
ESG คือกลยุทธ์ธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องของ ‘ความจิตใจดี’
ลองนึกภาพ CEO ของบริษัทขนาดใหญ่ ยืนพูดบนเวทีในงานประชุมด้านความยั่งยืน เขายิ้มอ่อน พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลถึงความห่วงใยสิ่งแวดล้อม เขาเล่าถึงโครงการปลูกต้นไม้ เลี้ยงอาหารเด็ก เยี่ยมชุมชน และบริจาคเงินล้านให้การกุศล
คำพูดของเขาเต็มไปด้วย “ความใจดี”
แต่เมื่อพลิกดูรายงานงบการเงิน พบว่าบริษัทของเขาคือหนึ่งในผู้ปล่อยคาร์บอนอันดับต้นของประเทศ ใช้วัตถุดิบจากแหล่งที่ไม่มีการรับรอง และมีข่าวลือว่าลูกจ้างในซัพพลายเชนถูกเอาเปรียบ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Green PR”�
คือการใช้ความใจดีบังหน้า
เพื่อปกปิดโครงสร้างที่ยังล้าหลัง
.
.
ESG ไม่ใช่แค่ “ความดี”
แต่มันคือ ความอยู่รอดในระยะยาว
หลายคนเข้าใจว่า ESG เป็นแนวทางสำหรับคนที่อยากทำดีกับโลก แต่นั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของความจริง ESG ที่แท้จริงคือ “กลยุทธ์ธุรกิจ” ที่ทรงพลัง�เพราะในโลกที่ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลกำลังทวีคูณ องค์กรที่ไม่ปรับตัวตามหลัก ESG = องค์กรที่ “เสี่ยง” อย่างยิ่ง
– เสี่ยงที่จะเสียลูกค้าในยุคที่ผู้บริโภคต้องการโปร่งใส
– เสี่ยงที่จะถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
– เสี่ยงที่จะเสียโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน
– เสี่ยงที่จะเป็น “องค์กรตกยุค” ที่พนักงานรุ่นใหม่ไม่อยากทำงานด้วย
ในทางกลับกัน องค์กรที่ยกระดับ ESG อย่างแท้จริง กลับได้โบนัสทางธุรกิจ ที่จับต้องได้จริง เช่น
– ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลดลงจากระบบที่มีประสิทธิภาพ
– ความภักดีของลูกค้าเพิ่มขึ้นจากความโปร่งใส
– ต้นทุนเงินลดลงจากความเชื่อมั่นของนักลงทุน
– การดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีคุณภาพทำได้ง่ายขึ้น
.
BlackRock พูดไว้ชัด
“ESG ไม่ใช่เรื่องอาสา แต่มันคือเรื่องลงทุน”
Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock บริษัทบริหารสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในโลก�กล่าวไว้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นว่า “การไม่ใส่ใจ ESG คือการบริหารความเสี่ยงที่ล้มเหลว ESG ไม่ใช่เรื่องของการทำดี แต่เป็นเรื่องของการอยู่รอด”
และเมื่อ BlackRock ขยับ โลกทั้งโลกก็ขยับตาม ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกเริ่มหันมาถือหุ้นของบริษัทที่มี ESG Score ดี ในขณะที่เริ่มขายทิ้งบริษัทที่ไร้กลยุทธ์ด้านนี้ บริษัทไทยหลายแห่งเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเข้าสู่ตลาดโลก หรือรับเงินทุนจากสถาบันใหญ่
.
ESG = Competitive Advantage ในศตวรรษที่ 21
การทำ ESG ไม่ได้เป็นแค่เกราะป้องกันความเสี่ยง แต่มันคือ “กลยุทธ์โจมตี” ที่สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น
Unilever ยกระดับ ESG มาใช้เป็น Core Strategy ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แนวคิดนี้เติบโตเร็วกว่าสินค้าทั่วไปถึง 69%
Patagonia กล้าประกาศว่า “Don’t buy this jacket” เพื่อรณรงค์ให้ใช้ของเดิมซ้ำ ผลคือแบรนด์ได้ความเชื่อมั่นและยอดขายเพิ่ม
IKEA ลงทุนหลายพันล้านยูโรเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่รอให้ใครมาบังคับ
บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ทำเพราะ “ใจดี” แต่เพราะพวกเขารู้ว่า ในอนาคตอันใกล้ ธุรกิจที่ยั่งยืน = ธุรกิจที่รอด
.
.
ESG ต้องเป็นของทุกแผนก ไม่ใช่แค่ของฝ่าย CSR องค์กรที่ล้มเหลวในการทำ ESG ส่วนมากมักเข้าใจผิดว่า มันเป็นหน้าที่ของทีมสิ่งแวดล้อม หรือทีม CSR เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว
– ฝ่ายการเงินต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงด้าน ESG ประกอบการลงทุน
– ฝ่ายจัดซื้อควรเลือกซัปพลายเออร์ที่มีจริยธรรม
– ฝ่ายผลิตต้องออกแบบกระบวนการที่ประหยัดพลังงาน
– ฝ่าย HR ต้องดูแลสวัสดิการและความเป็นธรรมของพนักงาน
– ฝ่ายผู้บริหารต้อง “กล้า” เปลี่ยนระบบที่ล้าหลัง
เมื่อ ESG ถูกฝังในทุกสายงานขององค์กร มันจะไม่ใช่หน้าที่เฉพาะกิจ แต่มันจะกลายเป็นดีเอ็นเอขององค์กร
ถ้าไม่ทำวันนี้ พรุ่งนี้อาจสายไป โลกกำลังเปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่หลายคนคาด และในบางแง่มุม…มันไม่ได้รอให้เราใจดีอีกต่อไป ESG จะเป็นเกราะที่ช่วยให้เรารอด แต่ต้องเป็น ESG ที่เริ่มจาก กลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ ความรู้สึกดีชั่วคราว บริษัทที่อยู่รอดในอนาคต ไม่ใช่แค่บริษัทที่ทำกำไร แต่คือบริษัทที่โลก “อยากให้มีอยู่ต่อไป” และนั่นไม่ใช่เพราะพวกเขาใจดี แต่เพราะพวกเขา “คิดเป็นระบบ” และ “สร้างคุณค่าจริง”







ใส่ความเห็น