
Partnerships for the Goals
ในวันที่โลกทั้งใบกำลังล่มสลายอย่างช้า ๆ แต่รากลับเห็นคนในทุกภาคส่วนยังคงหลอกตัวเองว่า “ฉันจะแก้ได้คนเดียว” รัฐบาลออกนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ไม่กล้าชนอำนาจทุน เอกชนทำแคมเปญ ESG ที่วัดผลเฉพาะภาพลักษณ์ ส่วนภาคประชาสังคมก็ติดกับดักอุดมการณ์ที่ไม่เปิดให้คนเห็นต่างมีที่ยืน ทุกฝ่ายล้วนเดินหน้าไปในทิศของตนเอง สร้างความดีในระบบปิด แล้วก็สงสัยว่าทำไมโลกยังคงพัง
เรามีทุนมหาศาล เทคโนโลยีขั้นเทพ และผู้เชี่ยวชาญเต็มสนาม แต่สิ่งที่ไม่มีคือ ความกล้าจะจับมือกันจริง ๆ โดยไม่แย่งซีน ไม่แย่งเครดิต และไม่ใช้คำว่า “partnership” เพื่อปิดบังความไม่ไว้ใจกัน
.
รัฐพยายามคุมทิศนโยบายแต่ไม่เคยฟังเสียงรากหญ้า ธุรกิจอยากเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนแต่ไม่เคยมองข้ามเส้นกำไร NGO บางกลุ่มทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่ก็หลีกเลี่ยงการพูดคุยกับผู้มีอำนาจ เพราะกลัวจะ “ถูกกลืน”
และขณะที่เราทุกคนยังติดอยู่กับการชี้นิ้วว่าใครควรเริ่มก่อน ใครควรจ่ายก่อน ใครควรเปลี่ยนมากกว่า ป่าไม้ก็ยังถูกเผาทุกนาที เด็กในบางพื้นที่ยังไม่มีอาหารประจำวัน ผู้ลี้ภัยยังไม่มีบ้าน และภาษีคาร์บอนก็ยังติดอยู่ในสภาที่ไม่มีใครกล้าลงมติ พวกเราทั้งระบบยังวุ่นวายกับการสร้าง “ภาพของความร่วมมือ” มากกว่าการลงมือเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันจริง ๆ
.
ธุรกิจจัดทำ Impact Report อย่างพิถีพิถัน พิมพ์สี่สี แจกนักลงทุนทั่วโลก แต่ไม่เคยพูดถึงเรื่องการแบ่งปันทรัพยากรหรือเปิดพื้นที่ให้คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานลุกขึ้นมาร่วมออกแบบแนวทาง ESG รัฐบาลพูดเรื่อง Net Zero แต่ไม่เคยทำให้กระบวนการตัดสินใจเปิดกว้างให้คนชายขอบมีเสียง ภาคประชาสังคมเรียกร้องความเป็นธรรม แต่บางครั้งก็กลายเป็นสนามของคนกลุ่มเดิมที่พูดกับคนกลุ่มเดิม
โลกไม่ได้ล่มสลายเพราะใครคนใดคนหนึ่ง แต่เพราะเราทุกคนยังเอาแต่พยายาม “เก่งอยู่คนเดียว”
โลกไม่พังเพราะขาดความรู้ ไม่พังเพราะขาดเทคโนโลยี ไม่พังเพราะขาดเงินทุน แต่มันพังเพราะเรายังกลัวที่จะก้าวข้ามอัตตาของตัวเอง
เราสร้างสิ่งดีได้มากมาย แต่อยู่ในระบบที่ไม่เชื่อมโยงกันเลย ดีแบบโดดเดี่ยว ดีแบบอ้างว้าง และดีแบบที่ไม่มีใครยอมเปลี่ยนทิศไปพร้อมกัน หาก SDG ข้ออื่น ๆ คือเครื่องมือของความเปลี่ยนแปลง SDG 17 ก็คือการถามว่า “คุณยอมจับมือกับใคร เพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่าคุณได้ไหม”
.
.
SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnerships for the goals)
.
เป็นข้อเดียวในบรรดาทั้ง 17 เป้าหมาย ที่ไม่ได้พูดถึง “ปัญหาเฉพาะด้าน” แต่พูดถึง “วิธีการ” ในการสร้างโลกที่เราฝันไว้ มันไม่ได้มีเป้าหมายเป็นดิน น้ำ อากาศ หรือพลังงาน แต่พูดถึงพลังของมนุษย์ในการรวมกันอย่างมีเป้าหมาย
เพราะไม่ว่าจะคุณจะสร้างนวัตกรรมที่ล้ำแค่ไหน ถ้าไม่เชื่อมโยงกับนโยบายมันก็จะไม่มีวันไปถึงระดับระบบ ไม่ว่าคุณจะทำเกษตรอินทรีย์ได้ดีแค่ไหนถ้าไม่มีกลไกโลจิสติกส์และการเงินมารองรับมันก็จะหยุดแค่ในงานนิทรรศการ และไม่ว่าคุณจะมีกลยุทธ์ ESG ที่ดีแค่ไหน ถ้าทำโดยไม่เชื่อมกับชุมชน มันก็ไม่ต่างจากแผนธุรกิจที่เขียนให้ผู้ถือหุ้นอ่านเท่านั้น
.
.
ในโลกยุคหลังโควิดที่เต็มไปด้วย “MOU Syndrome” เราเห็นการลงนามความร่วมมือทุกสัปดาห์ ป้ายเซ็นต์ถูกถ่ายรูปลงข่าวอย่างสง่างาม ข้อความเต็มไปด้วยคำว่า synergy, strategic alignment, หรือ multi-stakeholder แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน สิ่งที่เหลือจากความร่วมมือเหล่านั้นอาจมีแค่แฟ้มเอกสารบนชั้น กับภาพรอยยิ้มที่ไม่มีใครจำได้ว่าเราร่วมมือกันไปเพื่ออะไร
เพราะความร่วมมือที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การตกลงจะไม่ขัดขากัน�แต่คือการ “ผูกพันชะตา” ไว้กับเป้าหมายเดียวกัน และที่สำคัญต้องยอมแบ่งทั้งความเสี่ยงและความสำเร็จ
.
SDG 17 พูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาในเป้าประสงค์ย่อย เช่น
17.16: เสริมสร้างความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมการเป็นพันธมิตรแบบพหุภาคี
17.17: ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกัน
17.6–17.8: เน้นการแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และทรัพยากร เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางศักยภาพ
.
นี่คือการย้ำว่า การร่วมมือแบบใหม่ต้องเป็นมากกว่าการประชุมประจำปี หรือการตั้ง Working Group ที่ไม่กล้าทะเลาะกันเพราะเกรงใจผู้ใหญ่ มันต้องเป็นพื้นที่ที่กล้าหยิบปัญหาขึ้นมาวางกลางโต๊ะ โดยไม่มีใครมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าใคร และทุกฝ่ายต้องพร้อมจะเปลี่ยนวิธีคิดของตนเองเพื่อเป้าหมายใหญ่กว่า
.
.
ตัวอย่างการร่วมมือที่ล้มเหลวมีมากมาย เพราะพาร์ตเนอร์แต่ละฝ่าย “หวงเป้า” ของตัวเอง รัฐบาลอยากได้ผลลัพธ์ที่เร็วเพื่อตอบโจทย์ทางการเมือง ภาคธุรกิจต้องการ ROI ที่วัดผลได้ชัดเจน NGO ต้องการความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
แต่ถ้าไม่มีการตกลงกันก่อนว่าเป้าหมายร่วมคืออะไรและเราจะนิยามความสำเร็จแบบไหน การร่วมมือก็จะกลายเป็นการประนีประนอมที่ไม่มีใครพอใจและไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง
.
ในทางกลับกัน เราเริ่มเห็นโมเดลใหม่ของ partnership ที่เปลี่ยนระบบได้จริง เช่น การร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและกลุ่ม Indigenous เพื่อออกแบบการอนุรักษ์ป่าโดยอิงภูมิปัญญาท้องถิ่น การจับมือกันของมหาวิทยาลัย–สตาร์ตอัป–องค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม EdTech ที่เข้าถึงได้จริงในพื้นที่ห่างไกล
หรือแม้แต่การร่วมลงทุนของบริษัทคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดแบบไม่มีใครผูกขาดเทคโนโลยี เพราะสุดท้ายโลกไม่ได้ต้องการความร่วมมือที่เป็นกลาง…แต่ต้องการพันธมิตรที่กล้าร่วมรับผิดชอบ
.
.
โลกที่ยั่งยืนต้องการ Ecosystem
ไม่ใช่ Ego-system
ในขณะที่โลกกำลังเร่งหาทางรอดจากวิกฤตซ้อนวิกฤต เรากลับพบว่าหนึ่งในอุปสรรคที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างการเปลี่ยนแปลง คือ “อัตตา” ของผู้มีอำนาจในแต่ละภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ยึดถืออำนาจรัฐเป็นของส่วนตัว ภาคเอกชนที่พยายามครองเครดิตความดีไว้แต่เพียงผู้เดียว หรือแม้แต่ภาคประชาสังคมที่บางครั้งก็ยึดมั่นในวิธีของตนเองโดยไม่เปิดพื้นที่ให้คนคิดต่าง
ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย “Ego-system” จะมีลักษณะของการทำงานแบบต่างคนต่างเดิน ต่างคนต่างเด่น และสุดท้ายต่างคนต่างล้ม
ในขณะที่โลกที่ยั่งยืนต้องการ “Ecosystem” ระบบนิเวศของการเปลี่ยนแปลง ที่องค์ประกอบทุกชิ้นมีคุณค่า เชื่อมโยงกัน สนับสนุนกัน และรู้ว่าสิ่งใดต้องยอมถอย เพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเองจะเดินหน้าได้
.
.
ลองนึกถึงธรรมชาติ… ไม่มีต้นไม้ชนิดใดโตเดี่ยวแล้วอยู่รอดตลอดไป ไม่มีแมลงชนิดใดอยู่ได้โดยไม่พึ่งพาระบบอื่น ไม่มีลำน้ำสายใดที่สะอาดได้ถ้าต้นน้ำถูกทำลาย
แล้วเราคาดหวังอะไรจากการพัฒนา
ที่ไม่เคยเชื่อมโยงใครเลย ?
.
เป้าหมาย SDG 17 จึงเน้นย้ำว่าการพัฒนาไม่สามารถเกิดขึ้นในระบบปิด หากปราศจากการแลกเปลี่ยนข้อมูล (17.18), การเสริมสร้างขีดความสามารถท้องถิ่น (17.9), การเคารพในสิทธิการเป็นเจ้าของทรัพยากร (17.6), และการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมจริงในการกำหนดอนาคต
และการมี Ecosystem ที่ดีในเชิงความร่วมมือ หมายความว่า…
รัฐบาลต้องไม่ผูกขาดความรู้ แต่เปิดให้ประชาชนและองค์กรอื่นเข้ามาเสริม เอกชนต้องไม่ยึดผลกำไรเป็นเป้าหมายเดียวแต่เห็นคุณค่าในการสร้างอุตสาหกรรมที่ทั้งระบบเติบโตร่วมกัน ภาคประชาสังคมต้องยอมเปิดใจให้กับนวัตกรรมและเทคโนโลยีไม่ตีตราทุกสิ่งที่มาจากทุนว่าเลวร้าย สื่อมวลชนต้องไม่เพียงรายงานข่าวแต่กลายเป็นตัวกลางของความเข้าใจระหว่างฝ่ายที่ไม่เคยพูดกันได้
.
.
การเปลี่ยนผ่านจาก Ego-system ไปสู่ Ecosystem ต้องการความถ่อมตนของผู้นำ ความกล้าในการยอมรับว่า “ฉันไม่รู้ทุกอย่าง” และความพร้อมในการฟังเสียงของคนที่เคยถูกมองข้าม
ในโลกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีพระเอกเพียงคนเดียว การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะไม่เกิดจากซูเปอร์ฮีโร่ แต่จะเกิดจาก “ระบบที่ทุกคนมีพื้นที่จะช่วยกันสร้างอนาคต” และนี่คือสิ่งที่ SDG 17 ต้องการจะบอก ถ้าคุณยังทำเพื่อตัวเองคนเดียว คุณไม่ได้กำลังพัฒนาอะไรเลย
.
.
ผู้นำในยุคของ SDG 17 ไม่ได้ถูกวัดจากความเร็วในการตัดสินใจหรือความฉลาดในเชิงยุทธศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ถูกวัดจาก “ความสามารถในการดึงพลังของผู้อื่นมาร่วมออกแบบอนาคต” และนี่คือหัวใจของ “การสร้างร่วม” (Co-creation)
Co-creation คือการออกแบบระบบ การตัดสินใจ และนวัตกรรม ผ่านกระบวนการที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำ
ไม่ใช่แค่ “รับฟัง” เพื่อทำให้ดูดี แต่มันคือ “การเชื่อมเสียง” เข้ากับการกำหนดทิศทาง
ไม่ใช่แค่ขอความคิดเห็นหลังจากเขียนนโยบายเสร็จแล้ว แต่คือ “เขียนนโยบายไปด้วยกันตั้งแต่แผ่นแรก”
ไม่ใช่เจ้าของความรู้ แต่คือผู้ถักทอภูมิปัญญาจากหลายภาคส่วน
ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่บนเวที แต่คือผู้นำที่ยอมลงมานั่งล้อมวงกับชาวบ้าน ผู้ใช้แรงงาน เด็ก คนชายขอบ และถามว่า “เราจะออกแบบอนาคตนี้ด้วยกันได้อย่างไร”
.
.
ในหลายกรณี Co-creation กลายเป็นตัวเร่งความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดจากบนลงล่าง เช่น เมืองในสแกนดิเนเวียที่ออกแบบพื้นที่สาธารณะร่วมกับผู้พิการ เด็ก และผู้สูงอายุ จนกลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ธุรกิจแฟชั่นที่ร่วมพัฒนาวัตถุดิบกับชุมชนพื้นถิ่น โดยให้พวกเขามีส่วนแบ่งรายได้และสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา โครงการความมั่นคงทางอาหารที่ไม่ใช้แค่แนวทางจากกระทรวงเกษตร แต่สร้างร่วมกับเกษตรกรรายย่อย คนเมือง และสตาร์ตอัปสายอาหารอย่างเท่าเทียม
.
ในอดีต ความร่วมมือระหว่างประเทศมักถูกตีกรอบอยู่ในโมเดล “ความช่วยเหลือ” (Aid) ที่ขั้วเหนือให้กับขั้วใต้ รัฐร่ำรวยส่งเงินทุนให้รัฐยากจน องค์กรระหว่างประเทศแจกเงินช่วยเหลือทางเทคนิค สถาบันการเงินข้ามชาติเสนอแพ็กเกจเงินกู้เพื่อการพัฒนา เราเรียกมันว่า Development Assistance หรือ ODA (Official Development Assistance) ซึ่งเป็นระบบที่เกิดจากจิตใจดีและภาษาที่สวยงาม แต่ในความเป็นจริงมันก่อให้เกิดโครงสร้างที่ซ้อนเงาบางอย่างในนั้น…
ผู้ให้ = ผู้กำหนด
ผู้รับ = ผู้ตาม
.
โมเดลความร่วมมือแบบนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือของอำนาจออ่อนนุ่ม (soft power) มากกว่าการร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนจริง เพราะผู้ให้ทุนมักผูกเป้าหมายการใช้เงินไว้กับเงื่อนไขของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการค้า มาตรฐานทางการเมือง หรือแม้แต่การเข้าถึงทรัพยากรของประเทศผู้รับ ความไม่สมดุลนี้ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งกลายเป็น “ผู้ปฏิบัติงานตาม KPI ของประเทศผู้ให้” มากกว่าจะได้วางเป้าหมายการพัฒนาของตนเอง
.
SDG 17 จึงไม่พูดถึงแค่การให้เงิน แต่พูดถึงการ “จัดแนววิสัยทัศน์ร่วมกัน” (Alignment) ไม่ใช่แค่ให้ทุนสนับสนุนแล้วหวังผลตอบแทนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่คือการวางรากฐานใหม่ของความร่วมมือ ที่แต่ละฝ่ายเป็นเจ้าของร่วมในเป้าหมายเดียวกัน ไม่ใช่แค่ “รับจ้างพัฒนา”
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเป้าประสงค์ SDG 17.1–17.5 ถึงไม่พูดแค่เรื่องเม็ดเงิน แต่พูดถึงระบบภาษีที่เป็นธรรม การเพิ่มความสามารถของรัฐในการเก็บรายได้ภายในประเทศ และการจัดสรรทรัพยากรให้ตรงกับความต้องการของท้องถิ่น ไม่ใช่ตามแผนจากส่วนกลางห่างไกล
.
และนี่คือจุดเปลี่ยนจาก “Global Aid”
ไปสู่ “Global Alignment”
จากการที่ประเทศหนึ่ง “ให้” แล้วอีกประเทศ “ต้องขอบคุณ” → สู่การที่ทุกประเทศ “ลงขัน” เพื่อเป้าหมายที่ไม่มีใครได้ลำพัง
จากความร่วมมือที่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง → สู่ความร่วมมือที่ใช้ “ความไว้วางใจ, วิสัยทัศน์, และกลไกการกำกับร่วม” เป็นแกนกลาง
จากการพึ่งพาการโอนเงินจากต่างประเทศ → สู่การออกแบบระบบภาษี โปร่งใส และความยืดหยุ่นทางการคลังภายในประเทศ
ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนจาก “เงินช่วย” มาเป็น “เงินร่วม”
จากการให้แบบข้างเดียว → สู่การลงทุนร่วมที่ทุกฝ่ายมี skin in the game
.
เพราะความยั่งยืนที่เกิดจากการช่วยเหลือโดยไม่สร้างความเป็นเจ้าของร่วมคือ ความยั่งยืนที่ไร้ราก ในโลกที่ซับซ้อนมากเกินไปสำหรับเงินก้อนเดียวจะแก้ปัญหาได้ สิ่งที่เราต้องการมากกว่าเงินคือ การจัดระเบียบพลังงานของผู้คน และกลไกของระบบ ให้ไปในทิศเดียวกัน
.
.
ในโลกของ ESG ที่ทุกบริษัทต่างแข่งขันกันปลดล็อกความยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) องค์กรหลายแห่งสามารถพัฒนานโยบายสิ่งแวดล้อมของตนเองได้ดี ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในสำนักงาน ปรับเปลี่ยนซัพพลายเชนให้มีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำ ใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ แต่ถ้าบริษัทนั้นไม่จับมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม หรือไม่ร่วมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับระบบ เช่น มาตรฐานใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมหรือกฎหมายแรงจูงใจด้านภาษี สิ่งที่ทำทั้งหมดอาจเป็นแค่ “การอยู่รอดแบบลำพัง”
ในฝั่งของ “S” หรือ Social ยิ่งเห็นชัด คุณอาจมีโปรแกรมช่วยเหลือชุมชน คุณอาจจัดอบรมทักษะแรงงานให้กลุ่มเปราะบาง คุณอาจมี diversity policy ที่ดีเยี่ยม แต่ถ้าไม่มีความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่น มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล หรือสถาบันพัฒนาอาชีพ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะไม่สามารถขยายผลได้ และอาจจบลงทันทีที่คุณเปลี่ยนงบประมาณปีถัดไป
และเมื่อมาถึง “G” หรือ Governance คำว่า “strong institution” จาก SDG 16 ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าองค์กรไม่ร่วมมือกันสร้างระบบธรรมาภิบาลร่วม การพัฒนาเครื่องมือวัด ESG ที่ทุกบริษัทใช้ร่วมกัน การสร้างแนวร่วมเปิดเผยข้อมูลซัพพลายเชน หรือแม้แต่ความร่วมมือในการผลักดันกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันในภาคเอกชน
.
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนเกิดขึ้นจาก mindset ของ SDG 17 ที่ว่าด้วยพันธมิตรเพื่อเป้าหมาย ไม่ใช่การแข่งขันเพื่ออันดับในดัชนี เพราะความท้าทายที่เราเผชิญวันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะแก้ไขได้ลำพัง







ใส่ความเห็น