Ep.47 โบกมือลาบัลแกเรีย บันทึกเลือด น้ำตา และการฟื้นคืน

จากพลอฟดิฟ เราเดินทางกันต่อด้วยรถที่แล่นผ่านทิวเขาสลับซับซ้อน ถนนเลี้ยวคดเคี้ยวเข้าไปในหุบเขา บรรยากาศค่อย ๆ เปลี่ยนจากเมืองสู่ธรรมชาติที่เงียบสงบ ป่าสนเขียวชอุ่มโอบล้อม นี่คือเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยัง อารามรีลา (Rila Monastery) มรดกโลกยูเนสโก และสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของศรัทธาบัลแกเรีย

เมื่อรถค่อย ๆ หยุดลงที่ลานจอดรถเชิงเขา สิ่งแรกที่ปรากฏต่อสายตาคือกำแพงหินขนาดมหึมาที่ล้อมรอบอารามเอาไว้ ด้านในคือพื้นที่กว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างโบราณ อาคารรูปสี่เหลี่ยมล้อมลานกลาง ด้านในสุดมีโบสถ์ใหญ่ที่มีโดมหลายชั้น และหอระฆังสูงตระหง่าน เหมือนเป็นปราการที่คอยปกป้องทั้งร่างกายและวิญญาณของผู้มาเยือน

.
.

อารามรีลา (Rila Monastery) คือหัวใจแห่งศรัทธาและสัญลักษณ์แห่งการดำรงอยู่ของชาติบัลแกเรียในยามที่โลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไม่หยุดยั้ง สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเทือกเขารีลา (Rila Mountains) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ที่ระดับความสูงกว่า 1,147 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล รายล้อมด้วยป่าสนหนาทึบและสายหมอกที่ลอยเอื่อยเหนือยอดเขา ความเงียบสงัดของธรรมชาติเหมือนห่อหุ้มจิตใจให้สงบและเปิดรับต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเหตุให้ที่นี่ถูกเลือกเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรของนักบุญอีวานแห่งรีลา (St. Ivan of Rila) ผู้ก่อตั้งอารามและนักบุญองค์สำคัญที่สุดของบัลแกเรีย

นักบุญอีวานเกิดราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 ในช่วงเวลาที่บัลแกเรียเพิ่งรับศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์เป็นศาสนาหลัก หลังจากใช้ชีวิตในโลกฆราวาส ท่านละทิ้งทรัพย์สินและครอบครัว ออกเดินทางเข้าสู่เทือกเขารีลาเพื่อปฏิบัติธรรมอยู่ในถ้ำกลางป่าลึก ท่านดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย กินเพียงผลไม้และรากไม้ มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติและการสวดมนต์ เรื่องราวความศรัทธาและปาฏิหาริย์ของท่านเลื่องลือไปทั่ว จนมีศิษย์และผู้แสวงบุญมาปักหลักอยู่ใกล้ถ้ำของท่าน จนกลายเป็นชุมชนทางศาสนา และต่อมาพัฒนาเป็นอารามรีลาในคริสต์ศตวรรษที่ 10

.

ในช่วงแรก อารามเป็นเพียงสถานที่เล็ก ๆ สร้างด้วยไม้และหินบนที่ราบเชิงเขา แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์และขุนนางหลายยุค โดยเฉพาะในสมัยซาร์อีวาน อะเซนที่ 2 แห่งจักรวรรดิบัลแกเรียที่สอง (คริสต์ศตวรรษที่ 13) พระองค์ทรงให้การอุปถัมภ์อย่างยิ่งใหญ่ อารามรีลากลายเป็นศูนย์กลางทางศาสนา การศึกษา และศิลปกรรมของอาณาจักร เป็นที่ผลิตนักบวช ครู และนักเขียนคัมภีร์ที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมบัลแกเรียอย่างลึกซึ้ง

แต่เมื่อบัลแกเรียตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมันในคริสต์ศตวรรษที่ 14–19 อารามรีลายิ่งมีความสำคัญมากกว่าเดิม เพราะไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สวดมนต์ แต่คือป้อมปราการทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงความเป็นบัลแกเรียให้คงอยู่ ท่ามกลางยุคที่ชาติถูกลิดรอนอิสรภาพ ชาวอารามลอบคัดลอกตำราภาษาเก่า เก็บรักษาภาพเขียนและเอกสารสำคัญไว้ในห้องใต้ดิน และยังเปิดสอนให้เยาวชนได้เรียนรู้ภาษาสลาวิกเก่า (Old Church Slavonic) และศิลปะพื้นถิ่น ทำให้วัฒนธรรมของชาติไม่ถูกกลืนหายไปกับการปกครองของต่างชาติ

.

หลายครั้งอารามแห่งนี้ถูกทำลายจากไฟไหม้และสงคราม โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 1833 ที่เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เผาผลาญอาคารส่วนใหญ่จนเกือบหมด แต่ด้วยพลังศรัทธาของประชาชนทั่วประเทศ ทั้งพระ ภิกษุ ศิลปิน และช่างฝีมือ ได้ร่วมแรงกันบูรณะอารามขึ้นใหม่ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงที่บัลแกเรียกำลังตื่นตัวทางชาติพันธุ์ (National Revival Period) การสร้างอารามใหม่จึงไม่ใช่เพียงการซ่อมแซมสถานที่ แต่เป็นการประกาศการฟื้นคืนชีพของชาติทางสัญลักษณ์

.
.

ผมก้าวผ่านกำแพงที่โอบล้อมเข้าไปสำรวจด้านใน สถาปัตยกรรมที่เห็นในปัจจุบันสะท้อนศิลปะยุคฟื้นฟูบัลแกเรีย (Bulgarian Renaissance) ที่ผสมผสานศิลปะคริสต์ออร์ทอดอกซ์เข้ากับความงามแบบพื้นบ้านได้อย่างลงตัว โบสถ์หลัก Church of the Nativity of the Virgin มีโดมทองอร่าม เสาโค้งลายดำขาว และภาพเฟรสโก้สีสดที่บอกเล่าพระคัมภีร์และนรกสวรรค์อย่างวิจิตรตระการตา ภาพเหล่านี้สร้างโดยจิตรกรชื่อดังแห่งยุค เช่น ซาฮารี ซ็อฟรีฟ (Zahari Zograf) ผู้บุกเบิกศิลปะศาสนาแบบมีชีวิตชีวาที่สุดในคาบสมุทรบอลข่าน

หอระฆังสูงกลางลานอารามเป็นเหมือนหัวใจของสถาปัตยกรรม ภายในบรรจุโบสถ์เล็ก Chapel of St. Ivan of Rila ที่เก็บพระธาตุของนักบุญผู้ก่อตั้งไว้ ถือเป็นจุดสูงสุดของศรัทธาที่ผู้มาเยือนจะต้องขึ้นไปกราบ ขณะเดียวกันอาคารรอบลานถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นป้อมปราการเพื่อป้องกันผู้รุกราน ผสมผสานกับกุฏิไม้ที่ประดับระเบียงโค้งงามราวกับภาพในจินตนาการ

.

ในเชิงจิตวิญญาณ อารามรีลาไม่ใช่เพียงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวบัลแกเรียเท่านั้น แต่เป็นอัตลักษณ์ของชาติ หากไม่มีอารามแห่งนี้ อาจไม่มีวรรณกรรม ศิลปะ และความรู้แบบบัลแกเรียหลงเหลืออยู่ในช่วงหลายร้อยปีของการกดขี่ การคงอยู่ของรีลามีความหมายเทียบเท่าการคงอยู่ของชาติ และในปี ค.ศ. 1983 ยูเนสโก (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนให้ Rila Monastery เป็นมรดกโลกในฐานะตัวแทนของความยิ่งใหญ่ทางศาสนา สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมของยุโรปตะวันออก

ทุกวันนี้ อารามรีลายังคงเป็นศูนย์กลางของความศรัทธา มีพระภิกษุจำพรรษาอยู่จริง และเปิดต้อนรับนักแสวงบุญและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสทั้งความสงบเย็นของภูเขา กลิ่นธูป และเสียงระฆังที่ก้องกังวานในยามเช้า

.
.

ช่วงบ่าย ผมเดินไปยังพิพิธภัณฑ์ของอาราม ซึ่งเก็บรักษาสมบัติสำคัญไว้ หนึ่งในนั้นคือ Cross of Rafail ไม้กางเขนแกะสลักจากไม้ชิ้นเดียวโดยพระภิกษุชื่อราฟาอิล ใช้เวลานานกว่า 12 ปีในการสร้าง ภายในมีภาพฉากจากคัมภีร์กว่า 600 ฉาก และมีตัวละครเล็ก ๆ กว่า 2,500 ตัว ซึ่งทั้งหมดถูกแกะสลักด้วยมือโดยใช้แว่นขยายขนาดเล็ก เรื่องเล่ากล่าวว่าหลังจากเสร็จงานชิ้นนี้ ตาพระราฟาอิลก็บอดสนิท แต่อัตลักษณ์แห่งศรัทธาที่ท่านฝากไว้ยังคงอยู่ชั่วนิรันดร์

ขณะเดินชมรอบ ๆ อาราม แม้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่บรรยากาศกลับไม่ได้วุ่นวาย หากเต็มไปด้วยความสงบ ทุกคนดูเหมือนจะเกรงใจสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้ แม้เพียงการเดินอย่างเงียบ ๆ ก็เหมือนเป็นการแสดงความเคารพต่อประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต

.

สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากอารามรีลาคือ ความพากเพียรและศรัทธาสามารถรักษาตัวตนของชาติและมนุษย์เอาไว้ได้ แม้ในวันที่ต้องเผชิญการกดขี่หรือวิกฤตหนักหนา ศรัทธาที่มั่นคงสามารถทำหน้าที่เป็นดั่งกำแพงที่ปกป้องจิตวิญญาณไม่ให้ถูกทำลาย เปรียบได้กับชีวิตเราทุกคน ที่ต้องเผชิญปัญหาหนักหนาสักเพียงใด หากหัวใจยังมีศรัทธาในคุณค่าของตนเอง ก็ย่อมสามารถยืนหยัดผ่านพ้นมาได้

.
.

หลังจากได้สัมผัสความศักดิ์สิทธิ์ของอารามรีลาเมื่อเดินทางต่อขึ้นเหนือ ผ่านภูมิประเทศที่สลับไปมาระหว่างหุบเขา ป่าสน และทุ่งกว้างสีทอง ก่อนที่เส้นทางจะพาผมเข้าสู่เมือง เวลีโก ทาร์โนโว (Veliko Tarnovo) อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรบัลแกเรียยุคกลาง ที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่จนได้รับสมญานามว่า “เยรูซาเล็มแห่งบอลข่าน”

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดมนเมืองนี้คือ ป้อมปราการ Tsarevets Fortress ที่ตั้งตระหง่านบนเนินเขาสูง มองเห็นได้แต่ไกล ป้อมแห่งนี้คือหัวใจของราชอาณาจักรบัลแกเรียที่สอง (Second Bulgarian Empire) ในศตวรรษที่ 12–14 และเป็นที่พำนักของกษัตริย์ พระ และขุนนางผู้ปกครอง

.

เมื่อก้าวขึ้นไปยังป้อมปราการ เส้นทางหินโบราณทอดยาวขึ้นเนิน ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังย้อนเวลากลับไปยังยุคกลาง ประตูทางเข้าหินขนาดมหึมาพร้อมหอคอยป้องกันทำให้เรารับรู้ได้ทันทีว่าเมืองนี้เคยเป็นกำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

จากจุดสูงสุดบนปราสาท สามารถมองลงไปเห็นแม่น้ำยันตรา (Yantra River) ที่คดเคี้ยวล้อมเมืองไว้ราวกับแขนที่โอบกอด กระแสน้ำที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับเหมือนกับกำลังเล่าเรื่องราวที่ไม่เคยหยุดไหล เรื่องราวของสงคราม ความรุ่งเรือง และความล่มสลาย

ที่ใจกลางป้อมมีโบสถ์ Patriarchal Cathedral of the Holy Ascension of God ซึ่งภายในประดับด้วยภาพเฟรสโกสมัยใหม่ที่ตีความเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และศาสนาด้วยสไตล์อันเข้มข้นและเหนือจริง ภาพนักรบ กษัตริย์ และนักบวช ถูกวาดขึ้นด้วยโทนสีเข้ม บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังและความขรึม ทำให้รู้สึกถึงความตึงเครียดของยุคสมัยที่บ้านเมืองต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

.

แต่สิ่งที่น่าจะทำให้นักท่องเที่ยวติดตรึงมากที่สุดคือการได้ยืนอยู่ตรง Execution Rock จุดที่ว่ากันว่าเคยเป็นที่ประหารชีวิตผู้ทรยศและศัตรูทางการเมือง การยืนมองลงไปยังหุบเหวเบื้องล่างทำให้รู้สึกถึงความโหดร้ายของอำนาจ และในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า ประวัติศาสตร์มนุษย์เต็มไปด้วยทั้งความรุ่งโรจน์และความโศกเศร้า

.
.

และสุดท้าย… ไม่ว่าประวัติศาสตร์จะเต็มไปด้วยสงคราม ความขัดแย้ง ความสูญเสีย หรือคราบน้ำตาเพียงใด แต่หากมนุษย์ยังเพิกเฉยต่อความจริง ปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านั้นเลือนหายไปตามกาลเวลาโดยไม่เรียนรู้ “ใจ” ที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงและความเจ็บปวด ลูปแห่งความทุกข์ก็จะยังคงหมุนวนซ้ำไปเรื่อย ๆ ไม่ต่างจากการฉายภาพเดิมซ้ำ ๆ ในฟิล์มชีวิตของมนุษย์เอง เราอาจเปลี่ยนฉาก เปลี่ยนตัวแสดง แต่เนื้อเรื่องยังคงเหมือนเดิม เพราะเรายังไม่ยอมมองเข้าไปในรากเหง้าของมัน

ทุกความขัดแย้งในโลก ไม่ว่าจะระดับประเทศหรือระดับหัวใจ ล้วนมีต้นเหตุเดียวกันคือ ความไม่เข้าใจ เราไม่เข้าใจผู้อื่นเพราะยังไม่เข้าใจตัวเอง ไม่รู้ว่าความกลัว ความอยาก หรือความโกรธที่ซ่อนอยู่ในใจนั้นกำลังขับเคลื่อนการกระทำของเราอย่างไร ประวัติศาสตร์จึงซ้ำรอย เพราะเรายังไม่เคยเรียนรู้จากใจของมนุษย์นั่นเอง การให้อภัยจึงเป็นเรื่องยาก เพราะเรายังไม่รู้จักการให้อภัยตนเอง การเข้าใจโลกก็ยิ่งไกล เพราะเรายังไม่เข้าใจความไม่สมบูรณ์ของตัวเรา

.

บนไฟลต์จากโซเฟียกลับโดฮา ผมนั่งดูรายการสัมภาษณ์พระธิเบตรูปหนึ่ง ท่านพูดถึงคำว่า suffering ในแบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ท่านบอกว่า

“ในทางพุทธ suffering ไม่ได้หมายถึงความเจ็บปวดแบบที่เราคุ้ยเคยในการตีความ… แต่หมายถึง missing”

ฟังแล้วนิ่งไปชั่วขณะ ชวนคิดต่อว่า … ความทุกข์ในอีกนัยหนึ่งคือ “ความขาด” การขาดบางสิ่งบางอย่างในใจที่ทำให้เรารู้สึกไม่เต็ม ไม่สมบูรณ์ แม้เราจะมีทุกอย่างในโลกภายนอกครบถ้วนก็ตาม แต่หากขาด เราก็ยังคงรู้สึกทุกข์อยู่ดี

ความทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่ต้องหนี แต่เป็นกระจกที่สะท้อนให้เราเห็นสิ่งที่เราขาด เพื่อให้เราได้เรียนรู้ที่จะเติมเต็มมันอย่างถูกทาง การเรียนรู้จากทุกข์จึงไม่ใช่การจมอยู่กับอดีต แต่คือการให้เหตุการณ์นั้นกลายเป็น “ครู” มากกว่าเป็น “คำสาป” ของชีวิต และเมื่อเราเริ่มเห็นเช่นนั้น ประวัติศาสตร์จะไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้น “กับเรา” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสิ่งที่ “เราตื่นรู้จากมัน”

.
.

การเดินทางครั้งนี้ Explore World, Explore Mind อาจดูเหมือนการออกไปสำรวจโลกกว้าง แต่แท้จริงแล้วเป็นการเดินทางกลับมาสำรวจใจของเราเอง เพราะโลกภายนอกคือภาพสะท้อนของโลกภายในเสมอ ยิ่งเราเข้าใจใจของเราเท่าไร เราก็ยิ่งเข้าใจโลกมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อวันหนึ่งเรากลับมามองความทุกข์ ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความเข้าใจ โลกทั้งใบก็จะเปลี่ยนไปโดยที่เราไม่ต้องพยายาม

.
.

และในทุกการเดินทาง ไม่ว่าผ่านเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่หรือหมู่บ้านอันเงียบสงบ บางครั้งมนุษย์ไม่ได้เดินทางเพื่อจะไปถึงจุดหมายเท่านั้น แต่เพื่อจะ “รู้จักใจตัวเอง” ระหว่างทางด้วย

แต่การเดินทางของผมในประเทศนี้ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะยังมีอีกสถานที่หนึ่งซึ่งซ่อนอยู่ท่ามกลางขุนเขา และเป็นดั่งประตูเชื่อมระหว่างโลกวัตถุกับโลกภายใน… “Rila Monastery” เส้นทางแห่งศรัทธา ที่จะพาผมเดินต่อจากความเก่าแก่ทางวัฒนธรรมไปสู่ความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณของมนุษย์

ฝากติดตามในบทความถัดไปนะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *