Theatre as เวทมนตร์ข้ามวัฒนธรรม

ตามหาความอ่อนโยนในโลกที่กลัวความเปราะบาง
การเดินทางตามรอย The Cursed Child

Palace Theatre
กรุงลอนดอน ปี 2020

หากกล่าวถึงเส้นทางแห่งศิลปะการแสดงในโลกตะวันตก คงไม่มีที่ใดมีเสน่ห์และเรื่องเล่าขานเท่ากับเวทีละครเวทีแห่งมหานครลอนดอน และในมุมถนนที่ชื่อว่า Shaftesbury Avenue ซึ่งถือเป็นย่านโรงละครชื่อดังแห่งหนึ่งของอังกฤษ มีอาคารหนึ่งที่โดดเด่นด้วยงานสถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรียน ประดับด้วยโดมสีแดงอิฐและเสาสูงตระหง่านตั้งตระหง่านมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 นั่นคือ Palace Theatre โรงละครเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 130 ปี ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเวทีประจำของบทละครเวทมนตร์ที่สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลก

Harry Potter and the Cursed Child

Palace Theatre แห่งนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1891 เดิมทีตั้งใจจะใช้สำหรับการแสดงโอเปร่า ก่อนจะกลายมาเป็นหนึ่งในหัวใจของ West End ที่เป็นแหล่งรวมศิลปะการแสดงระดับโลก ในอดีตเวทีแห่งนี้เคยต้อนรับบทละครหลากหลายยุค ตั้งแต่บทตลกเสียดสีของอังกฤษโบราณ ไปจนถึงละครเพลงร่วมสมัย และการปรากฏตัวของ Harry Potter ในรูปแบบบทละครเวทีเมื่อปี 2016 ก็ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของจักรวาลเวทมนตร์ ที่ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในหน้ากระดาษหรือจอภาพยนตร์อีกต่อไป แต่ถูกถ่ายทอด “สด” ตรงหน้าผู้ชมอย่างลึกซึ้งและจับใจ

.
.

การเดินทางของผมมาถึงที่นี่ในปี 2020 ปีที่โลกทั้งใบเริ่มเปลี่ยนไปจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่บรรยากาศหน้าประตูโรงละครยังคงเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น ผู้คนหลากเชื้อชาติจากทั่วโลกหลั่งไหลมายืนต่อแถวด้วยสีหน้าเปี่ยมคาดหวัง บางคนสวมผ้าพันคอสีแดงทองของบ้านกริฟฟินดอร์ บางคนถือไม้กายสิทธิ์ บางคนพาลูกหลานที่โตมากับแฮร์รี่ พอตเตอร์มาร่วมประสบการณ์แห่งเวทมนตร์ บ้างมีสีหน้าตื่นเต้น บ้างน้ำตาคลอเบ้าเหมือนได้ย้อนวัยเด็กอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนล้วนแบ่งปันอารมณ์ร่วมบางอย่างที่ไม่ต้องการคำอธิบายความรู้สึกเหมือนเรากำลังจะก้าวผ่านชานชาลาที่ 9¾ ไปสู่โลกอีกใบที่รอเราอยู่

ตั๋วละครเวทีเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาง่าย โดยเฉพาะ Harry Potter and the Cursed Child ซึ่งเป็นการแสดงแบบ 2 พาร์ต (Part One และ Part Two) ที่ต้องใช้เวลาชมกว่า 5 ชั่วโมง การจะได้ตั๋วชมในตำแหน่งที่ดีและในช่วงเวลาที่ต้องการนั้น บางครั้งต้องจองล่วงหน้าข้ามปี ยิ่งสำหรับแฟนพันธุ์แท้แล้ว การได้เห็นตัวละครที่รักโลดแล่นบนเวที คือความฝันที่แทบจะแลกได้ทุกอย่าง มีเรื่องเล่าขำขันแบบเจ็บจริงปนเศร้าเล็กน้อยว่า หลายคนจองตั๋วล่วงหน้านานเกินไปจนลืมว่าตัวเองจองไว้เมื่อไร บางคนเผลอหยิบตั๋วของปีถัดไปมาใช้ในปีนี้ และรู้ตัวอีกทีก็คืออยู่หน้าโรงละครเรียบร้อยแล้ว

ทว่าในความวุ่นวายที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นเป็นประจำนี้ กลับมีระบบที่น่าประทับใจซ่อนอยู่ ระบบตั๋วรีเทิร์น ที่ช่วยรักษาความยุติธรรมและเปิดโอกาสให้กับคนที่พลาดได้กลับมาเสี่ยงโชคอีกครั้ง หากมีใครสักคนยกเลิกการเข้าชมในวันนั้น ๆ ตั๋วของเขาจะกลายเป็น “ตั๋วรีเทิร์น” ที่สามารถนำกลับมาออกจำหน่ายอีกครั้งให้ผู้ที่รอหน้าล็อบบี้ได้ลุ้นว่าโชคจะเข้าข้างหรือไม่ ระบบนี้เป็นส่วนผสมระหว่างความเป็นระเบียบแบบอังกฤษกับความตื่นเต้นแบบนักผจญภัย ผู้ที่พร้อมจะรอหน้าประตูตั้งแต่เช้าเพียงเพื่อโอกาสเล็ก ๆ ที่จะได้เข้าไปสัมผัสโลกเวทมนตร์แบบสด ๆ ด้วยตาของตัวเอง

.

แม้จะเป็นโรงละครที่อายุกว่า 130 ปี แต่ Palace Theatre ก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับอดีต ภายในได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยทั้งในด้านระบบเสียง แสง และความปลอดภัย โดยคงไว้ซึ่งเสน่ห์ของการออกแบบดั้งเดิมที่สะท้อนถึงยุควิกตอเรียนอย่างวิจิตร ตัวอาคารยังคงใช้โครงสร้างไม้และหินที่ผ่านกาลเวลามานับศตวรรษ ที่นั่งชั้นบนสุดที่เรียกว่า “The Gods” ซึ่งเคยเป็นที่นั่งราคาถูกสำหรับคนจนในอดีต ก็ยังเปิดให้บริการแก่คนที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศแบบคลาสสิก ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาก็ยังคงได้รับความสะดวกสบายครบครัน

แต่สิ่งที่ทำให้ที่แห่งนี้ยังมีชีวิตไม่ใช่แค่การปรับปรุงโครงสร้าง หรือเทคโนโลยีแสงสีเสียง แต่คือผู้คน ทั้งทีมงานที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่ นักแสดงที่ใส่หัวใจลงไปในทุกฉาก และผู้ชมที่เดินทางมาไกลเพื่อจมดิ่งอยู่ในเรื่องเล่าเดียวกัน ทุกค่ำคืนที่ม่านเวทีเปิดออก เสียงปรบมือก็ดังกึกก้องเหมือนวันแรกที่เปิดการแสดง

การได้เยือน Palace Theatre จึงไม่ใช่แค่การไปดูละครเวที แต่คือการเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ของศิลปะ ได้เห็นว่าวัฒนธรรมอังกฤษหล่อหลอมความบันเทิงอย่างไร เพราะในท้ายที่สุด ไม่มีอะไรเหนือกว่าพลังของเรื่องเล่าที่ดี และไม่มีสถานที่ใดจะเล่าเรื่องนั้นได้ดีไปกว่าโรงละครที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางลมฝนแห่งกาลเวลาเช่นนี้

.
.

Harry Potter and the Cursed Child เวอร์ชันลอนดอน
เวทมนตร์ที่ใช้เวลาเกือบทั้งวันในการเดินทาง

แม้ใครหลายคนจะเคยผ่านโลกของแฮร์รี่ พอตเตอร์ผ่านหน้าหนังสือหรือจอภาพยนตร์มาแล้ว แต่ไม่มีอะไรจะใกล้เคียงกับประสบการณ์การมีชีวิตอยู่ในโลกเวทมนตร์ไปมากกว่าการรับชม Harry Potter and the Cursed Child ที่เวทีลอนดอน ณ Palace Theatre

ละครเวทีเรื่องนี้นำเสนอในรูปแบบสองพาร์ท เพื่อเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวได้หายใจ ได้ขยาย และได้สร้างแรงสะเทือนทางอารมณ์อย่างเต็มที่
Part 1: ความยาว 2 ชั่วโมง 40 นาที
Part 2: ความยาว 2 ชั่วโมง 35 นาที

โดยมี เวลาพักระหว่างสองพาร์ทราว 2 ชั่วโมง ให้ผู้ชมได้เดินสำรวจ ดื่มด่ำกับบรรยากาศ ออกไปพักหาของกิน หรือแม้แต่ตามล่าของที่ระลึกเฉพาะฉากเฉพาะตอน

รวมเวลาแล้วการเข้าชม Harry Potter and the Cursed Child จะกลายเป็น ภารกิจทั้งวัน สำหรับผู้หลงรักโลกเวทมนตร์ ตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงค่ำมืด ไม่มีช่วงเวลาไหนที่ไม่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น (หรือใครไม่สะดวกชมสองพาร์ทในวันเดียวกัน สามารถแยกชมพาร์ทแรก และพาร์ทสองคนละวันได้)

.

ก่อนที่ม่านเวทีจะเปิดขึ้น แฟน ๆ ทุกคนต้องมารวมตัวกันที่บริเวณบ็อกซ์ออฟฟิศ เพื่อทำสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่กลับเปี่ยมมนตร์ขลังอย่างคาดไม่ถึงอย่างการแลกใบจองออนไลน์กับตั๋วจริงแบบกระดาษแข็ง

ตั๋วเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารเข้าโรงละครธรรมดา แต่ดูคล้ายกับตั๋วรถไฟฮอกวอตส์ อย่างที่เราเคยเห็นในหนัง ภายใต้ดีไซน์เรียบหรูแต่เปี่ยมมนต์ขลัง ด้วยตัวอักษรทองบนกระดาษแข็งเนื้อดี รายละเอียดทุกอย่างถูกรังสรรค์ให้ชวนย้อนวัยกลับไปสู่ตอนเด็ก ที่เรานั่งจินตนาการถึงการเดินทางจากชานชาลา 9¾ ในสถานีคิงส์ครอส ไปยังโรงเรียนเวทมนตร์ประจำเกาะอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม ด้วยความนิยมที่ท่วมท้น บ็อกซ์ออฟฟิศหน้าละครจึงอาจกลายเป็นจุดที่คึกคักที่สุดของย่าน Shaftesbury Avenue โดยเฉพาะในช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันแสดง แนะนำว่า ควรมาถึงก่อนเวลาล่วงหน้าอย่างน้อย 30 – 60 นาที เพราะแถวยาวของแฟนพันธุ์แท้ที่ยาวพอ ๆ กับคาถา Expecto Patronum อาจทำให้คุณหลุดเวลารอบแรกได้เลย

.

เมื่อผ่านประตูไม้แกะสลักเข้าสู่ภายในของ Palace Theatre บรรยากาศเปลี่ยนไปทันทีจากถนนในลอนดอนสู่ห้วงแห่งจินตนาการ โถงต้อนรับด้านในถูกแปลงให้กลายเป็นพื้นที่เฉพาะของ Cursed Child Universe เต็มไปด้วยแสงสีทอง สัญลักษณ์ฮอกวอตส์ และเสียงดนตรีที่คลอเบา ๆ อยู่ในพื้นหลัง

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือร้านของที่ระลึก (Merchandise Booths) ที่ตั้งอยู่บริเวณล็อบบี้ ซึ่งน่าสังเกตว่ามี สินค้าที่แตกต่างกันระหว่างพาร์ทแรกและพาร์ทที่สอง บ่งชี้ว่าทีมออกแบบใส่ใจในเส้นเรื่องและอารมณ์ของตัวละครเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีบาร์ขนมและเครื่องดื่ม ที่จัดจำหน่ายคัพเค้ก คุกกี้ Butterbeer และเครื่องดื่มเย็นอื่น ๆ ซึ่งสามารถนำเข้าไปในโรงละครเพื่อรับประทานขณะชมได้อีกด้วย เป็นความผ่อนคลายเล็ก ๆ ก่อนจะดำดิ่งสู่เรื่องราวอันเข้มข้นที่รออยู่เบื้องหน้า

แต่ของกินต่าง ๆ จะกลายเป็น “สิ่งที่ลืมได้ในพริบตา” เพราะทันทีที่ม่านเปิดและแสงสว่างบนเวทีฉายแววแรก ความรู้สึกที่ได้จากภาพยนตร์หรือนิยายจะถูกกลบด้วยความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า จริง ๆ

.
.

เวทมนตร์ที่ไม่ได้มาจากไม้กายสิทธิ์

เมื่อม่านเวทีค่อย ๆ เปิดออกในช่วงต้น สิ่งที่ไม่คาดคิดกลับไม่ใช่เพียงแค่ฉากที่สลับซับซ้อน หรือเอฟเฟกต์ที่เกินจริง แต่คือ “การตีความตัวละคร” ที่ต่างจากภาพในหัวของเราทั้งหมดและมันกลับน่าตื่นเต้นอย่างเหลือเชื่อ

ในเวอร์ชันที่ได้ชมครั้งนี้ ไม่ใช่คณะนักแสดงชุดดั้งเดิมที่เปิดการแสดงในลอนดอนเมื่อปี 2016 เพราะคณะนักแสดงชุดแรกนั้นได้ยกทีมไปแสดงที่ Broadway ในนิวยอร์กตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว (2019) ทิ้งเวทีลอนดอนไว้ให้กับทีมนักแสดงรุ่นใหม่ที่กล้าหาญพอจะสวมบทบาทในตำนาน และตีความตัวละครด้วยมุมมองเฉพาะของตนเอง

แน่นอนว่าสำหรับใครที่เติบโตมากับหนังสือหรือภาพยนตร์ชุด Harry Potter การรับชมละครเวทีชุดนี้อาจเหมือนเป็นการพลิกโฉมบางสิ่งในจินตนาการ โดยเฉพาะการแคสต์นักแสดงในบท เฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ ที่ในเวอร์ชันเวทีลอนดอน เธอคือหญิงสาวผิวสี ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในช่วงแรกของการประกาศรายชื่อนักแสดง

อย่างไรก็ดี ทุกการตีความนั้นถูกเติมเต็มด้วยฝีมือการแสดงอย่างไร้ที่ติ นักแสดงไม่เพียงแค่สวมบทบาท แต่ดูเหมือนจะกลายเป็นตัวละครเหล่านั้นอย่างเต็มตัว เสน่ห์ของเฮอร์ไมโอนีในเวอร์ชันนี้คือความแข็งแกร่งแบบไม่ต้องพิสูจน์ ความฉลาดแบบที่เฉียบขาด และความเปี่ยมเมตตาที่ไม่ลดทอนความสง่างามแม้แต่น้อย ในขณะที่ตัวละครอื่น ๆ อย่าง อัลบัส พอตเตอร์ หรือ เดรโก มัลฟอย ก็ได้รับการตีความอย่างลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าที่เคยเห็นในภาพยนตร์

แต่ถ้าจะให้พูดถึงตัวละครที่เราประทับใจที่สุดแบบไม่คาดฝันคงหนีไม่พ้น “สกอร์เปี้ยน มัลฟอย”

.
.

เมื่อการเคลื่อนไหวของฉากคือเวทมนตร์อีกชั้น

สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันแบบถึงขีดสุดของละครเวทีชุดนี้ ไม่ใช่แค่ฝีมือนักแสดง หรือการเขียนบท แต่คือการเคลื่อนไหวของฉากและทีมงานเบื้องหลัง ทุกจังหวะที่เปลี่ยนฉาก มีความคิดเบื้องหลังที่ “ออกแบบ” มาอย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนบันได การหมุนฉาก การผลักของประกอบ หรือแม้แต่การเปิดประตูที่ดูเหมือนไม่สำคัญ ล้วนเต็มไปด้วยจังหวะ ท่วงท่า และองค์ประกอบทางศิลป์ที่ถูกคิดมาแล้วเพื่อไม่ให้แม้แต่วินาทีเดียวดูหลุดจากโลกเวทมนตร์

แม้จะเป็นแค่ฉากขนของเบื้องหลัง ก็ยังมีการกำหนดท่าทาง เช่น การสบัดผ้า การหมุนตัว หรือการเคลื่อนไหวที่ดูกึ่งบัลเลต์เล็ก ๆ เสริมความฝันเข้าไปในฉากจนรู้สึกเหมือนภาพเคลื่อนไหวเหล่านี้กลายเป็น “คาถา” รูปแบบหนึ่ง

.

หลายฉากใน The Cursed Child ทำให้ต้องอุทานว่า “ทำได้ยังไง ?” เช่น ฉากที่ฉากหลังทั้งฉาก “สั่นไหว” แบบภาพผิดเพี้ยนเพื่อแสดงให้เห็นถึงการใช้เครื่องย้อนเวลา และแม้จะมีหลายฉากที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง แต่ในหลายวินาทีที่ไม่ต้องพึ่งพาเทคนิคอลเลย ทีมงานก็เลือกใช้ วิธีแบบแมนนวลอย่างแนบเนียน ทั้งหมดนี้ถูก ออกแบบมาให้ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง

หนึ่งในฉากที่ทำให้ผู้ชมนิ่งไปหลายวินาทีคือช่วง “ดำน้ำ” ใต้ทะเลสาบ ในช่วงท้ายของพาร์ทแรก จู่ ๆ พื้นเวทีก็กลายเป็น “แอ่งน้ำจำลอง” ที่มีแสงสะท้อนของสีน้ำเงินไหลวนอยู่เบื้องล่าง พร้อมเสียงก้องของการหายใจใต้น้ำ ทุกอย่างดูลวงตาแต่จับใจ และเผู้คนก็เชื่อในวินาทีนั้นว่า โลกเวทมนตร์เป็นของจริง

การตีความใหม่ไม่ใช่การทำลายเวทมนตร์
แต่คือการทำให้มันมีชีวิตใหม่อีกครั้ง

สิ่งที่รับรู้จากการชมละครเวที Harry Potter and the Cursed Child เวอร์ชันลอนดอน ไม่ใช่เพียงการเสพเรื่องราวของฮอกวอตส์ที่เคยรู้จัก แต่คือการยอมให้โลกนั้นเปลี่ยนไป บ้าง เติบโตขึ้น ลึกขึ้น และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการตีความมากขึ้น โดยไม่สูญเสียหัวใจของเรื่อง และนั่นแหละคือ…

เวทมนตร์ที่แท้จริง

.
.

TBS Akasaka ACT Theatre
โตเกียว ปี 2025

ในอีกฟากหนึ่งของโลกห่างจากลอนดอนหลายพันไมล์ มีเพียงหนึ่งประเทศในเอเชียที่ได้รับเกียรติให้จัดแสดง Harry Potter and the Cursed Child อย่างเป็นทางการ และประเทศนั้นก็คือ ญี่ปุ่น

ณ ใจกลางกรุงโตเกียว เมืองหลวงที่ผสานโลกเก่าและโลกอนาคตไว้ในพื้นที่เดียวกัน ที่ซึ่ง “เวทมนตร์” ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องแฟนตาซี แต่กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ถูกนำเสนอในสไตล์ญี่ปุ่นได้อย่างมีชีวิตชีวาและแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ผมเดินทางมายัง TBS Akasaka ACT Theatre แม้รู้ดีว่าเวลามีเพียงวันเดียว และนั่นคือ วันว่างวันเดียวของทริป World Expo Osaka 2025 ที่ผมตั้งใจแน่นว่าจะใช้มันให้คุ้มค่าทุกวินาที ผมวิ่งข้ามเมืองจากโอซาก้าสู่โตเกียว ด้วยการนั่งรถไฟชินคันเซ็นระยะทางกว่า 500 กิโลเมตรในเช้าวันนั้น แม้ว่าค่าเดินทางจะสูงกว่า “ค่าตั๋วชมละคร” จริง ๆ แต่ทุกเยนที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าเกินกว่าที่จินตนาการจะอธิบายได้ในแง่ของมุมมองที่ได้รับ

.

ทันทีที่ก้าวออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน Akasaka Station จะสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่เปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวจากมหานครแห่งเทคโนโลยีกลายเป็นโลกแห่งเวทมนตร์ ทางเดินที่เชื่อมจากสถานีไปยังโรงละครถูกตกแต่งอย่างมีกลิ่นอายของฮอกวอตส์ ไปจนถึงร้านคาเฟ่ชั่วคราวที่จำลองบรรยากาศแบบร้านฮันนี่ดุ๊กส์จากหมู่บ้านฮอกส์มี้ด

แม้จะต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา แต่พลังร่วมของคนดูในวันนั้นคือสิ่งที่จับต้องได้ พวกเขามาเพื่อประสบการณ์เดียวกัน การได้หลุดเข้าไปในโลกที่ J.K. Rowling เคยจุดไฟแห่งจินตนาการขึ้นมาในใจของเด็ก ๆ ทั่วโลก

.
.

TBS Akasaka ACT Theatre โรงละครที่ไม่ได้เป็นเพียงเวทีสำหรับละครเวทีระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นพื้นที่ของการแปลวัฒนธรรมที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

โรงละครแห่งนี้ตั้งอยู่ในโครงการ Akasaka Sacas คอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ที่เกิดจากความร่วมมือของสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่อย่าง TBS (Tokyo Broadcasting System) กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Mitsui Fudosan เปิดให้บริการครั้งแรกในเดือนมีนาคม ปี 2008 และใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีในการก้าวขึ้นสู่เวทีหลักของวัฒนธรรมร่วมสมัยในกรุงโตเกียว

ด้วยความจุที่นั่งกว่า 1,300 ที่นั่ง โครงสร้างอาคารสูง 4 ชั้น และการออกแบบภายในที่ให้ความสำคัญกับทั้ง แสง เสียง และมิติของอารมณ์ผู้ชม ทำให้ TBS Akasaka ACT Theatre กลายเป็นสถานที่จัดแสดงโชว์ระดับโลกอย่าง The Phantom of the Opera, Elizabeth the Musical, Takarazuka Revue และในเวลาต่อมา Harry Potter and the Cursed Child

.

การที่ญี่ปุ่นได้รับสิทธิ์อย่างเป็นทางการในการแสดง Harry Potter and the Cursed Child ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ละครเวทีเอเชีย ไม่ใช่แค่เพราะนี่เป็น ประเทศแรกและประเทศเดียวในเอเชีย ที่ได้รับสิทธิ์จากต้นฉบับลอนดอน แต่ยังเพราะ TBS Akasaka ACT Theatre ต้อง “แบกรับ” ภาระอันละเอียดอ่อนของการเปลี่ยนบทละครภาษาอังกฤษ ที่เต็มไปด้วยบริบทวัฒนธรรมตะวันตก ให้เป็น “ประสบการณ์ญี่ปุ่น” โดยไม่ทำให้หัวใจของเรื่องราวหล่นหาย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โรงละครแห่งนี้มีการปรับปรุงระบบครั้งใหญ่ในปี 2022 เพื่อรองรับโปรดักชัน Harry Potter and the Cursed Child อย่างเต็มรูปแบบ โดยร่วมมือกับ Warner Bros., Sonia Friedman Productions และทีมออกแบบต้นฉบับจากเวสต์เอนด์ลอนดอน นั่นหมายความว่าเวทีของโตเกียว ไม่ได้เพียงเลียนแบบ แต่ “ได้รับการถ่ายถอดจากต้นฉบับ” อย่างถูกต้องในเชิงเทคนิคและศิลปะ

การแสดงครั้งแรกในโตเกียวเปิดม่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2022 และได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้ชมญี่ปุ่นและแฟนแฮร์รี่พอตเตอร์ทั่วเอเชีย จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมที่ต้องการสัมผัสฮอกวอตส์ในแบบเอเชีย

.
.

หากจะเปรียบความรู้สึกระหว่างเวอร์ชันลอนดอนและโตเกียวแล้ว ความแตกต่างของทั้งสองเวทีก็ชัดเจนราวกับอยู่กันคนละบ้านในฮอกวอตส์

ลอนดอน ให้ความรู้สึก ศักดิ์สิทธิ์ ราวกับพิธีกรรมโบราณ ทุกการเปลี่ยนฉาก การก้าวเดินของนักแสดง หรือเสียงดนตรีที่บรรเลง ล้วนคล้ายการสวดบทภาวนาของโลกเวทมนตร์ที่เคร่งขรึมและเปี่ยมมนต์ขลัง

โตเกียว กลับเติมเต็มด้วยพลังแบบ สนุก ซุกซน สดใส เหมือนเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งเข้าฮอกวอตส์วันแรก ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสอบเข้าได้บ้านอะไร แต่ตื่นเต้นกับทุกอย่างรอบตัว

.

สำหรับแฟนแฮร์รี่ พอตเตอร์ อาจทราบดีว่าเนื้อเรื่องของ Cursed Child ไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน มันไม่ได้สมบูรณ์แบบ มันมีข้อโต้แย้งทั้งเรื่องโครงเรื่องและบทสนทนาในหลายช่วง แต่เมื่อได้ชมมันต่อหน้าต่อตาทั้งในลอนดอนและโตเกียว ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

.
.

เวทมนตร์คือศรัทธาในการเล่าเรื่อง

เมื่อได้ชม Harry Potter and the Cursed Child ทั้งที่ลอนดอนและโตเกียว ผมเหมือนได้เดินทางข้ามพรมแดนของศิลปะการแสดง เพื่อเห็นว่าหนึ่งเรื่องเดียวกัน สามารถมีชีวิตต่างกันได้เพียงใด ขึ้นอยู่กับ “จิตวิญญาณ” ของสถานที่และ “มือ” ของผู้เล่าเรื่อง

ที่ลอนดอนต้นกำเนิดของละครเรื่องนี้ การแสดงเหนือชั้นในทุกมิติ นักแสดงแต่ละคนเหมือนไม่ได้แค่สวมบทบาท แต่ กลายเป็นตัวละครจริง ๆ อินเนอร์ลึกจนสัมผัสได้ถึงความเป็นมนุษย์ของตัวละครอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงผ่านบทพูดหรือการกระทำ แต่ผ่านแววตา ช่องเสียง ลมหายใจ และแม้แต่ความเงียบในบางวินาที

พลังการแสดงของนักแสดงบนเวทีอังกฤษนั้นตรึงผู้ชมได้แบบไร้ช่องว่าง ทุกคนในโรงละครหยุดหายใจพร้อมกันเมื่อเกิดจุดไคลแมกซ์ และไม่มีใครละสายตาได้แม้แต่เสี้ยววินาทีในฉากที่ละเอียดอ่อนที่สุด อาจเป็นเพราะพื้นฐานของการแสดงสดในโลกตะวันตกคือรากวัฒนธรรมที่ถูกหล่อหลอมมาเป็นศตวรรษ เวทีในลอนดอนจึงไม่ใช่เพียงสถานที่ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตที่ผู้ชมสัมผัสได้ตั้งแต่ย่างเท้าเข้าไป

.

ขณะที่เวทีที่โตเกียว แม้จะยังมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องภาษา ความจำกัดของการแปลบทสนทนาให้คงจังหวะต้นฉบับ รวมถึงประสบการณ์ของนักแสดงที่ยังไม่ได้ผ่านเวทีระดับโลกเท่าเทียมกับทีมจากลอนดอน แต่สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนคือ ความพยายามอันแรงกล้า และหัวใจของการแบกรับหลายชั้นพร้อมกัน

นักแสดงไม่ได้เพียงเล่นละคร แต่กำลังแบกทั้งมรดกของวรรณกรรมจากโลกตะวันตก ความคาดหวังของแฟนแฮร์รี่พอตเตอร์ทั่วเอเชีย และความจำเป็นในการ “แปลวัฒนธรรม” จากโลกของฮอกวอตส์ให้เข้าใจง่ายขึ้นสำหรับผู้ชมญี่ปุ่น นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Cultural Translation การแปลที่ไม่ได้แค่แปลคำ แต่แปลอารมณ์ ความหมาย และจังหวะของเรื่องราวให้เข้ากับวิธีการรับรู้ของผู้ชมในอีกซีกโลก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่นั่นแหละคือสิ่งมหัศจรรย์ของละครเวที ที่แม้จะใช้คนละภาษา คนละทีม คนละวัฒนธรรม แต่เมื่อแสงบนเวทีสว่างขึ้น เวทมนตร์ก็ยังเกิดขึ้นได้อย่างเท่าเทียม

.

การได้เห็นละครเรื่องเดียวกันบนสองเวทีในสองวัฒนธรรม ทำให้เข้าใจลึกซึ้งขึ้นว่า

Magic isn’t just in the place,
It’s in the people who believe.

ไม่ว่าจะเป็นเวทีเก่าแก่แห่งลอนดอน หรือโรงละครทันสมัยกลางโตเกียว สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ “หัวใจของผู้ชม”

Harry Potter and the Cursed Child อาจเป็นเพียงละครเวทีเรื่องหนึ่งในสายตาคนบางคน แต่มันอาจเป็นประสบการณ์ข้ามขอบเขตวัฒนธรรมและความเชื่อที่ช่วยปลุกให้เราได้ย้อนกลับมาสัมผัสความมหัศจรรย์ของการเป็น “มนุษย์”

.
.

ในโลกที่เต็มไปด้วยความกลัว ความลังเล และความไม่แน่นอน เด็กคนหนึ่งกลับยังกล้าหาญพอที่จะมองตาเพื่อนแล้วพูดคำง่าย ๆ ว่า

… “ฉันรักนายนะ”

คำพูดที่ไม่ได้ต้องการความกล้าแบบผู้ใหญ่ ไม่ต้องการเงื่อนไข ไม่ต้องการคำอธิบายที่ซับซ้อน มีเพียงหัวใจที่ซื่อตรงและความรู้สึกที่แท้จริง ซึ่งในยุคนี้กลับเป็นสิ่งที่หาได้ยากกว่าคาถาใด ๆ

.

และในขณะที่โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน เราถูกเร่งให้คิดให้ไว เดินให้เร็ว ตอบให้เร็ว ตัดสินให้เร็ว Harry Potter and the Cursed Child กลับชวนให้เราหยุด ช้าลง และตั้งคำถามกับความหมายของเวลาอีกครั้ง

ไม่ใช่แค่ “เวลา” ที่หมุนกลับไปในฉากของเครื่องย้อนเวลา แต่คือเวลาในหัวใจของเราเอง ที่ย้อนกลับไปยังช่วงชีวิตที่เรายังเชื่อในความหวัง ในมิตรภาพ ในครอบครัว และในการให้อภัย

เรื่องราวที่เริ่มต้นจากเด็กชายคนหนึ่งใต้บันไดบ้านลุงและป้า กลายมาเป็นมหากาพย์ที่คนทั้งโลกร่วมโตมาด้วย

บางครั้ง… เราอาจไม่ได้มองหาความแปลกใหม่ แต่เรากำลังมองหาสิ่งเก่า ๆ ที่ยังทำให้หัวใจของเรา “เต้น” ได้เสมอและนั่นคือเวทมนตร์ ที่ไม่มีวันเสื่อมอายุ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *