ขุดรากเจาะภูเขาน้ำแข็ง

สรุปการเรียนรู้จาก ดร.ใหม่ Exclusive 3-day Masterclass in “Compassionate Systems Leadership” with Peter Senge and Gustav Böll ตอนที่ 6

ตอนพิเศษนี้ถ่ายทอดช่วงเวลาสำคัญจากการเดินทางสู่ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ระดับโลกในคลาสสำหรับผู้นำอย่าง Masterclass with Peter Senge และ IDG Summit 2025 ที่ประเทศสวีเดน ซึ่งไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมงานประชุม แต่คือการ “สัมผัสแนวคิดต้นธารของการเปลี่ยนแปลงภายใน” ที่หลอมรวมศาสตร์แห่งระบบคิด จิตวิญญาณ และวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน เพื่อจุดประกายให้ผู้นำยุคใหม่เข้าใจความหมายของคำว่า Inner Development อย่างลึกซึ้ง

.
.

เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่ Peter Senge and Gustav บรรยายอย่างลึกซึ้ง ตลอด 3 วันจึงเต็มไปด้วยกิจกรรมเชิงปฏิบัติเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วม ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนตระหนักได้มากกว่าแค่การฟังเนื้อหาคำบรรยาย หนึ่งในกติกาพื้นฐานของทุกเวิร์กช็อปตลอดสามเพื่อให้การแชร์เกิดประสิทธิภาพสูงสุดคือ การให้พื้นที่นี้เป็น “เขตปลอดการขาย” เพื่อหลีกเลี่ยงความอึดอัดของผู้เข้าร่วมทุกฝ่าย แน่นอนว่าอาจมีบทสนทนาที่น่าสนใจซึ่งต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในอนาคตได้ แต่ขอให้ทุกคนเคารพเจตนารมณ์ของเวทีนี้ว่าไม่ใช่โอกาสในการเสนอขายโดยตรง เมื่อทุกคนเข้าใจกติการ่วมกัน ผู้บรรยายทั้งสองยังเน้นย้ำเพิ่มเติมว่า นี่อาจเป็นเซสชันที่ยาวที่สุดของทั้งวันแรก เพราะตั้งใจให้ข้อมูลทุกอย่างอัดแน่น เพื่อปูพื้นและโยนวัตถุดิบจำนวนมากให้ทุกคนได้เอาไปลงมือฝึกจริงในวันถัด ๆ ไป และเนื้อหาเหล่านี้จะถูกหยิบกลับมาคลี่และฝึกซ้ำอีกหลายต่อหลายครั้งตลอดสามวัน

.
.

จากนั้นจึงพาเข้าสู่แก่นของ “ภูเขาน้ำแข็งแห่งความตระหนักรู้เชิงระบบ” (Systems Awareness Iceberg) พร้อมคลี่บริบทของความคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) ที่มักถูกเข้าใจคลาดเคลื่อน ผู้บรรยายย้อนที่มาสู่ไดนามิกส์ของระบบ (Systems Dynamics) ซึ่งก่อรูปที่ MIT ช่วงทศวรรษ 1950–1960 โดยตั้งใจพัฒนาภาษาสำหรับทำความเข้าใจและนำทางความซับซ้อนของโลกแห่งความจริง เมื่อใดก็ตามที่เราพูดถึง “ระบบ” เรากำลังพูดถึงสิ่งที่ประกอบด้วยองค์ย่อยจำนวนมากเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่แค่ชิ้นส่วน แต่คือความสัมพันธ์ระหว่างชิ้นส่วนเหล่านั้นว่า ส่งผลต่อกันอย่างไร ก่อรูปการทำงานอย่างไร และนำไปสู่ผลลัพธ์แบบใด

แม้สายงานนี้จะเริ่มต้นบนพื้นฐานของระบบเชิงกลและวิศวกรรม แต่ไม่นานก็ขยายสู่ระบบมีชีวิต — มนุษย์ องค์กร ชุมชน สังคม ซึ่งซับซ้อนกว่าอย่างเทียบไม่ติด ปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมองทั้งสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือ ระบบเชิงกลที่หล่อหลอมเรา แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องเห็นว่า ตัวเราเองกำลังหล่อหลอมระบบเชิงกลไปพร้อมกัน เพราะโลกทั้งใบคือการซ้อนทับของระบบน้อยใหญ่ ตั้งแต่ระดับปัจเจก วงครอบครัว ห้องเรียน ทีมงาน องค์กร ไปจนถึงรัฐชาติและสถาปัตยกรรมสังคม

.
.

เหตุผลที่เลือกใช้คำว่า “ความตระหนักรู้เชิงระบบ” แทน “ความคิดเชิงระบบ” ก็เพื่อเน้นว่างานนี้ไม่ใช่เพียงความเข้าใจเชิงความคิด (thinking) แต่รวมถึงการรับรู้และการกำหนดรู้ด้วยประสาทสัมผัสและอารมณ์ความรู้สึก (sensing) กล่าวให้ชัดเจนคือ

Systems Awareness
= Systems Thinking + Systems Sensing

และแบบจำลองภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg Model) ก็ทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องมือจัดระเบียบความคิดและแนวระเบียบวิธี (epistemology) ในการ “ดำน้ำ” ลงไปใต้ผิวน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อเห็นสาเหตุเชิงโครงสร้างที่มักซ่อนตัว

.
.

โครงสร้างของภูเขาน้ำแข็งเริ่มจากยอดที่โผล่พ้นน้ำ นั่นคือ เหตุการณ์ (Event) สิ่งที่จับต้องได้ เกิดขึ้น ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ชัดเจนและเป็นรูปธรรม แต่มีสัดส่วนเล็กมากเมื่อเทียบกับมวลทั้งก้อน ตัวอย่างคลาสสิกคือกรณีเรือไททานิก เหตุการณ์คือ เรือชนภูเขาน้ำแข็งและอับปาง ผู้คนจำนวนมากเสียชีวิต ทันทีที่ถามว่า ทำไมจึงเกิดเหตุนี้ เราจะเลื่อนไปชั้นที่สองคือ รูปแบบตามกาลเวลา (Patterns over Time / Behavioral Dynamics) คือสิ่งที่เกิดซ้ำและลากยาวจนกลายเป็นแนวโน้ม หากเราติดอยู่กับข่าวรายวันซึ่งเต็มไปด้วยเหตุการณ์ด่วน เราแทบไม่ได้เรียนรู้อะไรนัก ต้องถอยดูย้อนหลังจึงจะเห็นรูปแบบที่ซ่อนอยู่

.

ต่ำลงไปอีกคือ โครงสร้างรองรับ (Underlying Structures) ซึ่งผูกภายนอกเข้ากับภายในอย่างแนบแน่น ฝั่งภายนอกคือ สิ่งประจักษ์ / สิ่งประดิษฐ์ (Artifacts) สิ่งที่กระทบหรือกำหนดจากภายนอก เช่น ผังห้อง เก้าอี้ ไมโครโฟน กระดาน กฎหมาย ระเบียบ เมตริก วิธีบริหารประชุม ลำดับการพูด สิ่งเหล่านี้กำกับพฤติกรรมและผลลัพธ์โดยที่เราไม่รู้ตัว แน่นอนว่าวงกลมสนทนาขนาดใหญ่สื่อความเสมอภาคมากกว่าห้องที่มีเวทีและโพเดียม

ส่วนฝั่งภายในคือ แบบจำลองความคิด (Mental Models) สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เรารู้สึก และไมโครพฤติกรรมที่กลายเป็นนิสัย เป็นเลนส์ที่เรามองโลก แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่ทรงอิทธิพลยิ่งต่อพฤติกรรมและเหตุการณ์ เช่น ในกรณีไททานิก ความเชื่อว่า เรือลำนี้ไม่มีวันจมผลักให้เกิดการตัดสินใจเสี่ยง เร่งความเร็ว ประมาทต่อสัญญาณอันตราย จัดเตรียมเรือชูชีพไม่พอ และทั้งหมดร่วมกันผลักให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้น

.
.

เพื่อให้เห็นภาพ ตัวอย่างที่ถูกหยิบมาใช้คือ ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (และก๊าซเรือนกระจก) ในบรรยากาศ ณ ขณะนี้ เป็น “เหตุการณ์” เหนือภูเขาน้ำแข็ง จากนั้นชวนถามว่าทำไมระดับจึงสูง เมื่อเลื่อนลงชั้น “รูปแบบ” จะพบการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ดำเนินมานานกว่า 200 ปี สัมพันธ์กับรูปแบบการบริโภคที่ยิ่งกระตุ้นการผลิตพลังงานจากฟอสซิล เกิดวงจรเสริมแรง (Reinforcing Loop) ระหว่างดีมานด์–ซัพพลาย ใต้ลงไปคือ “แบบจำลองความคิด” เช่น ฉันต้องมีของมากขึ้นจึงจะมีความสุข ประสบความสำเร็จซึ่งผลักให้เกิดการบริโภค ขณะเดียวกัน “สิ่งประจักษ์ภายนอก” ที่ทำให้การเผาไหม้เป็นไปได้ในวงกว้าง ได้แก่ เทคโนโลยีและโครงสร้างอุตสาหกรรม ตั้งแต่เครื่องจักรไอน้ำ โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมัน เครือข่ายโลจิสติกส์ ไปจนถึงสถาปัตยกรรมเมือง นอกจากนี้ยังมีสิ่งประจักษ์เชิงกติกาและเมตริกอย่าง GDP ที่ยกการเติบโตเชิงปริมาณเป็นเข็มทิศ ขณะที่ชั้นลึกลงไปคือความเชื่อว่าเงินยิ่งมากยิ่งดี การเติบโตต้องไม่สิ้นสุด การปฏิเสธวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ และกระบวนทัศน์ที่ว่ามนุษย์แยกจากธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดพาไปสู่พฤติกรรมแบบตักตวง (extractivism) ส่งผลให้ “เหตุการณ์ระดับก๊าซเรือนกระจกสูง” คงอยู่และทวีความรุนแรง

เมื่อเดินรายละเอียดครบทั้งโมเดล ผู้บรรยายเน้นคุณค่าหลักของไดนามิกส์ของระบบ การจับ “ของจริงภายนอก” (กฎหมาย เครื่องมือ เมตริก โครงสร้าง) มาวางคู่กับ “โลกภายใน” (ความคิด ความรู้สึก นิสัยย่อย) ในผืนเดียวกัน เพื่อเห็นว่าเหตุการณ์ไม่ได้ตกจากฟ้า หากงอกมาจากรูปแบบ โครงสร้าง ความเชื่อที่เราไม่ค่อยเห็น และเมื่อเห็นแล้ว เราจึงเลือกคันโยก (Leverage Points) ได้แม่นยำกว่าการแก้แค่ปลายเหตุ เช่น เปลี่ยนสัดส่วนพื้นที่และรูปแบบการจัดห้องประชุมเพื่อเอื้อการมีส่วนร่วม (คันโยกเชิงสิ่งประจักษ์) ตั้งคำถามแบบสะท้อนเพื่อตรวจจับความเชื่อเดิมที่คับแคบ (คันโยกเชิงความคิด) ปรับเมตริกจากผลผลิตต่อชั่วโมงเป็นคุณภาพการเรียนรู้ร่วม หรือความไว้วางใจในทีม (คันโยกเชิงกติกา) สิ่งเหล่านี้คือการขยับที่ชั้นลึกเพื่อให้ยอดภูเขาน้ำแข็งเปลี่ยนทิศได้จริง

.
.

เพื่อย้ำแกนหลักของแบบจำลอง “เหตุการณ์ รูปแบบ โครงสร้างรองรับ (สิ่งประจักษ์ แบบจำลองความคิด)” และให้ผู้เข้าร่วมทดลองคิดกับโจทย์จริง มีคำถามหนึ่งชวนคิดว่า รูปร่างกราฟที่โผล่ขึ้นพร้อมกันหลายเส้น เช่น ประชากรและกระแสนิยม (populism) สะท้อนอะไรจากเหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างข้างต้น (ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ณ ขณะนี้) ผู้บรรยายชี้ว่า รูปแบบที่คล้ายกันอาจบอกถึงสาเหตุโครงสร้างร่วมอยู่ใต้ผิวน้ำ

และอีกคำถามเพื่อเจาะนิยามสิ่งประจักษ์ว่า มีชั้นย่อยมากมายจนแทบสร้างภูเขาน้ำแข็งย่อยได้ทุกชิ้นส่วน ซึ่งนี่คือธรรมชาติของระบบขนาดใหญ่ ทุกโมดูล เช่น อุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล ระบบ GPS หรือแม้แต่วาระประเทศที่เริ่มยึด GDP ล้วนเป็นเหตุการณ์ โครงสร้างของ “ระบบที่ใหญ่กว่า” อีกชั้นหนึ่ง และสามารถแยกไปทำ Iceberg เฉพาะเรื่องได้

.
.

สำหรับการฝึกใช้เครื่องมือได้จริง ทำได้โดย “ย่อ” เหตุการณ์ (Event) ลงมาเป็นเรื่องใกล้ตัว อาทิ เหตุการณ์ในที่ทำงาน ครอบครัว หรือชุมชน เริ่มจากสิ่งที่ไม่ค่อยเป็นบวกก่อน (Analytical Iceberg) เพราะเห็นรากของเหตุได้ง่ายกว่า เมื่อคล่องจึงค่อยพลิกเป็น “Iceberg แห่งความปรารถนา” (Aspirational Iceberg) โดยตั้งต้นที่ภาพวิสัยทัศน์ แล้วไล่กระบวนการถามว่าต้องมี ‘รูปแบบ – สิ่งประจักษ์ – แบบจำลองความคิด’ แบบใดช่วยให้ภาพนั้นเกิดขึ้นจริง

สิ่งที่มักพบเมื่อเข้าสู่กระบวนการนี้คือ หลายสิ่งเริ่มต้นด้วยเจตนาดี แต่กลับกลายเป็นผลลบบางอย่าง และนี่คือเหตุผลที่เราต้อง “มองใต้ผิวน้ำ” ให้ทะลุ เพื่อไม่ให้ความตั้งใจดีผลิตผลข้างเคียงที่ย้อนศรในระยะยาว (Another Monster)

.
.

ขั้นตอนการฝึกทำ “ภูเขาน้ำแข็งของฉัน”

เลือกเหตุการณ์ที่มีอารมณ์ร่วมและยังไม่รู้จะจัดการอย่างไร ใส่เหตุการณ์บนยอด ไล่รูปแบบที่เกิดซ้ำ วางสิ่งประจักษ์ที่ล้อมกรอบพฤติกรรม และขุดแบบจำลองความคิดที่ทำงานอยู่ใต้สุด

.

สิ่งที่ต้องจำไว้ … !!!

ไม่ต้องสวย ไม่ต้องถูกตามตำรา แต่ให้ “รู้สึกและสังเกต” ให้ได้ว่ารากอยู่ตรงไหน เพื่อให้เราเข้าใจและเปลี่ยนแปลงได้จริง ไม่ใช่เพียงแบบฝึกหัด แต่คือการเริ่มต้นฝึกสายตาเชิงระบบที่จะติดตัวกลับไปใช้กับงานและชีวิตจริงได้ทันที

.
.

ก่อนจะพาไปสู่การเรียนรู้ในสเต็ปถัดไป ขอกล่าวถึง “ภูเขาน้ำแข็งแห่งความตระหนักรู้เชิงระบบ” เพื่อรวบยอดความเข้าใจว่า เป็นแบบจำลองที่ตั้งต้นจากความพยายามทำความเข้าใจความซับซ้อนของโลกและพฤติกรรมมนุษย์ในระดับที่ลึกกว่าเหตุการณ์ที่ปรากฏ การจำแนกโลกออกเป็นชั้นๆ ตั้งแต่เหตุการณ์ รูปแบบ โครงสร้าง และแบบจำลองความคิด เป็นความพยายามของมนุษย์ยุคใหม่ที่จะเข้าถึง “เหตุแห่งเหตุ” ของสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งในระดับสังคมและระดับปัจเจก แม้โมเดลนี้จะถือกำเนิดจากรากคิดแบบวิทยาศาสตร์ตะวันตก แต่หากมองในเชิงปรัชญาไทยและพุทธศาสตร์ จะพบว่าสอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับหลัก “อริยสัจ 4” ที่ชี้ให้เห็นกลไกแห่งทุกข์และการดับทุกข์ ผ่านการเข้าใจเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดเหตุนั้น

ยอดภูเขาน้ำแข็งที่เรียกว่า “เหตุการณ์” เปรียบได้กับ “ทุกข์” ที่เราประสบตรงหน้า สิ่งที่เห็นและจับต้องได้ เช่น ความล้มเหลว ความขัดแย้ง หรือภาวะโลกร้อน สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปลายยอดที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำ ส่วนที่อยู่ใต้ผิวนั้นคือ “สมุทัย” หรือเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งในโมเดลนี้เทียบได้กับรูปแบบที่ซ้ำซ้อนและโครงสร้างรองรับ ทั้งในเชิงวัตถุ เช่น ระบบกฎหมาย อุตสาหกรรม และเชิงนามธรรม เช่น ความเชื่อและค่านิยม เมื่อขุดลึกลงไปถึงชั้นสุดท้ายคือ “แบบจำลองความคิด” เราจะพบรากของอวิชชา ความไม่รู้ ความหลงผิดในตัวตนและโลกที่หล่อหลอมพฤติกรรมของมนุษย์ให้หมุนวนอยู่ในวัฏจักรแห่งการทุกข์

.

สิ่งที่โมเดลนี้ทำได้ดีคือ การเปิดพื้นที่ให้มนุษย์มองโลกอย่างเป็นระบบ ไม่ด่วนสรุปหรือแก้ปัญหาเพียงที่ปลายเหตุ แต่ให้ถอยมองทั้งระบบอย่างเข้าใจความสัมพันธ์ของเหตุและผล ซึ่งเป็นหลักเดียวกับ “ปฏิจจสมุปบาท” ในพุทธศาสนา ที่สอนให้เห็นว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุและปัจจัย ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั่นเอง

.
.

🔜 ติดตามบทความสรุปการเรียนรู้ฉบับต่อไป รวมถึงบทความพิเศษ “การถอดบทเรียนและการนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กร” ได้ที่เพจเร็ว ๆ นี้

+++++++++

เวทีจริงสำหรับผู้นำที่ไม่อยากตกขบวนธุรกิจแห่งอนาคต!!

นี่ไม่ใช่คอร์สที่เล่าเรื่อง ESG แบบทฤษฎีแต่คือ สนามปฏิบัติการ 2 วัน 1 คืน ที่จะเปลี่ยนมุมมอง ESG ของคุณให้เป็นอาวุธลับในการชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ

intensive ESG
จะวางกลยุทธ์ ESG ของปีหน้าได้อย่างไร หากไม่รู้วิธี

🚨 ESG Strategy
6 ขั้นตอนจากเริ่มสู่แผนปฎิบัติการความยั่งยืน
หลักสูตรที่ได้รับรองเป็นการพัฒนาทักษะสูงจากสอวช.

ลดหย่อนภาษีได้ 250% !!

👉https://www.facebook.com/share/p/17UBD1u4Fs/

แอดไลน์ @dr.veeranut
โทรด่วน: 099-289-3645

+++++++++

บริการที่ปรึกษา และการออกแบบกลยุทธ์ ESG

ที่ปรึกษาธุรกิจด้านความยั่งยืน ESG SDGs BCG

+++++++++

ESG vs CSR แฝดคนละฝา
🔗 https://www.facebook.com/share/p/16BmPCGMJ4/

อย่าให้ Green / CSR มาหลอกคุณ
🔗 https://www.facebook.com/share/p/19imKXYvnF/

indset สำคัญกว่าโมเดล
ทำ ESG ต้องเริ่มจากเรา ไม่ใช่เริ่มจากรายงาน
🔗 https://www.facebook.com/share/p/14KaurYSRfA/

ESG ไม่ใช่ CSR 2.0
แต่คือ DNA ของธุรกิจอนาคต
🔗 https://www.facebook.com/share/p/17Pqu66dzs/

.
.

ดร.วีรณัฐ โรจนประภา (ดร.ใหม่)*
ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ ESG SDGs

Success isn’t found; it’s designed and built.
TLMS – Creating Strategies for Growth

*เครดิตวิทยากร
* GRI Certified Sustainability Professional, Global Reporting Initiative
* Sustainable Business Strategy Harvard Business School Online
* ESG Impact: Investor Perspective Wharton University
* Carbon Investment: Bernard Consulting
* Sustainability Strategy Demystified Sasin Graduate Institute of Business Administration
* Digital Business Strategy: Harnessing Our Digital Future MIT Sloan
* Blockchain Technologies: Business Innovation and Application MIT Sloan
* Beyond Smart Cities: Emerging Design and Technology MIT MEDIA LAB
* Integrating the SDGs into Sustainability Reporting, the GRI Academy
* Reporting on Human Rights with the GRI Standards, the GRI Academy
* Reporting with the GRI standards, the GRI Academy
* Waste Management Impact Reporting, the GRI Academy
* Reporting on the Impact of Occupational Health and Safety, the GRI Academy
* The founder and director of the SustaInnovation Leadership program and the SustaInnovation in Action program
* ผู้ก่อตั้ง IDGs Bangkok Community Hub
* ผู้เขียนหนังสือ Buddhist IDGs
* ได้รับการยกย่องเป็นนักบริหารผู้สร้างสรรค์ของประเทศ โดยกรมสุภาพจิต
* A creator of world-class Awareness exhibition showcased by over 100+ media outlets from more than 40+ countries
* นักเขียน เจ้าของผลงานการเขียนหนังสือ 10+ เล่ม 1,000+ บทความ และบรรณาธิการระดับประเทศ
* วิทยากรด้านความยั่งยืนเวทีนานาชาติ และบรรยายให้กับองค์กร บริษัท มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการระดับประเทศ 100+
* นักสื่อสารด้านความยั่งยืน และการพัฒนาจากภายในคนแรกของประเทศไทย ที่ออกรายการเจาะใจ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *