
ไม่มีอะไรอันตรายไปกว่าความมั่นใจที่ไม่ผ่านการกรองอีกแล้วในโลกยุคนี้
เรามั่นใจว่าตัวเลขใน Dashboard ถูกต้อง มั่นใจว่าข้อมูลใน Sustainability Report เชื่อถือได้ มั่นใจว่าแผน ESG ที่วางมา 10 ปี จะยังใช้ได้ในปีนี้ และมั่นใจว่าองค์กรของเรากำลัง “ทำดี” อยู่เสมอ แต่ถ้าเบื้องหลังความมั่นใจนั้นไม่มีการคิดทบทวนอย่างลึกพอ ถ้าไม่มี Critical Thinking มาช่วย “แกะเปลือก” ความจริงที่เราเชื่อ สิ่งที่องค์กรเชื่อว่าถูกอาจกลายเป็นกับดักที่ฉุดรั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่รู้ตัว
.
.
เราอยู่ในโลกที่ข้อมูลถูกผลิตมากเกินกว่ามนุษย์จะประมวลผล ความเห็นถูกขยายจนแทบแยกไม่ออกจากข้อเท็จจริง AI เขียนบทความได้เก่งกว่า Copywriter Presentation ถูกออกแบบให้ขายฝันได้ดีกว่าเนื้อหาจริง และในโลกที่ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วย Narrative มากกว่าข้อเท็จจริง ผู้นำที่ขาด Critical Thinking มีแนวโน้มสูงที่จะถูกกระแสหลอกจนพาองค์กรเดินผิดทิศ
นี่คือเหตุผลที่ Inner Development Goals (IDGs) บรรจุ Critical Thinking ไว้เป็นหนึ่งในทักษะหลักในหมวด Thinking เพราะหากองค์กรจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในระดับ ESG หรือ SDGs ได้ ต้องเริ่มจากการคิดให้ทะลุกรอบความเคยชินของตัวเองก่อน
.
Critical Thinking ตามนิยาม IDGs พูดถึง
‘Skills in critically reviewing the validity of views, evidence and plans.’
‘ทักษะในการตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของมุมมอง ข้อเท็จจริง และแผนงานอย่างมีวิจารณญาณ’
ความหมายนี้แม้สั้นแต่เป็นหัวใจของคุณภาพการคิดทั้งหมด มันไม่ใช่แค่การตั้งคำถามเยอะ ๆ แต่คือความสามารถในการพิจารณาอย่างมีเหตุผลและเป็นกลาง กล้าตรวจสอบว่าสิ่งที่เราเชื่อว่าจริงนั้น จริงแค่ไหน และกล้ายอมรับเมื่อพบว่า “ความจริงที่เชื่อมา” อาจไม่จริงอีกต่อไป
.
.
เมื่อเรากำลังก้าวสู่โลกที่ข้อมูลมหาศาลไหลผ่านมือผู้บริหารทุกวัน แต่ข้อมูลมาก ไม่ได้แปลว่าคิดดีขึ้นเสมอไป งานวิจัยของ McKinsey พบว่า 62% ของการตัดสินใจระดับผู้บริหารล้มเหลวไม่ใช่เพราะข้อมูลขาด แต่เพราะผู้นำไม่สามารถ “คิดเชิงวิพากษ์” กับข้อมูลที่มีได้ดีพอ และ 71% ขององค์กรที่ถูก disrupt อย่างหนักในรอบ 10 ปีหลัง มีจุดร่วมตรงที่คณะกรรมการและผู้บริหาร “เชื่อข้อมูล” โดยไม่กล้าตั้งคำถามกับ “กรอบคิด” ที่แฝงมากับข้อมูลนั้น
AI จะ Aggregate Data ได้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่ AI ยังไม่มี และยังเป็นความได้เปรียบของมนุษย์ คือ Critical Frame of Thinking กรอบคิดเชิงวิพากษ์ที่มองทะลุ Bias ของข้อมูล Narrative ที่แฝงมาใน Report และ Blind Spot ของคนในองค์กรเอง
.
ในเชิงจิตวิทยา Critical Thinking เป็นทักษะที่เชื่อมโยงกับ Executive Function ของสมองโดยตรง โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Cognitive Flexibility, Inhibition และ Analytical Reasoning ผู้นำที่มี Critical Thinking สูงจะสามารถต้านทาน Confirmation Bias ได้ดีกว่า วิเคราะห์ Narrative ที่ดูดีเกินจริงได้ลึกกว่า กล้าย้อนดูความคิดตัวเองว่าติด Bias อะไรหรือไม่ และกล้าตั้งคำถามกับแผนที่ดู Perfect มากเกินไป เพราะเข้าใจว่าในโลกจริงไม่มีแผนใด Perfect
.
.
แต่ Critical Thinking จะเกิดขึ้นได้จริงต้องฝึก เพราะสมองมนุษย์ถูก Hardwired มาให้ “คิดเร็ว ตัดสินเร็ว” (Fast Thinking) มากกว่า “คิดช้าแบบลึก” (Slow Thinking) ที่ Critical Thinking ต้องการ นี่คือที่มาของหนังสือดังอย่าง Thinking, Fast and Slow ของ Daniel Kahneman ซึ่งเป็นต้นทางความเข้าใจเรื่องนี้
เมื่อเชื่อมโยงกับ ESG และ SDGs จะยิ่งเห็นชัดว่า Critical Thinking เป็นทักษะที่แยกองค์กรทำจริงออกจากทำภาพ องค์กรที่ไม่มี Critical Thinking ที่ฝังอยู่ในระดับผู้นำและระดับทีม จะมีแนวโน้มสูงที่จะตกหลุม ESG-washing หรือ SDG-for-branding เพราะขาดความสามารถในการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เราทำอยู่ ผลกระทบจริงคืออะไร มันดีกับใคร ทำร้ายใคร ข้อเท็จจริงเบื้องหลังคำว่า Net Zero ของเราคืออะไร แผน 5 – 10 ปีนี้จะยืดหยุ่นพอไหมถ้าโลกเปลี่ยนไปก่อน เราโดน Bias อะไรครอบความคิดอยู่บ้าง
.
การทำ ESG / SDGs แบบมี Critical Thinking คือการกล้าถามคำถามไม่สะดวกใจ กล้าเปิด Blind Spot ขององค์กรเอง และกล้ายอมรับเมื่อพบว่าสิ่งที่เราทำยังไม่ดีพอ มันไม่ทำให้องค์กรช้าลง แต่มันทำให้องค์กรตัดสินใจดีขึ้น เร็วขึ้นในระยะยาว เพราะลดความสูญเสียจากการหลงทาง
เรากำลังอยู่ในโลกที่ “ข้อมูล” มากเกิน “ปัญญา” องค์กรส่วนใหญ่ยังมีระบบ Data-driven แต่ขาดวัฒนธรรม Critical Thinking-driven และนั่นคือความแตกต่างระหว่างองค์กรที่นำเกม กับองค์กรที่โดนเกมกลืน
.
.
Critical Thinking คือทักษะที่องค์กรสอนกันน้อยกว่า Creative Thinking แต่ขาดไม่ได้ที่สุด มันคือรากฐานที่ทำให้ ESG, SDGs มีความหมายจริง ไม่ใช่แค่เปลือก ในโลกธุรกิจหลังปี 2030 ความแตกต่างระหว่างองค์กรที่นำเกมกับโดนเกมกลืนจะไม่ใช่เทคโนโลยีที่ใช้ แต่คือคุณภาพของการคิดที่องค์กรนั้น ๆ กล้าฝึกฝน
Critical Thinking คือ Soft Power ที่แกร่งที่สุดขององค์กรในยุคใหม่ และถ้าองค์กรคุณยังไม่ได้เริ่มฝึกมัน คุณกำลังวิ่งช้าโดยไม่รู้ตัว







ใส่ความเห็น