอาจเห็นตัวเลขยอดขายพุ่งขึ้นเป็นกราฟเส้นสีเขียว แต่เราไม่ได้เห็นสีแดงของโลหิตคนงานที่ทำให้ตัวเลขนั้นเกิดขึ้น

.

ระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยความกลัวและความโลภ เราถูกปลูกฝังให้เชื่อว่า การมีมากขึ้นหมายถึงชีวิตที่ดีกว่า เราแข่งขันกันเพื่อความอยู่รอดจนลืมไปว่าความอยู่รอดที่แท้จริงของมนุษยชาติคือ การอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่ การแข่งกันอยู่คนเดียว

แต่ละปี เราเห็นภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรง ภัยธรรมชาติเพิ่มจำนวนขึ้น คนถูกปลดออกจากงานแม้บริษัทจะกำไรท่วมท้น และแม้เราจะพูดคำว่า “ยั่งยืน” ซ้ำ ๆ ในห้องประชุม แต่เรากลับรู้สึกได้ว่าความหมายของมันค่อย ๆ กลวงเปล่า

นี่แหละคือความจริงที่เราไม่กล้าพูด
และนี่แหละที่ Empathy Economy กำลังท้าทายให้เรายอมรับ

.

Empathy Economy ระบบเศรษฐกิจที่หัวใจนำหน้าเงิน

“Empathy Economy” ไม่ใช่คำโปรยโฆษณา ไม่ใช่คอนเซ็ปต์ที่ใช้ประดับวิสัยทัศน์องค์กร แต่มันคือ การปฏิวัติวิธีคิดพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ หากเศรษฐกิจทุนนิยมยุคเก่าสร้างระบบที่ยึดถือเงินเป็นเป้าหมายสูงสุด Empathy Economy กำลังวาง “มนุษย์” และ “ชีวิต” เป็นศูนย์กลางของระบบแทน

แนวคิดนี้เชื่อว่า การเติบโตที่แท้จริง ไม่ใช่ตัวเลขในบัญชีธนาคารหรือรายงานงบการเงินประจำปี แต่เป็นการเติบโตของความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม และระหว่างคนกับโลกที่เราอยู่ Empathy Economy ให้คุณค่ากับความเข้าใจและการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) มากกว่าการเอาชนะหรือการแสวงหากำไรเพียงฝ่ายเดียว

.

จากงานสำรวจปี 2022 พบว่า 94% ของผู้บริหารระดับ C-suite เชื่อว่า การพัฒนาความเห็นอกเห็นใจในองค์กร ไม่เพียงแต่เพิ่มความพึงพอใจของพนักงาน แต่ยังทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กรดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ Harvard Business Review ปี 2021 ยังรายงานอีกว่า บริษัทที่มีระดับ “Empathy Index” สูง มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและรักษาลูกค้าได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยถึง 20% การเข้าใจความต้องการและความรู้สึกของพนักงานและลูกค้าทำให้พวกเขาไม่เพียงแค่กลับมาใช้บริการซ้ำ แต่ยังกลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการส่งต่อความน่าเชื่อถือและความภักดีต่อแบรนด์

.

หนึ่งในตัวอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจคือ Patagonia บริษัทเสื้อผ้ากลางแจ้งที่ไม่เคยทำโฆษณาแบบหวือหวา แต่กลับมีฐานลูกค้าเหนียวแน่นที่สุดบริษัทหนึ่งในโลก ด้วยการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าพวกเขา “ทำธุรกิจเพื่อช่วยโลก ไม่ใช่เพื่อทำกำไร” การประกาศบริจาคกำไร 100% ให้กับโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั่วโลก และแคมเปญ “Don’t Buy This Jacket” คือการเชิญชวนให้คนลดการบริโภคแทนที่จะผลักดันยอดขาย แต่ผลที่เกิดขึ้นคือรายได้กลับเพิ่มขึ้นสวนทาง เพราะผู้คนรู้สึกถึงความจริงใจของแบรนด์ ที่ไม่เพียงรักษ์โลก แต่ยังรักษ์คนด้วย

.
.

จากทุนนิยมไร้หัวใจ สู่เศรษฐกิจที่หัวใจคือทุน

เราถูกสอนว่าโลกธุรกิจคือสมรภูมิที่ต้องแย่งชิงทรัพยากร ใครเร็วกว่า ใครแข็งแกร่งกว่า คนนั้นชนะ แต่ Empathy Economy บอกเราว่า การร่วมมือและการแบ่งปันสามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าการแข่งขันและการเอาเปรียบ

Tony’s Chocolonely บริษัทช็อกโกแลตจากเนเธอร์แลนด์ ที่สร้างชื่อจากความตั้งใจจะทำให้โลกนี้ไม่มีแรงงานทาสในอุตสาหกรรมโกโก้ บริษัทใช้วิธีจ่ายค่าโกโก้ให้เกษตรกรสูงกว่าราคาตลาดถึง 40% สร้างระบบที่เกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้นและไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานทาส ผลลัพธ์คือ การเติบโตทางยอดขายปีละไม่ต่ำกว่า 20% โดยไม่ต้องพึ่งแคมเปญโฆษณาหรือกลยุทธ์การลดราคา เพราะลูกค้าซื้อจากความศรัทธาในเจตจำนงและความจริงใจ

Tony’s Chocolonely คือภาพสะท้อนของเศรษฐกิจที่ไม่ได้ใช้เงินเป็นทุนตั้งต้น แต่ใช้ “หัวใจ” เป็นตัวสร้างมูลค่า และมูลค่านั้นยั่งยืนและเติบโตได้จริง

.
.

จาก Emotion Economy สู่ Empathy Economy

หลายสิบปีที่ผ่านมา บริษัทและนักการตลาดต่างพูดถึง Emotion Economy หรือเศรษฐกิจที่จับอารมณ์ผู้บริโภคให้ได้ แต่จุดมุ่งหมายก็ยังเป็นแค่การขายของให้ได้มากที่สุด แต่ Empathy Economy นั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะมันไม่ใช่แค่การเข้าใจความรู้สึกเพื่อขายของ แต่คือการเข้าใจความรู้สึกเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคม

Warby Parker แบรนด์แว่นตาชื่อดังของสหรัฐฯ ได้แสดงให้โลกเห็นว่า Empathy Economy คืออะไร พวกเขาสร้างโมเดลธุรกิจแบบ Buy One, Give One ที่ให้แว่นสายตาหนึ่งอันแก่ผู้ยากไร้ทุกครั้งที่มีการซื้อแว่นตาหนึ่งอัน บริษัทไม่เพียงช่วยผู้คนให้มีแว่นตาใส่เท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสให้ผู้ได้รับได้เรียนหนังสือ ทำงาน และมีชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว จนถึงปี 2023 บริษัทแจกแว่นตาไปแล้วกว่า 10 ล้านอันใน 50 ประเทศทั่วโลก

.

ความเห็นอกเห็นใจสร้างกำไรที่ยั่งยืน

มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่า Empathy Economy ไม่ใช่แค่ดีต่อใจแต่ยัง ดีต่อธุรกิจด้วย รายงานจาก McKinsey & Company ปี 2021 พบว่า บริษัทที่ลงทุนในด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม สามารถเพิ่มผลตอบแทนจากผู้ถือหุ้นได้มากถึง 20% เทียบกับบริษัทที่ไม่ใส่ใจด้านนี้ นอกจากนี้งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าบริษัทที่มี Empathy สูง เช่น Microsoft และ Google มีอัตราการเติบโตของราคาหุ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดถึง 50%

.

จาก SDGs สู่ Empathy Economy

Empathy Economy ไม่ใช่แค่แนวคิดแยกส่วน แต่มันคือ “หัวใจ” ของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDGs ขององค์การสหประชาชาติ เป้าหมาย SDG 1 ที่ว่าด้วยการขจัดความยากจน เป้าหมาย SDG 8 ว่าด้วยการสร้างงานที่มีคุณค่า หรือแม้แต่ SDG 13 เรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่างก็เริ่มต้นจากการเข้าใจปัญหาความทุกข์ของผู้อื่น และลงมือช่วยเหลือโดยไม่ละเลย

บริษัทอย่าง Unilever ประกาศว่าวิสัยทัศน์ของพวกเขาคือการปรับเปลี่ยนชีวิตผู้คนกว่า 1 พันล้านคนให้ดีขึ้นภายในปี 2030 โดยที่แบรนด์ในเครือทั้งหมดต้องมี Purpose ที่ชัดเจนและสร้างผลกระทบเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็น Dove ที่รณรงค์เพื่อความงามที่ไม่ถูกตีกรอบ หรือ Lifebuoy ที่สนับสนุนสุขอนามัยพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนา นี่คือการนำ Empathy Economy ไปใช้ในระดับองค์กรขนาดใหญ่และเห็นผลเป็นรูปธรรม

.
.

เศรษฐกิจที่คนไทยต้องกล้าคิดใหม่

ตัวอย่างในประเทศไทยเองก็มีไม่น้อย ธุรกิจเพื่อสังคมที่ใช้หัวใจนำหน้าเงิน เช่น ดอยคำ ภูฟ้า หรือ Moreloop ที่นำเศษผ้าจากโรงงานมาตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ลดของเสีย และเพิ่มรายได้ให้ชุมชน แต่คำถามคือ จะมีสักกี่องค์กรที่กล้าก้าวพ้นจากการทำ CSR แบบเชิงสัญลักษณ์ไปสู่ Empathy Economy ที่แก่นแท้

เราต้องกล้าคิดใหม่ มองใหม่ และลงมือทำใหม่
ไม่ใช่เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด แต่เพื่อให้โลกทั้งใบอยู่รอดไปด้วยกัน

เราไม่มีเวลารอให้เศรษฐกิจแบบเดิมพังพินาศก่อนแล้วค่อยสร้างใหม่ เพราะการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นได้ทันทีจากหัวใจของเรา และไม่ต้องมีต้นทุนเงินมหาศาล แค่เริ่มต้นด้วยความเข้าใจและความตั้งใจที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

Empathy Economy ไม่ใช่ทางเลือก แต่มันคือเงื่อนไขของการอยู่รอด ในโลกที่เปราะบางที่สุดยุคหนึ่งของมนุษยชาติ

ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ แล้วเมื่อไหร่
ถ้าไม่ใช่เรา แล้วใครจะเริ่ม

Empathy Economy
เศรษฐกิจที่หัวใจใหญ่กว่าเงิน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *