
จุดเริ่มต้นของคำถามที่โลกไม่กล้าถาม
ทำไมโลกยังคงร้อนขึ้น ทั้งที่เรากำลังพูดถึง “ESG” กันทุกวัน
ทำไมเรายังเห็นทะเลกลายเป็นบ่อขยะ
ทั้งที่บริษัทใหญ่ ๆ ต่างชูธง “รักษ์โลก”
ทำไมรายงานความยั่งยืนขององค์กรถึงหนาขึ้นทุกปี
แต่กลับบางเบาในเนื้อหาที่สะเทือนใจ
มันเหมือนเรากำลังดูหนังไซไฟที่พระเอกพูดว่า “โลกต้องการฮีโร่” แต่ความจริงเบื้องหลัง คือฮีโร่ตัวจริงกำลังนั่งนับกำไรในห้องประชุมผู้ถือหุ้น ขณะที่ป่าฝนถูกเผาไหม้เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจที่เราต้องการเอามาทำ ‘ผลิตภัณฑ์ยั่งยืน’ เสียด้วยซ้ำ
คำถามที่เราอยากถาม ไม่ใช่แค่ “ESG สำคัญแค่ไหน” แต่คือ “ESG คืออะไรกันแน่?”
.
ESG คืออะไร
คำว่า ESG ในเวทีการลงทุนและการพัฒนาที่ยั่งยืน มีความหมายชัดเจนมาก
E = Environment หมายถึง การดูแลสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยคาร์บอน ลดขยะ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ฟังดูดีใช่ไหม แต่ถ้าเราแค่ปลูกต้นไม้หน้าโรงงาน ในขณะที่โรงงานหลังบ้านยังปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ นี่คือการ “ปลูกหน้าตา แต่ฆ่าหลังบ้าน”
S = Social หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคม สิทธิมนุษยชน สภาพการทำงานที่ดี และการมีส่วนร่วมของชุมชน ฟังดูน่าเลื่อมใส แต่หลายบริษัทกลับใช้ Social เป็นฉากหลังของ CSR ที่มีแค่ถ่ายรูปบริจาคสิ่งของ แล้วก็กลับไปรีดค่าแรงแรงงานต่างชาติแบบไม่ให้หยุดหายใจ
G = Governance หมายถึง ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส การบริหารจัดการที่ตรวจสอบได้ แต่ถ้า Governance เป็นแค่การประชุมที่มีบอร์ดกรรมการเป็น “เพื่อนของเพื่อน” แล้วโหวตทุกอย่างให้ผ่านง่าย ๆ เราควรตั้งคำถามว่า “ธรรมาภิบาล” หรือ “ธรรมะปลอม ๆ” กันแน่
นี่เป็นเหตุผลว่า เมื่อกล้องแพนไปหลังม่าน…
บริษัทที่เพิ่งได้รับรางวัล ESG อันดับต้น ๆ ของโลก กลับถูกแฉว่ามีการใช้แรงงานเด็กในการผลิตวัตถุดิบ
โรงงานที่โฆษณาว่าเป็น “Zero Waste” แต่เอาขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปฝังกลบในประเทศกำลังพัฒนา
หรือแม้กระทั่งองค์กรที่ตั้งเป้าคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) แต่ยังลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันผ่านบริษัทลูกเงียบ ๆ
.
ปัจจุบันหลายคนเริ่มพูดติดตลก (แบบขมขื่น) ว่า ESG อาจย่อมาจาก
E = Enough (พอแล้วล่ะ พอทำให้ดูดีในสายตาคน)
S = Sustainable (ยั่งยืนพอประมาณ ในระดับที่ธุรกิจยังไปรอด)
G = Good (ดีพอประมาณ สำหรับการแถลงข่าวและสร้างแบรนด์)
นี่คือตลกร้าย… แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตลก เพราะมันสะท้อนความจริงที่ทำให้เราควรถามตัวเองให้หนักแน่นว่า…
Enough
เราทำ “พอ” แล้วหรือยังสำหรับโลกใบนี้ หรือแค่ “พอ” สำหรับรายงานประจำปีของบริษัท
การปลูกป่า 100 ไร่ในขณะที่ตัดต้นไม้ 10,000 ไร่ นับเป็น “พอ” หรือเปล่า
แล้ว Net-Zero ปี 2050 ที่ตั้งเป้าหมายไว้ทั้งที่วิกฤตโลกร้อนต้องการการเปลี่ยนแปลงภายใน 10 ปีนี้ จะเรียกว่าพอได้ยังไง
.
Sustainable
ยั่งยืนสำหรับใคร สำหรับคนที่ได้ค่าจ้างขั้นต่ำจากการผลิตสินค้ายั่งยืน หรือสำหรับผู้ถือหุ้นที่ได้โบนัสจากกำไรยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น
มันยั่งยืนแค่ในสไลด์พรีเซนต์ หรือยั่งยืนถึงขั้นที่คนชายขอบได้รับประโยชน์จริง
.
Good
ดีในมุมมองของแบรนด์ที่ขยายสาขา แต่เบื้องหลังการผลิตกลับสร้างปัญหาในประเทศโลกที่สามใช่ไหม
ดีพอให้ติดดัชนีความยั่งยืน Dow Jones หรือดีพอที่จะไม่ปล่อยให้ชุมชนรอบเหมืองต้องกินน้ำที่ปนเปื้อนโลหะหนักทุกวัน
.
.
Greenwashing อาวุธใหม่ของทุนนิยมที่ฉาบสีเขียว
Greenwashing หรือการแสร้งทำว่ารักษ์โลก เป็นเงามืดที่ตามติด ESG อย่างเหนียวแน่น
รายงานปี 2021 ระบุชัดว่า 42% ของคำกล่าวอ้าง “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ของบริษัทต่าง ๆ ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริง
อีกด้านหนึ่ง HSBC เปิดเผยใน Sustainable Finance Report 2022 ว่า แม้จะมี 94% ของนักลงทุนที่บอกว่า ESG มีผลต่อการลงทุน แต่เกือบครึ่งหนึ่งไม่เชื่อว่าข้อมูล ESG จากบริษัทเหล่านั้นจริงใจพอ
ESG จึงกลายเป็น “ใบอนุญาต” ให้บริษัทใช้ปรับภาพลักษณ์ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมลึก ๆ เหมือนร้านอาหารที่เขียนว่า Organic แต่ยังใช้ซองพลาสติกฟอยล์แพ็คในทุกเมนู
หรือรถยนต์ EV ที่โฆษณาว่าไม่ปล่อยคาร์บอน แต่แบตเตอรี่ผลิตจากเหมืองแร่ในแอฟริกาที่ใช้แรงงานเด็กและทำลายป่า
.
ESG ของจริง = Enough, Sustainable, Good ที่คนทั้งโลกต้องการ
ถ้าเราจะให้ ESG หมายถึง Enough, Sustainable, Good จริง ๆ มันต้องหมายถึง
Enough คือ “พอแล้วสำหรับทุกชีวิต ไม่ใช่แค่พอใจในกำไร”
Sustainable คือ “ยั่งยืนทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ยั่งยืนต่อสายตานักลงทุน”
Good คือ “ดีสำหรับโลก โดยไม่ต้องมีใครเดือดร้อนในกระบวนการสร้างกำไร”
.
ESG หรือ PR ฉาบเขียว
ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์กับความหมายของ ESG ในวันนี้ อีกไม่นานมันจะกลายเป็นแค่คำคล้องจองทางการตลาด และสุดท้ายอาจไม่มีใครเชื่อมันอีกต่อไป
เราจะเปลี่ยน ESG จากแพ็กเกจใหม่ของกำไร
ให้เป็นเครื่องมือสร้างโลกใหม่ที่เราอยากอยู่จริง ๆ
ESG = Enough, Sustainable, Good







ใส่ความเห็น