Ep.46 บทเรียนจากพลอฟดิฟ เมื่อชีวิตคือการแสดงที่แท้จริง

หลังจากที่โยเกิร์ตบัลแกเรียดับกระหายและเติมพลังให้ผมได้อย่างพอดิบพอดี ผมตัดสินใจ Explore World เดินทางต่อจากพิพิธภัณฑ์เข้าสู่ใจกลางกรุงโซเฟีย ที่ซึ่งมีสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของชาติแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่อย่างสง่างามนั่นคือ มหาวิหารอเล็กซานเดอร์ เนฟสกี (Alexander Nevsky Cathedral)

มหาวิหารแห่งนี้ไม่ใช่แค่โบสถ์ธรรมดา แต่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารรัสเซียที่เสียชีวิตในสงครามรัสเซีย–ตุรกี (ค.ศ. 1877–1878) ซึ่งนำไปสู่การปลดปล่อยบัลแกเรียออกจากการปกครองของจักรวรรดิออตโตมันที่ยาวนานกว่า 500 ปี ตัวอาคารสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอ-ไบแซนไทน์ (Neo-Byzantine) ที่มาพร้อมยอดโดมสีทองอร่าม ประดับลวดลายซับซ้อนจนดูเหมือนจะเล่าเรื่องได้ด้วยตัวเอง

.
.

โดมทองคำที่สะท้อนแสงแดดกลางวันแสก ๆ ในฤดูร้อน มันทำให้รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยศาสนาใด แต่คือความยิ่งใหญ่ของ “ความทรงจำร่วม” ของผู้คนทั้งชาติ เพราะทุกชาติจำเป็นต้องมีสถานที่ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนเสาหลักค้ำยันจิตวิญญาณ เพื่อเตือนใจว่าความเป็นอิสระไม่ได้ได้มาฟรี แต่ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและความสูญเสีย

ภายในมหาวิหารเต็มไปด้วยภาพเขียนเฟรสโก (fresco) และไอคอน (icon) ของนักบุญที่ถูกวาดด้วยฝีมือประณีต ทุกจังหวะพู่กันเหมือนกับพยายามจะเชื่อมโลกมนุษย์เข้ากับโลกสวรรค์ แสงสลัวจากเทียนและกลิ่นธูปอบอวล ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกได้ถึงความสงบ แม้เพียงครู่เดียว ผมก็นั่งนิ่ง ๆ อยู่ตรงม้านั่งยาวด้านใน รู้สึกได้ถึงสิ่งที่ภาษาไม่สามารถถ่ายทอดได้ทั้งหมด ความรู้สึกที่ทั้งโศกเศร้า อ่อนน้อม และสงบใจปนกันไป

.
.

จากมหาวิหาร ผมเดินต่อไปยังย่านถนนคนเดิน “Vitosha Boulevard” ถนนสายนี้คือหัวใจของโซเฟียสมัยใหม่ เต็มไปด้วยร้านกาแฟ คาเฟ่กลางแจ้ง และร้านอาหารที่สะท้อนความผสมผสานของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก บัลแกเรียตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าเก่าแก่ระหว่างยุโรปกับเอเชียมาตั้งแต่สมัยโบราณ ความเป็นสะพานเชื่อมโลกจึงถูกหล่อหลอมอยู่ในสายเลือดของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องเทศ ดนตรี หรือสถาปัตยกรรม

คาเฟ่เล็ก ๆ ริมถนน หรือแม้แต่ร้านอาหารมักมีเมนูท้องถิ่น บานิตซ่า (Banitsa) ขนมอบแป้งฟีโลสอดไส้ชีสที่เป็นอาหารเช้าคลาสสิกของคนบัลแกเรีย รสชาติออกเค็มนิด ๆ มันนิด ๆ กินกับโยเกิร์ตหรืออายรัน (Ayran) เครื่องดื่มโยเกิร์ตผสมน้ำเค็ม ๆ เย็น ๆ เข้ากันได้ดีเหลือเกิน และเป็นเมนูที่แนะนำให้ทุกคนที่ได้มาเยือนต้องหาโอกาสลิ้มลอง

.
.

และด้วยอาหารเหล่านี้ บัลแกเรียยังเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่อง “ผู้สูงอายุอายุยืน” โดยเฉพาะในเขตชนบท หลายคนเชื่อมโยงกับการกินโยเกิร์ตเป็นประจำทุกวัน แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ “วิถีชีวิตที่สมดุล” ผู้คนกินอาหารพื้นบ้าน ปลูกผักเอง ดื่มไวน์ทำเอง และมีการออกแรงทำงานกลางแจ้งแทบทุกวัน สุขภาพจึงไม่ได้มาจากโยเกิร์ตอย่างเดียว แต่จากการสั่งสมพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ดีต่อกายและใจในทุกวัน

.

และจากความเรียบง่ายของชีวิตชนบทบัลแกเรียที่ผมได้เห็นนั้น ก็ทำให้ผมนึกถึงอีกดินแดนหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปกว่า 9,000 กิโลเมตร “โอกินาว่า” ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน “Blue Zones” ของโลก หรือพื้นที่ที่มีผู้คนอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีที่สุดในโลก

สิ่งที่ทำให้ชาวโอกินาว่าน่าสนใจไม่ใช่แค่พันธุกรรมหรืออาหารการกินที่อุดมด้วยผักพื้นบ้านเท่านั้น แต่คือ “ปรัชญาแห่งการดำเนินชีวิต” ที่เรียกว่า อิกิไก (Ikigai) แปลตรงตัวได้ว่า “เหตุแห่งการตื่นขึ้นมาในทุกเช้า” เป็นแนวคิดที่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้ง คล้ายกับที่ชาวบัลแกเรียใช้ชีวิตเรียบง่ายกับโยเกิร์ตและสวนหลังบ้านของพวกเขา อิกิไกไม่ได้พูดถึงการค้นหาความยิ่งใหญ่ แต่พูดถึงการมีชีวิตอยู่ด้วยความหมายเล็ก ๆ ที่ต่อเนื่องกันทุกวัน

.

หัวใจของอิกิไกมีอยู่ 5 เสาหลักสำคัญ ที่ค้ำจุนชีวิตให้มั่นคงและยืนยาว ได้แก่

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยสิ่งที่รัก (Starting small)
ชาวโอกินาว่าเชื่อว่าการเริ่มต้นวันด้วยสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ใจสงบ เช่น การดูแลสวน การชงชา หรือทักทายเพื่อนบ้าน เป็นการสร้างจังหวะชีวิตที่อ่อนโยนและมั่นคง

.

ปล่อยให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกระแสธรรมชาติ (Releasing yourself)
ไม่ฝืน ไม่เร่งรีบ แต่ใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติ ฝนตกก็รดน้ำต้นไม้ ฝนแล้งก็รดน้ำใจคนรอบข้าง

.

เชื่อมโยงกับชุมชน (Harmony and sustainability)
ความสัมพันธ์ของผู้คนในหมู่บ้านแน่นแฟ้นเหมือนครอบครัวเดียวกัน มีระบบ “โมอัย” (Moai) หรือกลุ่มเพื่อนที่ช่วยเหลือกันตลอดชีวิต ไม่ต่างจากการมีเครือข่ายพลังใจที่โอบอุ้มกัน

.

อยู่กับปัจจุบันอย่างรู้คุณค่า (Being in the moment)
ชาวโอกินาว่าไม่หมกมุ่นกับอดีตหรือกังวลอนาคต แต่มีความสุขกับสิ่งง่าย ๆ เช่น การทำอาหาร การเดิน หรือการดูพระอาทิตย์ตก ซึ่งเป็นพลังแห่งการเยียวยาในชีวิตประจำวัน

.

รู้ว่าตัวเองอยู่เพื่ออะไร (Having a sense of purpose)
ชาวโอกินาว่าไม่เคย “เกษียณจากชีวิต” แม้อายุมากก็ยังคงมีหน้าที่ มีความรับผิดชอบ เช่น ช่วยสอนเด็ก ทำสวน หรือดูแลวัด เพราะพลังชีวิตเกิดจาก “การยังมีสิ่งให้ทำ” และ “ยังมีคนให้รัก”

บางทีอายุยืนอาจไม่ใช่เป้าหมาย แต่คือผลลัพธ์ของการมีชีวิตที่ “สมดุลและมีความหมาย” เหมือนโยเกิร์ตถ้วยเล็กของชาวบัลแกเรีย และชาร้อนถ้วยหนึ่งของชาวโอกินาว่า สิ่งเล็ก ๆ ที่บ่มเพาะความสุขไว้ในทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันพิเศษใด ๆ เลย

.
.

หลังจากใช้เวลาอยู่ในกรุงโซเฟียหนึ่งวันเต็ม วันต่อมาผมเลือกนั่งรถออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่พลอฟดิฟ (Plovdiv) เมืองซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป และเป็นเมืองที่มีชีวิตผู้คนอาศัยอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 8,000 ปี ตั้งแต่ยุคหินใหม่ ผ่านอารยธรรมทราเซียน กรีก โรมัน จนถึงจักรวรรดิออตโตมัน และปัจจุบันยังคงเป็นหัวใจแห่งวัฒนธรรมของบัลแกเรีย

ทันทีที่รถค่อย ๆ แล่นเข้าสู่พลอฟดิฟ สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้คือบรรยากาศที่แตกต่างจากโซเฟียอย่างสิ้นเชิง พลอฟดิฟเป็นเมืองที่มีความนุ่มนวลกว่า ถนนหินกรวด และบรรยากาศศิลป์ ๆ ที่ผสมความร่วมสมัยอย่างกลมกลืน เมืองนี้ถูกขนานนามว่า “เมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมของบัลแกเรีย” และยังได้รับเลือกเป็น European Capital of Culture ในปี 2019 อีกด้วย

.

การสำรวจเริ่มต้นที่ย่าน Old Town ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา บ้านเรือนเก่าแก่สไตล์เรอเนสซองส์บัลแกเรีย (Bulgarian National Revival) ตั้งเรียงรายทาสีสดใส บ้างเป็นสีเหลือง บ้างเป็นสีฟ้า บางหลังก็ทาสีส้มสดตัดกับหน้าต่างไม้แกะสลัก ลวดลายโค้งมนอ่อนช้อยทำให้เหมือนกับหลุดไปในโลกเก่า ย่านนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของเมืองได้อย่างมีชีวิตชีวา

แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และถือเป็นหัวใจของพลอฟดิฟคือ โรงละครโรมัน (Roman Theatre of Philippopolis) ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 1 โดยจักรพรรดิโรมันทราจัน โรงละครแห่งนี้จุคนได้กว่า 7,000 คน และเป็นหนึ่งในโรงละครโรมันที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ที่สุดในโลก ผมยืนอยู่ท่ามกลางที่นั่งหินรูปครึ่งวงกลม มองออกไปเห็นวิวเมืองและภูเขาไกลโพ้น รู้สึกได้ถึงพลังของกาลเวลาที่ไหลผ่าน ที่นี่เคยเป็นสถานที่จัดการแสดง ละคร และพิธีกรรมทางการเมือง เมื่อสองพันปีก่อน และทุกวันนี้ก็ยังใช้จัดคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีร่วมสมัย

.

การยืนอยู่ในโรงละครโรมันทำให้ผมตระหนักถึงสิ่งสำคัญว่า อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็ล้วนทิ้งร่องรอยไว้บนหิน ดิน และความทรงจำ และมนุษย์เราก็เป็นเพียงผู้มาเยือนชั่วคราวบนเวทีชีวิต ที่สุดแล้วสิ่งที่จะหลงเหลืออยู่ไม่ใช่แค่ตัวตน แต่คือคุณค่าที่เราสร้างไว้เพื่อคนรุ่นหลัง เช่นเดียวกับที่โรงละครแห่งนี้ยังคงเล่าขานเรื่องราวแม้คนรุ่นผู้สร้างจะลาลับไปนานแล้ว

ที่พลอฟดิฟความเก่าและใหม่ซ้อนทับกันจนเหมือนเป็นบทเรียนชีวิตว่า เราไม่จำเป็นต้องตัดอดีตทิ้งเพื่อสร้างอนาคต หากแต่สามารถให้ทั้งสองสิ่งอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงาม

ชีวิตเราเช่นกัน บางครั้งเราพยายามจะลืมอดีตหรือปฏิเสธมัน แต่แท้จริงแล้ว อดีตคือรากฐานที่ทำให้เราเป็นเราในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นบาดแผล ความผิดพลาด หรือความสำเร็จ หากเรารู้จักโอบรับและแปรรูปมันด้วย “ปัญญา” ก็สามารถสร้างเป็นศิลปะแห่งชีวิตใหม่ได้ เหมือนที่พลอฟดิฟทำกับตนเอง

.
.

และในทุกการเดินทาง ไม่ว่าผ่านเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่หรือหมู่บ้านอันเงียบสงบ บางครั้งมนุษย์ไม่ได้เดินทางเพื่อจะไปถึงจุดหมายเท่านั้น แต่เพื่อจะ “รู้จักใจตัวเอง” ระหว่างทางด้วย

แต่การเดินทางของผมในประเทศนี้ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะยังมีอีกสถานที่หนึ่งซึ่งซ่อนอยู่ท่ามกลางขุนเขา และเป็นดั่งประตูเชื่อมระหว่างโลกวัตถุกับโลกภายใน… “Rila Monastery” เส้นทางแห่งศรัทธา ที่จะพาผมเดินต่อจากความเก่าแก่ทางวัฒนธรรมไปสู่ความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณของมนุษย์

ฝากติดตามในบทความถัดไปนะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *